The Intimate Companion คู่หูต่างขั้ว! - บทที่ 7 เวทข้ามมิติ
บทที่ 7
เวทข้ามมิติ
“หยุดทำไม” ข้าถามโฟรเซนเมื่อเดินนำอยู่ดีๆ ก็หยุดซะเฉยทั้งที่ยังไม่ถึงจุดหมาย
“ขอมือหน่อย”
ข้าหรี่ตาสงสัยเมื่อจู่ๆ เจ้าเสือก็แบมือมาข้างหน้าอย่างรอให้ข้าวางมือลงไป แต่เรื่องอะไรจะยอมทำตามง่ายๆ กันล่ะ ข้าเป็นเจ้านายนะไม่ใช่สัตว์เลี้ยง!
“บอกว่าขอมือไง” โฟรเซนย้ำเสียงดุ แต่ข้าเดินแทรกนำทางไม่สนใจ แกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน
“เอ๊ะ! เจ้านี่คิดแต่อยากให้ข้าเป็นตัวร้ายอยู่เรื่อย เอามือมา!!” โฟรเซนกระชากเสียกึ่งคำรามของสัตว์ป่า ข้าสะดุ้งโหยง เผลอตัวจนทำให้หมอนี่คว้าแขนไปได้สำเร็จ ก่อนจะใช้มืออีกข้างคว้ามือข้าไปบีบแรงๆ
“อ๊าก! เจ็บนะเว้ย” ข้าร้องเสียงหลง เจ้าบ้านี่ไม่ออมแรงกันเลย แต่เดี๋ยวก่อน…ความรู้สึกเจ็บๆ แสบๆ บริเวณหลังมือแถมรอยขีดแดงนั่น…เลือดนี่นา!
ข้าบาดเจ็บตอนไหนเนี่ย
“ตอนที่ความซวยกำเริบยังไงล่ะ” โฟรเซนว่าพลางเปลี่ยนจากบีบเป็นทาบหลังมือบนแผลขีดยาวเหมือนขูดบางสิ่งจนเลือดไหลซึม ข้าไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่ามีแผล สงสัยจะเป็นตอนที่โฟรเซนผลักละมั้ง ก็ตอนนั้นตกใจจนสติไม่อยู่กับตัวเลยนี่นา ปัดมือไปโดนอะไรบ้างคงไม่รู้สึกหรอก
วาบ…
แสงทองปรากฏจางๆ ก่อนจะหายไปพร้อมหลังมือที่เหลือเพียงรอยแดงแต่ไร้เลือด โฟรเซนปล่อยมือข้าแล้วเดินนำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ขอบใจนะ โฟรเซน”
ข้าฉีกยิ้มกว้างจนตาหยี แต่โฟรเซนคงไม่เห็นหรอกในเมื่อเดินดุ่มๆ นำไปไกลแล้ว ตอนด่ากันล่ะพูดเต็มปาก แต่พอเป็นห่วงล่ะเงียบเชียว นอกจากจะสังเกตเห็นก่อนข้าแล้วยังรักษาให้อีกต่างหาก ใจดีขนาดนี้ทำไมไม่รู้จักรับความหวังดีจากข้าบ้างล่ะ
ปั้ก!
“เจ้าบื้อ”
หมดกันความรู้สึกดีๆ ที่เพิ่งก่อตัว ข้าถลึงตาใส่เจ้าเสือที่จงใจยืนนิ่งให้เดินชนเมื่อถึงห้องของพี่เพล
เพราะมีบทเรียนจากก่อนหน้านี้ เมื่อเคาะประตูแล้วไม่มีคนเปิดข้าจึงถือวิสาสะบิดกลอนเข้าไปทันที โชคดีที่รอบนี้ไม่ได้ล็อก จึงไม่ต้องงัดวิชาลวดผีพิฆาตมาสะเดาะกุญแจ
หากห้องของซัฟเฟอร์รัสแดงฉานอย่างกับฉากฆาตกรรม ห้องของเพลโธรัสก็ตกแต่งด้วยสีน้ำเงินสบายตาชวนสงบใจ
“มาแล้วหรือ กำลังรออยู่เลย” พี่เพลนั่งรออยู่ด้านใน เขากวักมือเรียกข้าให้เดินเข้าไป คงรอรับซองเอกสารละมั้ง
“ไม่ใช่ มือขวาต่างหากล่ะ” พี่เพลปฏิเสธพลางชี้นิ้วไปที่มือขวาของข้า เมินเอกสารสำคัญซะอย่างนั้น แต่เมื่อเห็นหลังมือที่เหลือแต่รอยแดงขีดจาง เขาก็เลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ
“อ้าว รักษาแล้วหรือ ข้าว่าจะรักษาให้อยู่พอดี เพราะซัฟเฟอร์คุงฝากบอกว่าช่วยดูแผลที่มือเซอเซสคุงหน่อยน่ะ”
“ซัฟเฟอร์คุง?”
“อ๋อ ซัฟเฟอรัสไงล่ะ เขาคือคู่หูของข้าเอง” พี่เพลยิ้มงดงามราวเทวทูตน่าเลื่อมใส ข้านึกถึงตอนทั้งสองยืนคู่กันแล้วอดคิดไม่ได้ว่า…คง…แตกต่างพิลึกเนอะ
“งั้นข้าขอเรียกเขาว่าพี่ซัฟเฟอร์ได้ไหมขอรับ”
พอได้รู้จักก็รู้สึกว่าพี่เขาน่ารักดี แถมยังฝากพี่เพลให้ช่วยรักษาข้าอีก ต้องรีบคบหาไว้ตามประสาครึ่งเทพที่ไม่ค่อยมีใครอยากสนิทด้วย!
“ลองถามเจ้าตัวสิ เพราะต่อให้เป็นคู่หูผูกพันธะกัน ข้าก็ตัดสินใจแทนไม่ได้หรอก อืม…โฟรเซนคุงรักษาให้ล่ะสิถึงได้เหลือรอย งั้นข้าช่วยให้รอยหายไปละกันนะ จะได้ไม่เหลือแผลเป็น”
พี่เพลทาบหลังมือข้า ไม่ทันไรแสงสีขาวใสประกายน้ำเงินดุจเกล็ดน้ำแข็งพร้อมความรู้สึกเย็นๆ ก็ฉาบทั่ว รอยจางสีแดงค่อยๆ เลือนหายไป จากคำพูดของพี่เพล…แสดงว่าเจ้าเสือรักษาแผลไม่ค่อยเก่งสินะ
“ขอบคุณขอรับ เอ่อ…นี่จดหมาย” ข้ากล่าวขอบคุณพลางยื่นซองจดหมายเวียนไปให้พี่เพล เขารับมายิ้มๆ ก่อนจะวางซองไว้ข้างโต๊ะ
“ข้ารู้เรื่องแล้วละ งั้นมาทดสอบกันดีกว่า อืม…บททดสอบของข้าง่ายยิ่งกว่าของซัฟเฟอร์คุงซะอีก เพราะฉะนั้นไม่ต้องกังวลหรอกนะเซอเซสคุง” พี่เพลกล่าวด้วยรอยยิ้มจนข้ารู้สึกใจชื้นขึ้น แต่เสียงหัวเราะเยาะเย้ยของโฟรเซนจากด้านหลังทำเอากำลังใจลดฮวบ
“บททดสอบของข้าคือ…เล่นไล่จับ”
“หา?!”
“เริ่มแล้วนะเซอเซสคุง Start!”
พูดจบร่างของพี่เพลก็พลันหายวับไปทันที อะเฮ้ย! นี่มันอะไรกันเนี่ย
“ไม่รีบตามจับเดี๋ยวหมดหนึ่งชั่วโมงไม่รู้ด้วยนะ” เสียงของพี่เพลกระซิบด้านหลัง แต่เมื่อข้าหันไป ร่างของพี่เพลก็หายไปอีก ย้ายมาโผล่ข้างๆ โฟรเซนแทน เจ้าเสือยืนนิ่งไม่รู้สา แต่พอข้าจะวิ่งเข้าใกล้ ร่างพี่เพลก็หายวับอีกรอบ และปรากฏตัวตรงที่ข้ายืนเมื่อครู่ด้วยรอยยิ้ม
“นี่คือเวทข้ามมิติ เวทเฉพาะของสมาพันธ์เราเท่านั้น สามารถข้ามไปได้ทุกที่ไม่ว่าจะเคยไปหรือไม่ ต่างกับเวทเปิดประตูมิติที่จำเป็นต้องเคยไปสถานที่ที่ต้องการอย่างเห็นได้ชัดเลย ดีใช่ไหมล่ะ”
“ขอรับ” ข้ายิ้มแห้ง ดีสิ ดีมาก แต่ไม่ดีในสถานการณ์นี้!
“น่าเสียดายที่เวทนี้ต้องใช้ร่วมกับสัตว์ประจำกายที่มีพลังเฉพาะเจาะจง หรือก็คือพยัคฆ์เมฆา หากไม่มีพลังของสัตว์เลี้ยงช่วยแล้ว จะทำได้แค่หายตัวในระยะทางสั้นๆ ซึ่งในกรณีนี้ ข้าจะจำกัดขอบเขตเฉพาะในห้องนี้เท่านั้นแหละ”
พี่เพลยิ้มใจดี
“แต่ถึงจะมีสัตว์ประจำกายอยู่เคียงข้าง การหายตัวไปยังที่ต่างๆ ก็มีข้อจำกัดตรงต้องรู้พิกัดที่แน่นอน ซึ่งในบางครั้งพวกเรารู้เพียงตัวเลขคร่าวๆ เท่านั้น จะโผล่ตรงไหนต้องลุ้นเอา ไม่อาจเจาะจงให้โผล่พรวดต่อหน้าลูกค้าได้ทันทีทันใดหรอกนะ และนั่นคือความลำบากของอาชีพนี้ เพราะพวกเราต้องตามหาเป้าหมายกันเอาเอง”
คำอธิบายนั้นทำให้ข้าเริ่มไม่อยากเป็นผู้ส่งสารแห่งสามภพอยู่ตงิดๆ เพราะด้วยความซวยเกื้อหนุน กลัวจะวาร์ปแล้วโผล่พรวดกลางดงสงครามคนตีกันเนี่ยสิ
แต่ครึ่งเทพอย่างข้ามีตัวเลือกด้วยหรือ เมื่อมีโอกาสตรงหน้าก็ขอคว้างานนี้ให้ได้!
โฟรเซน ช่วยหน่อยสิ
ข้ากะพริบตาปริบๆ ส่งประกายวิ้งๆ ให้โฟรเซนที่แกล้งทำเป็นเมินเฉย
“หัดทำอะไรด้วยตัวเองซะบ้างเถอะ”
จะบอกว่าข้าไม่ทำอะไรด้วยตัวเองเลยสินะ ใช่สิ! ที่ข้าหาห้องเจอก็เพราะมัน ที่ข้าผ่านบททดสอบของพี่ซัฟเฟอร์ก็เพราะมัน ที่บาดแผลข้าหายก็เพราะมัน แต่ถึงข้าจะไม่เก่งไม่มีดีสักอย่าง ข้าก็เป็นเจ้านายนะ!!!
“คิดมากน่ารำคาญ” โฟรเซนถอนหายใจอย่างจำนนกับเหตุผลข้อนี้ก่อนจะเดินมา…ผลักข้าเต็มแรงด้วยมุกเดิม!
เอ่อ ข้าว่าพี่เพลคงดูออกอยู่แล้ว อีกอย่างพี่ซัฟเฟอร์เองก็เป็นคู่หูของพี่เพลที่อ่านความคิดกันผ่านตราพันธะได้ด้วย ต้องรู้วิธีขี้โกงนี้แต่แรกและไม่ติดกับอย่างแน่นอน
ซะเมื่อไหร่ล่ะ
“ไม่เป็นไรนะเซอเซสคุง” พี่เพลถามเป็นห่วง หากไม่นับสีหน้ายิ้มละมุนอย่างน่านับถือแล้วละก็ ท่าทางทุกอย่างล้วนลอกเลียนมาจากพี่ซัฟเฟอร์ทั้งสิ้น
สมแล้วที่เป็นคู่หูกัน ติดกับดักเดียวกันเป๊ะ!
“จับได้แล้วขอรับ แฮะๆ” ข้าคว้าแขนพี่เพลแน่นแล้วเอ่ยประโยคเดียวกับที่พูดในห้องแดงของพี่ซัฟเฟอร์ ดวงตาสีฟ้าใสของพี่เพลชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะแทนด้วยรอยยิ้มหวาน
“เผลอตกหลุมพรางเจ้าเสือสีทองซะแล้วสิ ช่างเถอะ ถือว่าผ่านแล้วกัน”
พี่เพลเดินไปที่โต๊ะซึ่งวางจดหมายอยู่ พลางหยิบตราประทับปั๊มลงบนกระดาษ ซ้ำรอยเดิมของพี่ซัฟเฟอร์ แทนที่รอยนั้นจะกลายเป็นรูปประหลาดๆ ที่มองไม่ออก กลับเติมเป็นรูปหน้าของพยัคฆ์อย่างน่าทึ่ง ทั้งที่ตอนแรกเป็นเพียงแค่วงกลมกับเส้นขีดสะเปะสะปะแท้ๆ
“หัวหน้าเป็นคนคิดเรื่องตราประทับนี้น่ะ แต่ละตำแหน่งถือลวดลายไม่เหมือนกัน แต่หากคู่หูประทับตราร่วมกันจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของตราสมาพันธ์ ยอดเยี่ยมใช่ไหมล่ะ ถ้าเซอเซสคุงผ่านการทดสอบทั้งหมดและได้ตำแหน่งสูงๆ เดี๋ยวก็ได้ตราประทับคู่กับโฟรเซนคุงเองแหละ” พี่เพลอธิบายแล้วส่งจดหมายให้ ข้าเพ่งตราประทับชัดๆ อย่างประทับใจ ดูมีมนต์ขลังอย่างน่าประหลาด
“รายต่อไปคือหัวหน้าของสมาพันธ์ แน่นอนว่าไม่อยู่แถวนี้ให้เดินหาง่ายๆ หรอกนะ ข้าจะไปส่งแล้วกัน อืม…ซัฟเฟอรัส”
พลันพี่ซัฟเฟอร์ซึ่งกำลังนั่งคาบโดนัทครึ่งหนึ่งจนแก้มป่องปรากฏกะทันหัน มือทั้งสองข้างถือขนมรูปร่างแปลกตาแต่สีสันนั้นหวานจนข้ายังไม่กล้าลิ้มลอง นิสัยของพี่ซัฟเฟอร์ช่างขัดกับหน้าบูดบึ้งและตาดุๆ โดยสิ้นเชิง ยิ่งรอยสักรูปหัวกะโหลกยิ่งแล้วใหญ่ หากไม่มีรอยสักนั้น พี่ซัฟเฟอร์คงดูน่ากลัวน้อยลงกว่านี้
“ทิ้งให้อยู่คนเดียวไม่ทันไรก็กินขนมหวานอีกแล้ว บอกแล้วไงว่าห้ามเอามากินที่ห้อง” พี่เพลตำหนิทั้งรอยยิ้มแล้วริบขนมในมือทั้งสองของพี่ซัฟเฟอร์ทันที แต่พลาดโดนัทในปากเมื่อครู่ เพราะเมื่อเห็นพี่เพล พี่ซัฟเฟอร์ก็รีบกลืนที่เหลือทั้งหมดจนตามล้วงไม่ได้
“เรียกมาทำไม” พี่ซัฟเฟอร์ถามเสียงเรียบด้วยน้ำเสียงทุ้มเพราะเช่นเคย สายตาลอบขุ่นมัวเล็กน้อย จ้องขนมในมือของพี่เพลจนน่าขัน
“เรียกมาส่งเซอเซสคุงไงล่ะ เอ้า ลุกขึ้นยืนได้แล้ว” พี่เพลกล่าวพลางฉุดแขนขึ้น พี่ซัฟเฟอร์จึงยืนอย่างว่าง่าย แม้สายตาจะยังไม่ละจากขนมก็เถอะ “พิกัดคือ ‘0’ เซอเซสคุงมายืนใกล้ๆ ข้าสิ”
ข้าเดินไปหาพี่เพลที่ข้างกายอีกฝ่ายคือพี่ซัฟเฟอร์กับโฟรเซนที่ไม่รู้ว่าอยู่ตรงนั้นตั้งแต่เมื่อไร
ทันทีที่ข้าก้าวถึงตัวพี่เพล ภาพทั้งหมดก็โคลงราวโลกกลับหลังและตีลังกาต่ออีกสามตลบ รอบด้านคล้ายถูกคลุมด้วยสีดำแสนมืดมิดคล้ายห้วงอวกาศนอกโลกอย่างไรอย่างนั้น อากาศบีบรัดจนแทบหายใจไม่ออก อาจเพราะไม่ทันได้ตั้งตัว ข้าจึงตาลายเป็นก้นหอย สมองมึนตึ้บจนไม่อาจแยกแยะหัวสามสีข้างกายออกว่าใครเป็นใคร
หมุนเข้าไป ตีลังกาเข้าไป ถึงข้าจะเห็นไม่ชัดแต่โสตประสาทยังทำงานได้ดี ไอ้เสียงหัวเราะคิกคักนี่มัน…เจ้าเสือนี่หว่า
ไม่นานนักร่างของข้าก็หล่นตุบลงบนพื้นเย็นเยียบ เข่าทั้งสองทรุดฮวบเหมือนดินเหลว ข้าไม่สนสภาพอนาถของตัวเองเพราะดีใจที่รอดพ้นจากห้วงมิติบิดเบี้ยวแสนทรมานนั่น
“ข้าส่งได้เท่านี้ ที่เหลือเซอเซสคุงเดินเข้าไปเองแล้วกันนะ” พี่เพลโบกมือลาข้าที่ยังนั่งมึนไม่หาย ไม่ทันจะหันไปถามร่างทั้งสองก็หายไปเสียแล้ว
ช่างเป็นเวทที่สะดวกจริงๆ นึกอยากจะไปก็ไป ไม่มีแสง ไม่มีเสียงเตือนล่วงหน้าซะด้วย จะมีก็แต่อาการพะอืดพะอมตกค้างที่ทำให้ข้าได้แต่นั่งกอดเข่าหน้าซีดเซียว
“ลุกสักทีสิ” โฟรเซนเตะข้า เฮ้ ทำตัวสุภาพกับเจ้านายหน่อยสิ “เจ้านายที่สภาพดูไม่ได้แบบนี้ข้าก็ไม่อยากได้นักหรอก”
“คิดว่าข้าอยากได้เจ้าเป็นคู่พันธะหรือยังไงล่ะ” มีแรงฮึดทันที ข้าดึงแขนโฟรเซนที่ปากเสียแต่ยื่นมือมาให้จับแล้วทรงตัวยืนดีๆ ก่อนจะพบว่าเบื้องหน้าเป็นประตูบานหนึ่งที่ไร้ลวดลายใดๆ และไม่มีป้ายแขวนบอกชื่ออย่างที่เคยเห็น ที่ประหลาดที่สุดคือบริเวณรอบข้าง…เพราะมีเพียงพื้นกว้างประมาณหนึ่งเมตรที่ข้ากับโฟรเซนยืนอยู่และประตูตรงหน้าเท่านั้น นอกนั้นคือความมืดมิดที่ปกคลุม
ไม่มีสิ่งใดนอกเหนือจากนั้นเลย ไม่มีแม้แต่อย่างเดียว
พอนึกกลัวขึ้นมาข้าก็เกาะหลังโฟรเซนพลางชะเง้อไปหลังประตู พบว่ามีเพียงความว่างเปล่า ที่ยืนยังไม่มี หากข้าเปิดประตูและเดินเข้าไปไม่ตกความมืดตายหรอกหรือ
“ความคิดไร้สาระจริงๆ ที่นี่คือสถานที่เชื่อมต่อ หลังบานประตูนี้คืออีกมิติหนึ่งที่จะพาเจ้าไปหาบุคคลผู้นั้น”
“บุคคลผู้นั้น?” ข้าทวนคำเสียงงุนงง
“หัวหน้าสมาพันธ์ไงล่ะ!”