The Intimate Companion คู่หูต่างขั้ว! - บทที่ 4 สมาพันธ์ส่งสารแห่งสามภพ
บทที่ 4
สมาพันธ์ส่งสารแห่งสามภพ
เอี๊ยดดด!
โครม!!!
“อูย…”
ข้าลูบก้นอย่างเจ็บปวดเมื่อรถไฟสายด่วนราตรีมาส่งตรงถึงจุดเชื่อมต่อแห่งสามภพ ซึ่งเป็นที่ตั้งของสมาพันธ์ส่งสารแห่งสามภพนั่นเอง เจ้ารถไฟนี่เร็วสมชื่อ ‘สายด่วน’ จริงๆ เพราะนอกจากจะมา ‘สาย’ จากเวลาบนแผ่นป้ายเกือบสามชั่วโมงแล้ว มันยังส่ง ‘ด่วน’ ถึงใจชนิดไม่ทันร้อง ‘จ๊าก!’ ให้เป็นคำเลยทีเดียว
น่าเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นรถไฟสายด่วนไม่ทันจ๊าก!
‘คิดบ้าอะไรของเจ้าน่ะ ลงไปสักทีสิ’
เสียงด่าครั้งที่ร้อยของโฟรเซนทำให้ข้าได้แต่ถอนหายใจ ตอนนี้มันได้กลับเข้ามาในรอยสักตรงต้นแขนของข้าอีกครั้ง เพราะแม้ว่าร่างเสือจะกินพลังเวทน้อยกว่าร่างมนุษย์แต่ก็ใช่ว่าจะไม่บั่นทอนพลังจากเจ้านาย
‘ลงไปได้แล้ว!!’
“รู้แล้วววว” ข้าลากเสียงยาวก่อนจะเดินเซลงจาก ‘รถไฟสายด่วนไม่ทันจ๊าก!’ เพราะความซวยทำให้เข็มขัดตรงที่นั่งของข้าเสีย ตัวข้าเลยพุ่งตามความเร็วของรถไฟจนกลิ้งขลุกขลักกระแทกตรงนั้นตรงนี้ไปทั่ว
ว่าแต่ทำไมรถไฟยังไม่ไปอีกล่ะ หรือว่ามันอยากให้ข้าร้องจ๊ากให้จบจะได้เป็นชื่อใหม่เก๋ไก๋ว่า ‘รถไฟทันจ๊ากแล้วจ้า!’
‘ความคิดเรอะนั่น! จ่ายเงินไปสิ’
อ๋อ ที่แท้ก็รอเงินนี่เอง แต่ว่า…
“เฮ้ย! กระเป๋าเงินหาย!!”
เอาล่ะสิ ความซวยเล่นงานข้าอีกแล้ว ทั้งที่ก่อนขึ้นรถไฟข้ายังซื้อของกินรองท้องอยู่แท้ๆ
“ถ้าเดินหนีไปเลยจะเป็นอะไรไหม” ข้าถามโฟรเซน เพราะตลอดทางที่นั่งมา รถไฟขบวนนี้ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆ เลยนอกจากเราสอง
‘มันจะไล่ขวิดเจ้าน่ะสิ รถไฟสายด่วนราตรีเป็นรถไฟพิเศษที่ส่งตรงถึงจุดเชื่อมต่อโดยเฉพาะ จึงพิเศษกว่ารถไฟทั่วไป’
“คือ?”
‘มันมีชีวิตจิตใจน่ะสิ!’
ลูกตาคู่โตตรงหัวขบวนเบิกโพลงทันทีที่สิ้นเสียงของโฟรเซน ตามด้วยรอยยิ้มฉีกกว้างเผยให้เห็นฟันเรียงสวย ข้าไม่ทันตั้งสติดี รถไฟขบวนนี้ก็…
ปู๊นๆๆๆ
ไล่ขวิดข้าจนวิ่งขาแทบขวิด!
“จ๊ากกก!”
ข้าร้องเสียงหลง ให้ตายเหอะ! เกิดมาเพิ่งเคยเจอรถไฟแหกรางครั้งแรก ต่อให้ไม่มีรางอยู่แล้วก็เถอะ
‘ระวัง!’
โฟรเซนเตือนอีกครั้ง คาดว่าว่าข้างหน้าข้าคงมีบางสิ่งขวางอยู่ แต่ข้าหยุดไม่ทันแล้วละ
ตุบ…
“พอแค่นั้นเถอะคุณรถไฟสายด่วนราตรี”
เสียงนุ่มเอ่ยขึ้นแว่วๆ ข้างหูข้าพร้อมสัมผัสของมือคนแตะที่หัวไหล่ทั้งสองข้าง พร้อมความเย็นวาบที่ล่อเอาตัวสั่นสะท้านวูบหนึ่ง ดูท่าว่าความเร็วในการวิ่งหนีของข้าจะถูกหยุดด้วยมือคู่นี้ และบางสิ่งที่ขวางหน้าเมื่อครู่ก็คือคนคนนี้
“สวัสดี”
รอยยิ้มอบอุ่นผิดกับมือเย็นดุจน้ำแข็งถูกส่งให้ทันทีที่ข้าเงยมอง โอ๊ย…เหมือนเห็นแสงระยิบระยับ รัศมีเปล่งประกายพร้อมกลิ่นอายบริสุทธิ์ชวนหลงใหลราวไม่ใช่คนธรรมดา น่าเชิดชูบูชายิ่งกว่าพวกเทพที่ด่ากราดว่าข้าเป็นตัวกาลกิณีซะอีก ยิ่งอีกฝ่ายยกยิ้มกว้างมากขึ้น ในใจข้าก็ราวกับได้รับการชำระล้างจนเคลิ้มเพ้อคล้ายต้องมนตร์สะกด
“จ๊าก!”
เจ้าเสือปรากฏตัวมาใช้อุ้งตะปบหลังข้าหนึ่งที ก่อนจะหายวับไปในพริบตา
จะหันไปขยุมกลุ่มขนนุ่มๆ มันก็ไม่ทันแล้ว ข้าเลยได้แต่ยืนยิ้มเซ่อให้ชายเบื้องหน้าด้วยแก้มแดงๆ อย่างขัดเขิน
“สะ…สวัสดีขอรับ” ข้าเอ่ยตะกุกตะกัก ทำตัวไม่ถูกเพราะปกติเวลาอยู่แดนเทพก็ไม่เคยจะมีใครทักทายดีๆ แถมยิ้มให้อย่างชวนเชื่อใจทุกอย่างชนิดหันซ้ายก็ซ้าย หันขวาก็ขวาขนาดนี้
“มีปัญหาอะไรกันหรือ” ชายคนนั้นกล่าวเสียงนุ่มนวล ทำให้ข้ายิ่งรู้สึกปลาบปลื้มชื่นชมขึ้นไปอีก ประเมินจากรูปลักษณ์แล้วน่าจะอายุราวๆ ยี่สิบกว่าปี ผมสีน้ำเงินเข้มตัดสั้น สวมชุดสีขาวสะอาด กลืนไปกับผิวขาวราวหิมะ ไม่อาจเดาได้ว่าเป็นเผ่าอะไร
แต่ต้องเป็นเผ่าพันธุ์ที่ศักดิ์สิทธิ์มากแน่!
‘หึ’
เสียงแค่นหัวเราะของเจ้าเสือคล้ายไม่เห็นด้วยกับข้า
“คือ…เรื่องค่าโดยสาร…ข้า…”
แต่ข้าไม่สนใจมันหรอก เทียบกับเสือปากเสียแล้ว ข้ายินดีสนทนากับชายตรงหน้ามากกว่า แม้จะพูดไม่ค่อยเต็มเสียงก็ตาม
“ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวข้าจัดการให้นะ”
ช่างแสนดีอะไรขนาดนี้ อธิบายไม่ทันจบก็จับใจความได้และควักเงินจ่ายให้ทันที หัวขบวนรถไฟอ้าปากรับทั้งหมดแบบไม่ทอนพร้อมดวงตาโตที่ปิดลง กลายเป็นรถไฟปกติอย่างที่ควรจะเป็น เสียงปู๊นๆ เริ่มห่างออกไปเมื่อรถไฟออกเดินทางอีกครั้ง
ชายหนุ่มโบกมือลาอย่างเป็นมิตร ส่วนข้าลงไปนั่งทรุดพลางลูบอกอย่างโล่งใจ นึกว่าจะโดนรถไฟไล่งับจนเหนื่อยตายซะแล้วสิ
‘ติงต๊อง’
“หุบปากไปเลย!”
“เอ๋?” เสียงสูงเป็นเชิงถามตามด้วยสีหน้าที่บ่งบอกความงุนงงทำเอาข้าสะดุ้งโหยง โฟรเซนพาซวยซะแล้วสิ ข้าตั้งใจจะตำหนิเจ้าเสือแท้ๆ ดันเหมือนกล่าวกับชายผู้มีพระคุณซะงั้นเลย
“ขอโทษขอรับ ข้าไม่ได้พูดกับท่านนะ ข้าพูดกับ เอ่อ…”
“โฟรเซนโฟเรซินคุงสินะ” ชายผู้มีพระคุณตอบด้วยรอยยิ้มสว่างไสวช่วยชโลมจิตใจ ข้าคิดว่าเขาคงเคยบวชมาก่อนเป็นแน่ ถึงได้มีจิตพิสุทธิ์ขนาดนี้
‘เจ้าโง่เอ๊ย ไม่สังเกตเลยรึไงว่าหมอนี่ไม่ปกติ!’
ใช่ ไม่ปกติ เพราะดูสูงส่งเลอค่ากว่าคนธรรมดาทั่วไปหลายเท่า
‘โอ๊ย ทำไมข้าถึงทำสัญญากับคนซื่อบื้อขนาดนี้นะ!’
เจ้าเสือส่งเสียงหงุดหงิดกับการตัดสินใจที่ผิดมหันต์ ข้าเลยเพิ่งมีแก่ใจสังเกตว่าคนคนนี้ผิดปกติตรงไหนกัน ก่อนจะพบว่าการต่อท้ายชื่อด้วย ‘คุง’ นั้นเป็นคำเรียกที่แปลกจริงๆ นั่นแหละ
เพราะเคยทำงานบรรณารักษ์มาก่อน ข้าที่มักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ด้วยการอ่านหนังสือเพราะไม่มีเงินไปเล่าเรียนดีๆ จึงคุ้นว่าการเรียกขานแบบนี้เป็นคำเฉพาะสำหรับเผ่าพันธุ์หนึ่งที่อาศัยอยู่บนภูเขาสูงซึ่งปกคลุมไปด้วยหิมะ
‘ภูตหิมะ (ยูกิอนนะ)’
แต่เผ่าพันธุ์นั้นหายสาบสูญพร้อมภาษาเฉพาะที่ไม่มีคนกล่าวถึงนานมากแล้ว อีกทั้งยังเป็นเพศหญิงทั้งหมดอีกด้วย เพราะพวกเธอมักจะล่อลวงมนุษย์ด้วยรูปลักษณ์งดงามให้หลงทางในภูเขาจนเสียชีวิตเพื่อสูบกินดวงวิญญาณเป็นอาหาร แต่คนคนนี้…เป็นผู้ชาย
แถมยังจิตใจดีถึงขนาดจ่ายเงินให้ด้วย
ฉะนั้นไม่ใช่เผ่าพันธุ์นั้นหรอก ไม่ใช่เด็ดขาดเลย!
‘ท่าดีทีเหลวชัดๆ ข้าละหมดคำจะพูด!’
“ช่างหัวเจ้าสิ! เอ่อ…ข้าพูดกับโฟรเซนอีกแล้วขอรับ แฮะๆ”
“ไม่เป็นไรหรอก ข้าพอรู้นิสัยไม่ดีของโฟรเซนคุงเหมือนกัน เอาเป็นว่ารีบเข้าไปในสมาพันธ์กันเถอะ ทุกคนกำลังรอเซอเซสคุงอยู่นะ”
โฟรเซนคุง เซอเซสคุง เรียกชื่อสนิทสนมขนาดนี้แล้วชื่อตัวเองล่ะ
เหมือนรู้ความคิด เพราะไม่ทันที่ข้าจะอ้าปากถาม ชายหนุ่มก็ชิงตอบตัดหน้าซะก่อน ตามติดๆ ด้วยสถานที่แปลกตาราวปราสาทผีสิง ด้วยรูปทรงสไตล์โกธิคสีดำสนิท แสงไฟสลัวลอดมาตามม่านสีดำ ตามด้วยเสียงอีกาที่เกาะทั่วหลังคา
ถ้าจำไม่ผิด เมื่อครู่หากไม่นับเจ้ารถไฟสายด่วนราตรีละก็ ข้าก็ไม่เห็นอะไรเลยนะ แล้วโผล่มาจากไหนเนี่ย
“ข้ายังไม่ได้แนะนำตัวสินะ ข้าชื่อเพลโธรัส เรียกสั้นๆ ว่าพี่เพลก็ได้ ยินดีที่ได้รู้จัก เซอเซเรซิสเซทัลคุง”
และถ้าจำไม่ผิดอีกอย่าง ข้ายังไม่ได้แนะนำตัวเองเลยนี่นา!
‘เพิ่งนึกได้เรอะเจ้าโง่ตูดเป็ด!!’
คำด่าอะไรของเจ้าเนี่ยโฟรเซน
‘ทำไม มีปัญหารึไง’
เปล่า ข้าฟังแล้วหิว
‘…’
“เขามาแล้วนายท่าน”
ร่างหนึ่งปรากฏตัวท่ามกลางความว่างเปล่า หันหน้าไปทางชายหนุ่มที่จิบกาแฟอ่านหนังสือพิมพ์สบายใจเฉิบ เขามีผิวเข้มเล็กน้อย ผมสีเงินงาม ดวงตาสีน้ำเงินคราม หันหน้าเข้าหาชายหนุ่มที่นั่งเอกเขนกปานตัวเหลวผู้มีผมสีดำยาวรวบมัดเป็นหางม้าตรงท้ายทอย สวมสูทสีดำตัดกับแว่นเหลี่ยมกรอบแดง
“มาแล้วรึ” ชายหนุ่มผมหางม้าพึมพำ วางแก้วกาแฟบนโต๊ะข้างกาย ก่อนจะพับหนังสือพิมพ์ในมือเก็บเรียบร้อยผิดกับท่าทีเอื่อยเฉื่อยเมื่อครู่ บ่งบอกว่าถึงจะดูไม่น่าเชื่อถือ แต่ก็ถูกเลี้ยงดูมาอย่างดี
“บอกให้ทุกคนเตรียมพร้อม เริ่มบททดสอบได้!”
ข้าโดนทิ้ง
ใช่แล้ว อ่านไม่ผิดหรอก ข้าโดนทิ้งจริงๆ
หลังเข้ามาในสมาพันธ์ซึ่งเป็นปราสาทใหญ่โตแล้ว พี่เพลก็พาข้ามานั่งจุ้มปุ๊กรอในห้องรับแขกขนาดปานกลาง ประกอบไปด้วยโซฟาสามตัวในลักษณะหันหน้าเข้าหากัน ตรงกลางเป็นโต๊ะชาขนาดเล็ก ข้างฝาประดับรูปสีน้ำสวยงาม
จากนั้นพี่เพลก็ขอตัวอย่างสุภาพด้วยรอยยิ้มบางชโลมจิตใจ
นับจากตอนนั้นยันตอนนี้ก็…ผ่านมาราวๆ สี่สิบนาทีแล้วละ
“ถูกลืมแหงๆ” ข้าพึมพำกับตนเอง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่โดนทอดทิ้งในเมื่อข้าเป็นตัวซวยที่ไม่มีใครอยากอยู่ใกล้ ข้าจึงขยันพูดขยันพล่ามเพื่อนำเสนอตัวเองอยู่ร่ำไป และดีใจทุกครั้งที่ถูกถามชื่อ
‘ที่นี่ไม่มีใครความจำสั้นหรอกนะ’
คำตอบของเจ้าเสือทำให้ข้าเริ่มวาดหวังกับการเฝ้ารอมากขึ้น จึงลุกจากเก้าอี้แล้วเดินสำรวจรอบๆ ก่อนจะหยีตาเมื่อจู่ๆ ตรงหน้าก็สว่างจ้าพร้อมร่างหนึ่งที่ยืนขวางจนเดินชน
“เฮ้ย!” ข้าอุทานลั่น เกือบหงายหลังถ้าไม่ติดว่ามีคนช่วยกระชากคอเสื้อให้ทรงตัวอย่างมีน้ำใจแต่กวนประสาทสุดๆ จะเป็นใครไปได้ล่ะถ้าไม่ใช่เจ้าเสือ มันปรากฏตัวในร่างมนุษย์ที่สูงกว่าหนึ่งช่วงหัว ยกยิ้มเย้ยหยันแลเจ้าเล่ห์ระคนหยามเหยียดครึ่งเทพแสนต้อยต่ำอย่างข้าที่หน้าซีด…
เพราะถ้ามันโผล่ในร่างนี้ พลังเวทแสนน้อยนิดของข้าคงถูกสูบจนตัวแห้งตาย!
“ที่นี่มีวงเวทพิเศษ ช่วยอำนวยความสะดวกแก่พยัคฆ์เมฆาทุกตน ทำให้พวกข้าสามารถปรากฏตัวไม่ว่าร่างไหนก็ตามโดยไม่ต้องสิ้นเปลืองพลังเวทของเจ้านาย”
“แล้วทำไมไม่ออกมาแต่แรกล่ะ” ข้าถามพลางจัดเสื้อให้เรียบร้อย จะมารายงานตัวก็ต้องสร้างภาพลักษณ์ให้น่าประทับใจ แต่เจ้าเสือดันดึงหมวกฮู้ดข้าลงแล้วขยี้ผมจนยุ่งซะงั้น
“อย่าสิ!”
“ไม่มีใครสนใจครึ่งเทพอย่างเจ้าหรอกน่า หัวสีอะไรก็ช่าง จะปกปิดทำไม”
เพราะอยู่แดนเทพจนชินน่ะสิข้าถึงได้ลนลานแบบนี้ แต่ในเมื่อเจ้าเสือยืนยัน ข้าก็มุ่ยปากแล้วหันไปจัดทรงผมดีๆ โดยไม่ดึงหมวกฮู้ดปิดหน้าปิดตาอีก
“ฮึ่ย ข้ารู้แล้ว เจ้าไม่ยอมออกมาแต่แรกเพราะจะแกล้งให้ข้าตกใจใช่ไหม”
“แกล้งให้เจ้าทำหน้าอ๊องเอ๋อต่างหาก ตลกดี”
“ข้าเป็นเจ้านายนะ หัดทำตัวสุภาพหน่อยสิโฟรเซน” ข้ากอดอกเชิดหน้าอย่างวางมาด พอได้คุยต่อหน้าโดยไม่ต้องผ่านเสียงในหัวแล้วก็มีความมั่นใจมากขึ้น อย่างน้อยก็ไม่เป็นตัวประหลาดพูดคนเดียวในสายตาคนอื่น
“ข้ายังไม่ยอมรับเจ้าสักหน่อย ตอนนั้นสถานการณ์พาไป ทำให้ข้าได้เจ้าเป็นเจ้านายก็เท่านั้น แต่เจ้าไม่มีสิทธิ์สั่งการใดๆ ข้าเหมือนผู้ทำพันธสัญญาคนอื่น”
ถึงรู้แก่ใจแต่ได้ฟังแล้วจี๊ดใจชะมัด
“งั้นข้าจะทำให้เจ้ายอมรับจริงๆ จังๆ ให้ได้” ข้าประกาศกร้าว ในเมื่อยกเลิกพันธะไม่ได้ ก็ได้แต่ต้องทนอยู่กันแบบนี้นั่นแหละ “สักวันเจ้าจะต้องก้มหัวเคารพข้า เรียกชื่อข้านำหน้าด้วยนายท่าน!”
“แล้วจะรอนะ เซ่อซวย”
“ข้าชื่อเซอเซส!”
อ๊ากกก! เจ้าเสือมันกวนส้น
ไม่ทันกระโจนใส่เจ้าเสือเพื่อตุบตับกันสักยก ประตูห้องรับแขกก็ถูกเปิดออกซะก่อน ข้ารีบยืนสงบเสงี่ยมเรียบร้อยพร้อมเผชิญหน้ากับหัวหน้าสมาพันธ์โดยมีเจ้าเสือยักคิ้วหลิ่วตาล้อเลียนอยู่ด้านข้าง แต่ผู้ที่ก้าวเข้ามากลับเป็นสาวสวยเซ็กซี่อย่างร้ายกาจ เดี๋ยวก่อน…เจ้าเสือเล่าให้ฟังตอนขึ้นรถไฟสายด่วนราตรีว่าหัวหน้าเป็นผู้ชายไม่ใช่หรือ
ถึงสงสัยข้าก็ไม่กล้าถาม เพราะดวงตาของหญิงสาวปรือปรอยดูง่วงนอนเหลือเกิน เธอสวมเสื้อแขนกุดและกางเกงขาสั้นสีดำที่ขาดปลาย อวดหุ่นเย้ายวน
แต่เดี๋ยวก่อน ตอนปรายมองข้าแสนจะง่วงงุน แต่พอมองโฟรเซนกลับเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อยก่อนจะแย้มยิ้มสวยต้อนรับ ทำไมปฏิกิริยาที่มีต่อข้ากับโฟรเซนต่างกันขนาดนี้
“เซอเซเรซิสเซทัล”
“ข้าเองขอรับ” ข้าขานรับพร้อมเดินไปข้างหน้าหนึ่งก้าวเมื่อถูกเรียก หญิงสาวหยิบเอกสารบางอย่างพร้อมสวมแว่นตาไร้กรอบ ก่อนจะไล่อ่านข้อมูลในเอกสารด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“เด็กกำพร้าลูกครึ่งเทพกับสายเลือดปริศนา วันเกิดไม่แน่นอน อายุคาดว่าคงสิบแปดปี สูงร้อยหกสิบหก หนักสี่สิบห้า กินได้ทุกอย่าง ไม่ค่อยเล่นกีฬา ถูกกล่าวขานว่าเป็นตัวซวยโคตรซวยและซวยที่สุด ปัจจุบันโดนไล่ออกสามร้อยเก้าสิบเจ็ดงาน…”
“สามร้อยเก้าสิบแปดต่างหาก เฮ้ย หลุดปาก” ข้ารีบปิดปากตนเอง ก่อนจะหันไปทำตาปริบๆ ใสซื่อ
“โดนไล่ออกสามร้อยเก้าสิบแปดงาน”
เธอหยิบปากกาซึ่งแนบที่ปกเสื้อขีดฆ่าข้อมูลพลางเขียนแก้ใหม่
“ถ้างั้น…เซอเซเรซิสเซทัล”
เสียงเรียกชื่อดังอีกครั้ง ข้าแอบขยาดกับท่าทีไร้ชีวิตชีวาของหญิงสาวเมื่อน้ำเสียงนั้นช่างราบเรียบออกจะติดงัวเงียเล็กน้อย ตาก็ปรือลงและกะพริบปริบๆ เป็นบางครั้งคล้ายกำลังเรียกสติอย่างไรอย่างนั้น
“พร้อมทำการทดสอบหรือยัง”
“หา?!” ข้าขึ้นเสียงงุนงง ฟังอะไรผิดรึเปล่า บททดสอบงั้นเรอะ
“บททดสอบสมาชิกใหม่ยังไงล่ะ” โฟรเซนเขี่ยหมวกฮู้ดของข้าพลางทำเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอ เดี๋ยวก่อน…ต้องทดสอบด้วยเหรอ ไหนบอกว่ามารายงานตัวเฉยๆ ก็จบเรื่องแล้วไงล่ะ
“ใครบอกเจ้ากันว่ามันง่ายแบบนั้น ผู้ส่งสารแห่งสามภพนะไม่ใช่คนส่งอาหาร”
ข้าถลึงตาใส่เจ้าเสือที่มัวแต่ใช้กรงเล็บเขี่ยหมวกฮู้ดเหมือนแมวตัวใหญ่ อยากตะโกนกรอกหูมันจริงๆ ว่า…
เจ้ายังไงล่ะ!!!