The Intimate Companion คู่หูต่างขั้ว! - บทที่ 8 เสือสองตัว
“ขออนุญาตขอรับ”
เพราะโดนเจ้าเสือดันหลัง ข้าเลยจำใจผละจากหลังมันแล้วเปิดประตูอย่างระแวดระวังเต็มที่ ปรากฏว่าเข้ามาครบทั้งสองคนปุ๊บประตูก็ปิดปั๊บทันที ข้าสะดุ้งโหยง เขยิบไปยืนใกล้ตำแหน่งที่คาดว่าเป็นเจ้าเสือเมื่อไม่พบแสงไฟใด
“พาข้ามาผิดห้องรึเปล่าเนี่ย”
น่าแปลก ไม่มีเสียงตอบกลับจากโฟรเซน ปกติต้องดุข้า ด่าข้าสิ
“เฮ้” ข้าเอ่ยอีกรอบ และเมื่อไม่มีเสียงตอบกลับ ข้าจึงหันหลังไปหามันอย่างช่วยไม่ได้ พบเส้นผมสีทองสะท้อนเด่นในความมืดเป็นอย่างแรกจนทำให้เริ่มเห็นอะไรรางๆ เสียแต่หัวสีทองสว่างนั่น…มีสองหัว!!
“เฮ้ย ทำไมมีสองคน!” ข้าผงะถอยหลังก่อนจะชี้นิ้วสั่นๆ ไปยังร่างที่คล้ายคลึงกันทุกสัดส่วน โฟรเซนทั้งสองคนเอียงหัวไปด้านขวา ก่อนจะแสยะยิ้มน่าขนลุก
“แยกตัวข้าให้ออกสิ” ทั้งสองกล่าวพร้อมเพรียง น้ำเสียงเหมือนกันเป๊ะจนไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างเช่นเดียวกับรูปร่างหน้าตาภายนอก โทษทีนะเจ้าเสือ ถ้าจำไม่ผิด ข้ากับเจ้าเพิ่งรู้จักกันสองวันก็ไม่ต่างกับการถูกจับแต่งแบบคลุมถุงชน เจ้ามีไฝตรงไหนบ้างยังไม่รู้เลย แล้วจะให้แยกความแตกต่างออกได้ไงเล่า
โอ๊ะ จริงสิ มันอ่านความคิดข้าออกนี่นา
งั้นขอหลอกด่าสักหน่อยเถอะ
“หึ” ข้าหลุดหัวเราะ ก่อนจะยิ้มหวานให้โฟรเซนทั้งสอง ในใจนึกคำด่าที่คู่ควรหลังเก็บกดมานาน
เจ้าเสือเนรคุณ! ไอ้แมวใหญ่ไม่รักดี! ไอ้หัวทองจอมหลอกลวง!
ไม่ๆ แค่นี้ยังไม่สะท้านหรอก เพราะตลอดทางที่ผ่านมาข้าก็กรอกหูมันแทบทุกครั้ง งั้นเจอแบบนี้หน่อย
เจ้าเสือหน้าเบี้ยว! จมูกบุบ! เล็บกุด! หัวสีตก!
“เจ้าสิหน้าเบี้ยว จมูกบุบ!” ทั้งสองตะโกนพร้อมกัน พร้อมกับชี้นิ้วมาทางข้าด้วยเล็บที่งอกยาวน่ากลัว “ดูให้ชัดๆ สิว่าใครเล็บกุด อีกอย่าง คนที่หัวสีตกดำๆ ด่างๆ น่ะมันเจ้าต่างหาก!”
ข้าจับหัวสีดำแซมเงินของตนเองอย่างลืมตัว
มะ…มันด่าข้า!!
“ก็เจ้าด่าข้าก่อน หึ!” โฟรเซนทั้งสองคนกล่าว ก่อนจะกอดอกและเชิดหน้าขึ้นอย่างเหนือกว่า น่าหมั่นไส้สุดๆ
ถึงจะโดนด่ากลับก็เถอะ ทำไมข้ารู้สึกสะใจชอบกล
“เพราะเจ้ามันพวกซาดิสต์น่ะสิ” เจ้าเสือทางขวาตอบกลับทันทีโดยไม่ต้องคิด ดวงตาสีเลือดเปล่งประกายกร้าวคล้ายกรุ่นโกรธอยู่นิดๆ ขณะที่อีกคนคลี่ยิ้มจาง เอ๊ะ หรือว่าคนนี้คือตัวปลอม
“เจ้าคงไม่คิดว่าไอ้บ้าข้างๆ ข้าเป็นตัวจริงหรอกนะ แค่นี้ก็โง่จะแย่แล้ว”
คนคนนั้นแย้งทันที เอ้า เข้าข่ายทั้งคู่เลยสิทีนี้!
ข้ากุมขมับด้วยสีหน้าสิ้นหวัง ท่าทางน่าสงสารคงเปิดสวิตช์ปากจัดของพวกมันเข้า เจ้าเสือทั้งสองเลยผลัดกันต่อว่าข้าอย่างเมามันราวกำลังแข่งขันอย่างไรอย่างนั้น
“เจ้าเตี้ยสมองน้อย”
“เจ้าโง่สมองกลวง”
“เจ้าบื้อสมองช้า”
“เจ้าเอ๋อสมองนิ่ม”
ว้ากกก! ปวดกบาล ใครก็ได้ช่วยหยุดเจ้าเสือทั้งสองนี่ทีเถอะ!
“เวลากำลังผ่านไปอย่างไร้ค่า…” เจ้าเสือทางซ้ายเอ่ยพึมพำ โฟรเซนทางขวาพยักหน้าคล้ายเห็นด้วยพร้อมกับเอ่ยต่อ “โดยมีเสียงอันแสนไพเราะของข้าประกอบคลอเคล้าไปด้วย”
ถ้อยคำแสนดูหมิ่นนั่น…แถมยังยกยอปอปั้นตัวเองอีก ทำให้ข้ารู้สึกหมั่นไส้ขึ้นมาตงิดๆ พร้อมกับคันไม้คันมือชอบกล อยากจะเดินไปตบหัวทั้งสองคนละป้าบสองป้าบ แต่เหมือนอ่านความคิดได้ ใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงของทั้งคู่จึงเชิดขึ้นเชิญชวนอย่างท้าทาย
“แน่จริงก็เข้ามา”
แล้วข้าจะทำยังไงได้ล่ะนอกจากคิดแค้นในใจ แล้วพูดออกไปด้วยน้ำเสียงหวานเจี๊ยบ
“โฟรเซนจ๋า ช่วยข้าหน่อยเถอะ” เมื่อไม้แข็งใช้ไม่ได้ผลก็ต้องลองไม้อ่อน พลันทั้งคู่เผยสีหน้ารังเกียจเข้าขั้นอยากจะอาเจียน ปัดโธ่! ข้าก็ไม่ได้อยากพูดนักหรอก
“เอาอย่างนี้แล้วกัน” ในที่สุดข้าก็เริ่มคิดวิธีตัดสินอย่างจริงจังสักที “ข้าจะถามคำถามเจ้าทีละข้อ เพราะฉะนั้นช่วยตอบทีละคนด้วย อย่าแย่งกันพูดนะ”
โฟรเซนทั้งสองพยักหน้าอย่างสนใจ
“คำถามแรก ชื่อจริงข้าคืออะไร”
“เจ้ามีปัญญาคิดคำถามแค่นี้เองเรอะ เมื่อเจ้าก้าวเท้าเข้ามาในสมาพันธ์แห่งนี้ ประวัติโดยย่อของเจ้าก็ร่อนกระจายไปทั่วแล้วเจ้าบื้อเอ๊ย” คำกล่าวสุดแสนกระแทกใจเล่นเอาข้าต้องถอยหลังหนึ่งก้าวด้วยความอับอาย
“ไม่ถามเรื่องนี้แล้วก็ได้!” ข้ารึอุตส่าห์คิดแผนการนี้ตั้งนานเพราะชื่อยาวแถมจำยาก แต่กลับเหลวเป๋วไม่เป็นท่า ลืมไปเสียสนิทว่าตอนที่ข้าก้าวเข้ามาในสมาพันธ์นี้ หญิงสาวคนหนึ่งก็เดินตาปรือมาอ่านประวัติข้า รู้ดียิ่งกว่าตัวเองซะอีก
“งั้นคำถามต่อไป ที่ข้าตกเหวตอนเจอเจ้าครั้งแรกนั้น…เป็นเพราะใคร”
คราวนี้ข้าหันไปถามโฟรเซนทางซ้าย
“เพราะตัวเจ้าแหงแซะ”
“เพราะเจ้าต่างหากไอ้เสือโรคจิต!” ข้าสวนกลับทันควัน แต่ก็ต้องลืมไปว่าตอนนี้เจ้าเสือมันมีพวก แค่คนเดียวข้าก็เถียงสู้มันไม่ค่อยได้อยู่แล้ว เจอคูณสองเข้าไปก็เล่นเอาแพ้ราบคาบชนิดไม่ทันอ้าปากเถียงเลยทีเดียว
“ถ้าจำไม่ผิดเป็นเพราะใครบางคนขวางทางข้า” เจ้าเสือทางซ้ายกล่าว
“และใครคนนั้นก็ดันแนะนำตัวเองซะดิบดีให้ศัตรูรู้จักซะด้วย” โฟรเซนทางขวาหลับตานึกพลางเอ่ย
“ก็สมควรแล้วละที่จะตกลงไปแบบนั้น” ทั้งสองกล่าวพร้อมกัน
อ๊ากก! ข้าผิดเองที่ไปช่วยเสืออย่างเจ้า ถ้าไม่ขวางหน้า ข้าก็ไม่ต้องปวดหัวจะเป็นจะตายอย่างนี้หรอก!
วูบหนึ่ง…ข้าคล้ายเห็นแววตาเศร้าซึมจากโฟรเซนทางขวา
หมับ!
รู้ตัวอีกทีก็คว้าแขนคนนั้นซะแล้ว
“ข้าเลือกเจ้า เจ้าเสือบ้า” ข้ายิ้มร่าพร้อมเสียงเพล้งคล้ายกระจกแตกจนสะดุ้งโหยงเผลอหลบหลังเสือด้วยความเคยชิน เมื่อมองดีๆ ก็พบว่าความมืดมิดรอบตัวเกิดรอยร้าวแตกกระจายราวใยแมงมุมก่อนจะพังทลาย
เมื่อกะพริบตาอีกครั้ง ข้าก็พบว่าตัวเองยืนอยู่ในห้องหนึ่งที่เต็มไปด้วยกองเอกสารและหนังสือเก่าจำนวนมาก ถึงจะรกไม่เป็นระเบียบขนาดไหนแต่เครื่องเรือนรวมถึงของตกแต่งต่างๆ บ่งบอกว่าเจ้าของห้องมีฐานะไม่ธรรมดา
“เฉียดฉิวเลยนะ” เสียงหนึ่งดังขึ้นด้านหลังข้า ฟังไม่คุ้นเคย ผู้กล่าวเป็นชายหนุ่มร่างสูง แต่เตี้ยกว่าเจ้าเสือหัวสีทองทั้งสอง เขามีผมสีดำยาวรวบมัดเป็นหางม้า สวมชุดสูทสีดำสุภาพ และแว่นตากรอบแดงทรงเหลี่ยมประดับบนใบหน้าหล่อเหลา ดูขัดกันแต่ก็เข้ากันแบบแปลกๆ
“คืนร่างได้แล้วละ” ชายหนุ่มหันไปกล่าวกับโฟรเซนทางซ้าย พร้อมกับแสงสีเงินฉาบไปทั่วตัวคนคนนั้น เมื่อแสงจางลง ชายหนุ่มผู้มีหน้าตาคล้ายคลึงกับเจ้าเสืออย่างกับแกะก็ปรากฏแทนที่ หากแต่ดวงตาของชายผู้นี้เป็นสีน้ำเงินเข้มราวห้วงลึกมหาสมุทร ตัดกับเส้นผมสีเงินยาว
“ตอนแรกข้านึกว่าเจ้าจะเลือกผิดซะอีก หลงดีใจนึกว่าจะได้เจ้านายคนใหม่ซะแล้ว” เจ้าเสือผมทองทางขวากล่าวอย่างนึกเสียดาย แต่รอยยิ้มดีใจของมันปิดไม่มิด
“ข้าฉลาดไง” ข้าอวยตัวเอง ผลคือโดนเจ้าเสือตบหัว โอ๊ย ก็เพราะเจ้าทำตาเศร้าแปลกๆ ไงข้าถึงเลือก เจ้าเสือซึนเดเระ!
‘ซึนเดเระคืออะไร’
หึ ไม่บอกหรอก!
นานๆ จะได้อวดความรู้ เรื่องอะไรข้าต้องเฉลยเจ้าแมวตัวโตที่เดาะลิ้นอย่างขัดใจด้วยเล่า เพราะคำนิยามนี้ข้าก็ได้จากหนังสือเล่มเดียวกับที่อ่านประวัติของภูตหิมะนั่นแหละ
“เลิกทะเลาะกันก่อนเถอะ”
ชายหนุ่มแว่นกรอบแดงกล่าว ก่อนจะคว้ามือข้าที่เอื้อมจะไปดึงผมยาวๆ ของเจ้าเสือเป็นการแก้แค้นเพื่อจับแล้วเขย่าแรงๆ
“ยินดีที่ได้รู้จักนะเซอเซส ข้าคือหัวหน้าสมาพันธ์ส่งสารแห่งสามภพ”