The Intimate Companion คู่หูต่างขั้ว! - บทที่ 34 การเจรจาของรุ่นใหญ่
บทที่ 34
การเจรจาของรุ่นใหญ่
ชายหนุ่มผู้ก้าวออกจากรอยแตกระแหงคล้ายหลุมดำหยุดชะงักก่อนจะจ้องตอบท่านราพิตต์ ดวงตาของชายผู้นี้เป็นสีอเมทิสต์เช่นเดียวกับฮาเวสเตอร์ ใบหน้าเองก็คล้ายคลึงกันในบางส่วน แต่หากจะเทียบกันตามจริงแล้ว ชายผู้นี้ก็ไม่จัดว่า ‘หนุ่ม’ มากนัก…
เสื้อสีดำชายยาวทิ้งตัวเรี่ยกับพื้น เส้นผมสีดำสนิทตัดสั้นเสยไปด้านหลังเรียบร้อย ไม่มีสักปอยหลุดมาระใบหน้าคมคายสักเส้น
เฮสเวลคือนามของบุคคลผู้นี้
“ราพิตต์รึ” เสียงของเฮสเวลทุ้มต่ำจนแทบจะกลืนหายไปกับสายลม “ช่วยคืนลูกชายข้าได้ไหม ข้ามีเรื่องต้องสั่งสอนเขาไม่น้อยเลยทีเดียว”
‘บ้าน่า! ลูกชาย!!’
เจ้าเสือแย่งประโยคอุทานของข้า ดูจากสีหน้าของมันและอีกหลายๆ คนรอบกายคาดว่าข่าวนี้คงจะใหม่ล่าสุด เพิ่งรับรู้กันแบบสดๆ ร้อนๆ ซึ่งนั่นคงไม่นับท่านราพิตต์ที่รู้มาแต่ต้น และหวังใช้ฮาเวสเตอร์บีบให้หัวหน้าองค์กรออกมาอย่างที่เห็น
อ้าว เจ้าไม่ได้รู้แต่แรกหรือ
‘ข้ารู้แค่ว่าหมอนี่มีตำแหน่งสำคัญมาก ได้รับการคาดหวังว่าเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งหัวหน้าองค์กรคนต่อไป แต่ไม่รู้ว่าเป็นถึงลูกชายของหัวหน้าองค์กร ท่านราพิตต์ไม่เคยบอก ย้ำแต่ว่าห้ามฆ่าเพราะปล่อยให้ฮาเวสเตอร์มีชีวิตรอดจะเป็นประโยชน์กับพวกเรามากกว่า’
“ท่าน…พ่อ” ฮาเวสเตอร์เอ่ยเสียงแหบห้าว ดวงตาสีอเมทิสต์คั่งเลือดนั้นมองบิดาของตนด้วยสีหน้าไม่ยินยอม คล้ายไม่อยากพบหน้ามากกว่าปลาบปลื้มใจเมื่อถูกช่วย
“สั่งสอน? ใช่ เจ้าต้องสั่งสอนมากๆ เชียวละ ต่อให้ข้ากับเจ้ารู้จักกันเพราะชาเร็ต แต่ดูเหมือนว่าการที่ข้าถูกเลือกให้ทำพันธสัญญาจะสร้างความเข้าใจผิดแก่ลูกชายของเจ้าไม่น้อยนะ ทำไมล่ะเฮสเวล หรือจนตอนนี้ก็ยังเจ็บแค้นใจ คิดว่าหากตอนนั้นฆ่าข้าทิ้งซะ ตัวเองจะถูกเลือกหรืออย่างไร สมาพันธ์แห่งสามภพควรเป็นของเจ้า ผู้ครอบครองพยัคฆ์เมฆาที่ถือกำเนิดหลังจากนั้นทั้งหมดควรเป็นคนของเจ้า ใช่หรือไม่”
“ไม่…”
“ใช่!!” ฮาเวสเตอร์ตะโกนแม้กระอักเลือดชุดใหญ่ ส่วนเฮสเวลขมวดคิ้ว พยายามแจกแจงข้อเท็จจริง
“เจ้าไม่ได้ถูกเลือกเพราะความสามารถ แต่เจ้าถูกเลือกเพราะนามสกุล ‘เวิส์ท’ ”
“อ้อ เพราะอย่างนี้หรือเจ้าถึงได้ชังน้ำหน้าข้า รังเกียจข้า และหาเรื่องครอบครัวของข้าตลอดเวลา” ราพิตต์แค่นยิ้มหยัน “ข้าถูกเลือกเพราะอะไรแล้วอย่างไรล่ะ ความจริงที่ว่าข้าผูกพันธะกับพยัคฆ์เมฆาที่มีพลังเวทมากที่สุด และเป็นเจ้าของสมาพันธ์แห่งสามภพที่คนอื่นนับหน้าถือตา คงจะขัดหูขัดตาเจ้ามากสินะ”
“หากต้องการ ข้าทำลายสมาพันธ์ตั้งแต่ตอนที่เจ้าเพิ่งก่อตั้งได้ด้วยซ้ำ ไม่มีความจำเป็นต้องปล่อยให้เจ้าวางท่าถือดีมาถึงตอนนี้หรอก”
“แล้วทำไมไม่ทำล่ะ”
เฮสเวลถอนหายใจเฮือกหนึ่ง
“ข้าจะคุยกับฮาเวสเตอร์เอง ส่งตัวลูกชายข้ามาเถอะราพิตต์ อย่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่เลย”
“ใครกันแน่ที่ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ลูกชายเจ้าระรานครอบครัวข้าไม่หยุดหย่อน โดยที่เจ้าเองก็เมินเฉยไม่สนใจ อยากสร้างองค์กรทัดเทียมสมาพันธ์แห่งสามภพ แต่กลับควบคุมลูกชายตัวเองไม่ได้ เจ้าคิดว่าข้าจะยอมปล่อยไปง่ายๆ หรือเฮสเวล”
“เจ้าต้องการอะไร”
“ยุบองค์กรซะ”
“เจ้าคิดว่าข้าทำได้หรือ”
“งั้นควบคุมลูกชายของเจ้าให้ดีซะ หากข้ารู้ข่าวจากเหลนว่าพยัคฆ์เมฆาถูกเล่นงานด้วยวิธีสกปรกของฮาเวสเตอร์อีก ข้าจะไม่ไว้ชีวิตเพราะเห็นแก่หน้าสหายเก่าอีกแล้ว แต่ข้าจะฆ่าเขา แล้วส่งศพให้เจ้า เข้าใจหรือไม่”
“เจ้าไม่เคยเห็นข้าเป็นสหาย เจ้าไว้ชีวิตเขาเพื่อเป็นข้อต่อรองกับข้าต่างหาก” เฮสเวลแก้คำ ก่อนจะพยักหน้ารับท่ามกลางการดิ้นขัดขืนของฮาเวสเตอร์ที่โดนโฟรเซนกระทืบซ้ำ “ตกลง ข้าจะไม่ให้เขาทำร้ายครอบครัวของเจ้าอีก หากผิดสัญญา ข้าจะเป็นผู้ปลิดชีวิตลูกชายคนนี้เอง”
“เจรจาง่ายแบบนี้สิดี ค่อยสมกับที่พวกเราเป็นผู้อาวุโส ไม่ต้องอ้อมค้อมมากมาย เข้าประเด็นสำคัญเลย” ท่านราพิตต์ยิ้มก่อนจะหันไปพยักหน้ากับโฟรเซน เจ้าเสือเลยเตะร่างพังพาบของฮาเวสเตอร์ให้กลิ้งหลุนๆ ไปทางเฮสเวล หมอนี่ก็แค้นจัด มีโอกาสเป็นต้องเอาคืนไม่พักเหมือนที่ชอบรังแกข้าเลย
สรุปว่า…จบเรื่องแล้วหรือ
‘น่าจะ’
น้ำเสียงเจ้าเสือฟังหงุดหงิด มันคงไม่ค่อยอยากปล่อยฮาเวสเตอร์เท่าไร แต่ก็รู้ตัวว่าสู้เฮสเวลไม่ได้ ระดับพลังของคนคนนี้สูสีหรืออาจมากกว่าท่านราพิตต์เสียอีก ใบหน้าเองก็ราบเรียบ แม้จะไม่ไร้อารมณ์เหมือนชาเร็ต แต่สุขุมซ่อนคมอย่างบอกไม่ถูก
ข้านึกไม่ออกเลยว่าพวกเขารู้จักกันได้อย่างไร และทำไมชาเร็ตที่นิ่งเหมือนตุ๊กตาถึงเลือกท่านราพิตต์แทนบุคคลที่ดูแข็งแกร่งมากอย่างเฮสเวล
ฝ่ายนั้นบอกว่าเพราะนามสกุลเวิส์ท
แต่หัวหน้าเองก็น่าจะนามสกุลนี้เหมือนกัน ตระกูลนี้มีความพิเศษยังไงกันนะ
‘แล้วเจ้าคิดว่าท่านราพิตต์ที่มีลางสังหรณ์ล่วงหน้า กลาเซียสที่มีวิญญาณเจ็ดดวงในร่าง และคาเทลเรียสที่ไม่มีพยัคฆ์เมฆาแต่อยู่ในสมาพันธ์แห่งสามภพ พิเศษไหมล่ะ’
เอ๊ะ เดี๋ยวนะ คาร์ทเกี่ยวอะไรด้วย
‘เขาเป็นลูกพี่ลูกน้องของกลาเซียส เป็นเหลนของท่านราพิตต์ทั้งคู่นั่นแหละ!’
ว้าว เหรอ แล้วยังไงต่อๆ
‘…’
เจ้าเสือเงียบซะงั้น มาทำให้อยากรู้แล้วปล่อยเก้อชัดๆ!
อย่างไรก็ตาม เมื่อพ่อลูกอยู่ด้วยกัน คนขององค์กรก็พากันถอนตัว เฮสเวลไม่แม้แต่จะก้มลงไปช่วยพยุงลูกชาย เพียงเสกสายฟ้าสีดำฟาดใส่จนร่างนั้นสะดุ้งเฮือก ไม่รู้ว่าเป็นการลงทัณฑ์หรือรักษา เพราะบาดแผลฉกรรจ์ทั่วร่างของฮาเวสเตอร์พลันสมานและลุกยืนได้เป็นปกติ
พวกเรามองส่งจนพวกเขาทั้งคู่หายเข้าไปในหลุมดำ อย่างที่เคยบอก เวทข้ามมิติสามารถไปได้ทุกที่หากรู้พิกัดแม้ไม่เคยผ่านแดนเชื่อมต่อใดๆ ส่วนเวทเปิดประตูมิตินั้นสามารถใช้ได้เฉพาะที่ที่เคยไป ฉะนั้นทั้งคู่คงจะกลับองค์กรไปแล้ว
“โฟรเซน…”
ข้าดึงแขนเสื้อเจ้าเสือ ขณะที่ทุกคนทยอยแยกย้ายไปพักผ่อน มันกลับยืนกำหมัดแน่นอยู่หน้าสมาพันธ์
ต่อให้อ่านใจไม่ได้ แต่ข้ารู้ว่ามันกำลังคิดอะไร คงไม่พ้นความแค้นที่เจ้านายคนแรกถูกฆ่าตาย ความแค้นที่ถูกหลอกใช้จนต้องตัดแขนตัวเองจนมีชีวิตอยู่ไม่สู้ตาย ความแค้นที่อีกฝ่ายกล้าคิดร้ายกับสมาพันธ์ ความแค้นที่เกือบถูกพรากเจ้านายอีกครั้งในแดนทะเลทราย ความแค้นที่ข้าอ๊องเอ๋อ ความแค้นที่ข้าซวยไม่เลิก เอ๊ะ สองอย่างหลังไม่เกี่ยวสิ
“ช่างเถอะ”
อาจเพราะข้าฟุ้งซ่านเกินไป เจ้าเสือเลยถอนหายใจแล้วเป็นฝ่ายหันหลังกลับ
“โฟรเซน!” ข้าตะโกนชื่อเจ้าเสือดังสนั่นอย่างตกใจ เพราะเพียงพริบตาเท่านั้น…จู่ๆ ร่างของฮาเวสเตอร์ก็ปรากฏในระยะประชิดพร้อมเหวี่ยงดาบไปทางโฟรเซนอย่างไม่คิดปล่อยวางง่ายๆ พวกเขาทั้งคู่มีหนี้แค้นที่ต้องสะสางมากเกินไป มากจนต่อให้หัวหน้าองค์กรและหัวหน้าสมาพันธ์ตกลงกันแล้วก็ไม่วายฉวยโอกาสลงมือเป็นครั้งสุดท้าย
ข้าจะยอมได้อย่างไร
นี่คือพยัคฆ์เมฆาของข้า เจ้าเสือของข้า
คราวนี้แหละ ข้าจะเป็นฝ่ายปกป้องมันเอง!
ปัง!!!
ร่างกายตอบสนองไวกว่าสมองสั่งการเสียอีก เพราะวินาทีแห่งความเป็นตาย ข้าก็ลั่นไกในมือรวดเร็วพอๆ กับการเคลื่อนไหวของผู้ปองร้าย ผลที่ได้คือร่างที่กระเด็นถอยหลังเกือบเมตรเพราะแรงถีบของปืน รู้ตัวอีกทีก็เห็นควันซึ่งลอยคลุ้งจางๆ ตรงปากกระบอก และ…ร่างที่ล้มลงของฮาเวสเตอร์
ข้ายิงเขา! ข้าฆ่าฮาเวสเตอร์!
“ข้า…” ไม่ทันกล่าวอะไรมากกว่านั้น พลังกายที่มีทั้งหมดพลันถูกสูบหายเอาดื้อๆ คล้ายสวิตช์ที่ถูกกดปิดอย่างไม่บอกกล่าว กระบอกปืนในมือข้าตกกระแทกพื้นเสียงดัง แต่คงจะดังไม่เท่าร่างข้าที่ทิ้งตัวลงจูบพื้นดิน
“เซอเซส!!” เสียงของเจ้าเสือและสมาชิกคนอื่นๆ ดังราวอยู่ห่างไกลแสนไกล
ข้าไม่อาจตอบสนองใดๆ เพียงหลับตาพร้อมสติดับวูบ