The Lord’s Empire - ตอนที่ 931 - เทพเจ้า
ตอนที่ 931 – เทพเจ้า
หลังจากจัดการเรื่องราวในโลกแห่งความเป็นจริงเสร็จสิ้น จ้าวฝูก็เดินทางกลับสู่โลกแห่งหายนะอีกครั้ง ยามนี้ต้าฉินยังคงเดินหน้ากวาดล้างภูมิภาคต่าง ๆ ควบคู่ไปกับการเร่งก่อสร้างกำแพงเมืองจีนขึ้นมาอีกสายหนึ่ง
ทว่า การก่อสร้างกำแพงเมืองจีนกลับเป็นไปได้อย่างล่าช้าอย่างยิ่ง เนื่องจากพวกเขามักถูกก่อกวนและลอบโจมตีจากกองกำลังต่าง ๆ อยู่เป็นระเบียบ ซึ่งฉุดรั้งความเร็วในการก่อสร้างลงไปมาก ทว่าก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะกองกำลังเหล่านั้นต่างรู้ดีว่า หากต้าฉินสร้างกำแพงเมืองจีนเสร็จสิ้นและหลอมรวมรากฐานจนมั่นคงเมื่อใด ต้าฉินย่อมเปิดฉากโจมตีพวกเขาแน่ ดังนั้น พวกเขาจึงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อหยุดยั้งต้าฉินไว้
ด้วยเหตุนี้ จ้าวฝูจึงสั่งเคลื่อนกำลังพลทหารจำนวนมหาศาลไปตรึงกำลังตามแนวชายแดน เพื่อทำหน้าที่คุ้มกันเหล่าชาวบ้านที่กำลังก่อสร้างกำแพงเมืองจีน มิฉะนั้น หากปล่อยให้กองกำลังเหล่านั้นเข้ามาก่อกวนไม่เว้นแต่ละวัน การจะสร้างกำแพงเมืองจีนให้เสร็จสิ้นคงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา ท้องฟ้าที่เคยสงบเงียบเหนือดินแดนของ ‘เผ่าแสงจิตวิญญาณ’ (Spirit Light) ก็เริ่มปรากฏสัญญาณผิดปกติ ลมพายุบ้าคลั่งเริ่มพัดกระหน่ำ หมู่เมฆาดำทะมึนก่อตัวหนาแน่นจนแสงสว่างเลือนหาย บรรยากาศรอบด้านกดดันและหนักอึ้งจนน่าอึดอัด ชาวแสงจิตวิญญาณทุกคนต่างสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายคุกคามอันน่าสะพรึงกลัวที่กำลังย่างกรายลงมา
พลังปราณจิตวิญญาณ (พลังฟ้าดิน) ทั่วทั้งโลกต่างไหลบ่ามารวมกัน ณ จุดเดียว ราวกับมีหลุมดำขนาดใหญ่กำลังกลืนกินพลังปราณจิตวิญญาณทั้งหมดเข้าไป ในขณะที่ความรู้สึกถึงอันตรายก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
ยามนี้ ท้องฟ้าแปรสภาพเป็นสีดำสนิท ดึงให้โลกทั้งใบตกอยู่ในความมืดมิด กลิ่นอายกดดันมหาศาลทับถมลงมา ราวกับมีหินยักษ์กดทับอยู่บนแผงอกของทุกคน ในนาทีนั้น ชาวแสงจิตวิญญาณทุกคนต่างหยุดทุกกิจกรรมที่กำลังทำอยู่ แล้วหันไปจ้องมองยังทิศทางนั้นเป็นตาเดียว
ตูม!!
เสียงระเบิดกึกก้องสะท้านฟ้าดังขึ้น พร้อมกับเสาแสงสีขาวขนาดยักษ์ที่พวยพุ่งทะยานขึนสู่สรวงสวรรค์ ราวกับจะฉีกกระชากผืนฟ้าให้แยกออกจากกัน โลกทั้งใบคล้ายถูกหัตถ์ยักษ์ที่มองไม่เห็นเข้าบีบเค้น พลังปราณจิตวิญญาณพากันคลุ้มคลั่งและหลั่งไหลมารวมกันอย่างบ้าคลั่ง
พลังปราณจิตวิญญาณรอบเสาแสงนั้นควบแน่นจนกลายเป็นหมอกหนา ก่อนจะแปรสภาพเป็นของเหลว แล้วตกผลึกกลายเป็นผลึกแก้วลอยล่องอยู่เต็มท้องฟ้า ภาพของผลึกแก้วล้าน ๆ ชิ้นที่ลอยละล่องกลางอากาศช่างเป็นภาพที่ยิ่งใหญ่อลังการและสร้างความตกตะลึงให้แก่ผู้พบเห็นยิ่งนัก
ในวินาทีนั้น วงล้อสีทองขนาดยักษ์พลันลอยลอยออกมาจากเสาแสงสีขาว ในตอนแรกมันมีความกว้างเพียงสองเมตรทว่ากลับขยายใหญ่ขึ้นอย่างฉับพลันจนกว้างถึง 10,000 เมตร พลังงานจากเสาแสงถูกวงล้อสีทองสูบกลืนเข้าไปจนหมดสิ้น แม้กระทั่งผลึกแก้วโดยรอบก็แตกสลายกลายเป็นผงฝุ่นและถูกดูดซับเข้าไปในวงล้อสีทองเช่นกัน
ตูม!
กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวระเบิดทะลักออกมาประหนึ่งคลื่นยักษ์สึนามิ สิ่งมีชีวิตทั้งหมดในโลกคล้ายถูกบดบังด้วยกลิ่นอายสายนี้ ทุกคนรู้สึกราวกับว่าตนเองได้ตกลงสู่เหวลึกที่ไร้ก้นบึ้ง พวกเขาต่างแสดงสีหน้าหวาดกลัวและเนื้อตัวสั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุมได้
ภายในวงล้อสีทองที่กว้างใหญ่ถึง 10,000 เมตร ร่างยักษ์ร่างหนึ่งค่อย ๆ ทะยานดิ่งลงมา เริ่มจากส่วนขา ตามด้วยเอว ทรวงอก และศีรษะ จนกระทั่งร่างนั้นปรากฏแก่สายตาของทุกคนอย่างเต็มตา พวกเขาจึงได้รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร
มันคือบุรุษจากเผ่าแสงจิตวิญญาณที่มีความสูงถึง 10,000 เมตร! ร่างกายของเขาดูทรงพลังอย่างยิ่ง ผิวพรรณเปล่งประกายเจิดจรัสราวกับอัญมณี ใบหน้าหล่อเหลาเย็นชา ร่างกายท่อนบนเปลือยเปล่า และมีวงล้อสีทองเก้าวงประทับอยู่บนแผงอก
ชาวแสงจิตวิญญาณร่างยักษ์ผู้นี้ดูราวกับคนที่มีชีวิต ทว่าแท้จริงแล้วมันเป็นเพียง ‘รูปปั้น’ ที่ไร้ซึ่งสัญญาณชีพใด ๆ เท่านั้น
ในโลกแห่งแสงจิตวิญญาณ มีตำนานโบราณเล่าขานกันมาว่า เดิมทีโลกแห่งนี้เป็นเพียงดินแดนที่รกร้างและแห้งแล้ง ไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตใด ๆ จนกระทั่งวันหนึ่ง ‘องค์ปฐมกษัตริย์แห่งแสงจิตวิญญาณ’ (Spirit Light Primogenitor) ได้เดินทางมาที่นี่และใช้พลังอันยิ่งใหญ่แปรเปลี่ยนดินแดนแห่งนี้จนให้กำเนิดชีวิต รวมถึงเผ่าพันธุ์แสงจิตวิญญาณขึ้นมา
เมื่อเวลาผ่านไป องค์ปฐมกษัตริย์ได้ดับสูญและกลายร่างเป็นรูปปั้น รูปปั้นนั้นสืบทอดพลังอำนาจอันเกรียงไกรขององค์ปฐมกษัตริย์เอาไว้ และมันจะนำพาชาวแสงจิตวิญญาณไปสู่จุดสูงสุดยุคใหม่
รูปปั้นที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าก็คือ ‘รูปปั้นปฐมกษัตริย์’ และหลังจากที่รูปปั้นลงมาสถิตอย่างสมบูรณ์ สายเลือดของชาวแสงจิตวิญญาณทุกคนก็พลันเดือดพล่าน พวกเขาต่างรู้สึกตื่นเต้นและตื้นตันใจอย่างถึงที่สุด ก่อนจะพากันคุกเข่าลงราบกับพื้น
พวกเขาก้มกราบไหว้ด้วยความเคารพสูงสุดเป็นอันดับแรก ก่อนที่ทุกคนจะเริ่มบินและวิ่งดาหน้าเข้าไปหารูปปั้นนั้นอย่างบ้าคลั่ง เพราะผู้ใดก็ตามที่ได้ครอบครองรูปปั้นปฐมกษัตริย์นี้ ย่อมได้ครองโลกแห่งแสงจิตวิญญาณทั้งใบ! ผู้คนเกือบทั้งโลกต่างพุ่งทะยานเข้าไปหมายจะแย่งชิงมาเป็นของตนเอง
คลื่นมหาชนนับไม่ถ้วนพุ่งเข้าใส่ ซึ่งในจำนวนนั้นไม่ได้มีเพียงแค่คนธรรมดาทั่วไปเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเหล่าทายาทผู้สืบทอดราชวงศ์ (Dynasty Legatees) อีกด้วย ดูเหมือนว่าศึกนองเลือดครั้งใหญ่กำลังจะเปิดฉากขึ้นแล้ว
ตูม!!
รูปปั้นปฐมกษัตริย์พลันปลดปล่อยกลิ่นอายอันดุดันเกรี้ยวกราดออกมา ซัดพาผู้คนนับไม่ถ้วนให้กระเด็นลอยกลับไป ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและล้มตายเป็นจำนวนมาก
กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวนี้ทำให้แม้กระทั่งเหล่าทายาทผู้สืบทอดต่างต้องชะงักฝีเท้า และจ้องมองไปที่รูปปั้นปฐมกษัตริย์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ซึ่งรวมถึง ‘ผู้พิทักษ์โลก’ (World Protector) แห่งโลกแสงจิตวิญญาณ ชายหนุ่มรูปงามผู้มีเรือนผมสีเงินบริสุทธิ์ (Platinum) ด้วยเช่นกัน
หลังจากปลดปล่อยกลิ่นอายอันน่ากลัวนั้นออกมา รูปปั้นปฐมกษัตริย์ก็สร้างม่านพลังงานสีทองขนาดยักษ์ที่มีความสูงถึง 10,000 เมตร และแผ่ขยายกว้างขวางออกไปหลายหมื่นกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่รอบตัวมันไว้ทั้งหมด
ทายาทผู้สืบทอดคนหนึ่งซึ่งเป็นชายร่างกำยำ พุ่งเข้าใส่ม่านพลังงานสีทองนั้นทันที ทว่าสิ่งที่ทำให้ผู้คนต้องประหลาดใจก็คือ ม่านพลังงานสีทองนั้นไม่ได้ขัดขวางเขาเลยแม้แต่น้อย ยอมปล่อยให้เขาผ่านเข้าไปได้อย่างง่ายดาย
เมื่อเห็นเช่นนั้น คนอื่น ๆ ต่างก็ตระหนักได้ในทันที พวกเขาแปรสภาพเป็นลำแสงพุ่งเข้าใส่ม่านพลังงาน สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว ม่านพลังงานไม่ได้มีแรงต้านทานใด ๆ ทว่าสำหรับคนบางคนที่อ่อนแอเกินไป พวกเขากลับพบว่าม่านพลังงานนั้นแข็งแกร่งราวกับกำแพงเหล็กจนไม่สามารถผ่านเข้าไปได้เลย
แม้ว่าชายร่างกำยำจะสามารถผ่านม่านพลังงานสีทองเข้าไปได้เป็นคนแรก ทว่าก็มีผู้คนจำนวนมากไล่กวดตามหลังเขามาติด ๆ ทว่าในตอนที่ทุกคนกำลังจะเข้าถึงตัวรูปปั้น บุคคลผู้หนึ่งที่แผ่กลิ่นอายอันทรงพลังมหาศาลก็ก้าวเข้ามาขวางหน้าพวกเขาไว้
เขาคือ คาเมน (Kamen) ผู้พิทักษ์โลกแห่งแสงจิตวิญญาณ เมื่อเห็นผู้คนจำนวนมากพุ่งเข้ามาหา คาเมนก็แค่นเสียงหึอย่างเย็นชาพลางเอ่ยว่า “ในฐานะผู้พิทักษ์โลกแห่งแสงจิตวิญญาณ รูปปั้นปฐมกษัตริย์นี้ควรตกเป็นของข้า!”
คำพูดนั้นทำให้ทุกคนรู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่ง เพราะในเมื่อมีสมบัติล้ำค่าเช่นนี้อยู่ตรงหน้า ใครจะยอมยกมันให้คนอื่นง่าย ๆ? ต่อหน้าผลประโยชน์มหาศาล ต่อให้เป็นคนเผ่าพันธุ์เดียวกันก็ไม่มีใครสนใจหรอก
“คาเมน เจ้าคิดว่าพวกเรากลัวเจ้างั้นหรือ? ทุกคน มาร่วมมือกันโค่นคาเมนก่อนเถอะ! รูปปั้นปฐมกษัตริย์นี้ใครดีใครได้!” ชายร่างกำยำที่อยู่ด้านหน้าสุดตะโกนขึ้นด้วยความโกรธ ก่อนจะเปิดฉากโจมตีใส่คาเมนเป็นคนแรก
คนอื่น ๆ ต่างก็เข้าใจดีว่าคาเมนคืออุปสรรคชิ้นใหญ่ที่สุด และเป็นคนที่มีโอกาสได้ครอบครองรูปปั้นปฐมกษัตริย์มากที่สุด ดังนั้น พวกเขาจึงไม่ลังเลใจที่จะปลดปล่อยการโจมตีที่ทรงพลังที่สุดเข้าใส่คาเมนทันที
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับยอดฝีมือที่รุมล้อมเข้ามา คาเมนหัวเราะอย่างเย็นชาพลางคว้าจับไปในอากาศ หอกสีเงินเล่มหนึ่งพลันปรากฏขึ้นในมือของเขา เขาปลดปล่อยพลังมหาศาลแล้วพุ่งเข้าใส่กลุ่มคนที่ดาหน้าเข้ามา ศึกตะลุมบอนครั้งใหญ่ระเบิดขึ้นทันที
แม้ว่าการต่อสู้จุดนี้จะดำเนินไปอย่างดุเดือด ทว่าก็มีคนบางกลุ่มที่ไม่ยอมเข้าร่วมการต่อสู้ เมื่อเห็นว่าการต่อสู้ดำเนินไปอย่างพัลวัน พวกเขาก็คิดจะลอบเข้าไปแย่งชิงรูปปั้นปฐมกษัตริย์มาเป็นของตนเอง ทว่ามีหรือที่คนอื่นจะยอมปล่อยให้เป็นเช่นนั้น? ในไม่ช้า สถานการณ์ก็แปรสภาพกลายเป็นศึกชิงความเป็นใหญ่ที่สับสนอลหม่าน (Battle Royale) ขนาดมหึมา
กลิ่นอายที่รูปปั้นปฐมกษัตริย์ปลดปล่อยออกมานั้นทรงพลังเกินกว่าจะจินตนาการ มันรุนแรงจนสามารถสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งโลก แม้กระทั่งโลกข้างเคียงก็ยังสัมผัสได้ถึงแรงกระเพื่อมนี้ เช่นเดียวกับ ‘โลกปีศาจทมิฬ’ (Dark Demon World) เมื่อสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนนั้น ยอดฝีมือหลายคนในโลกปีศาจทมิฬต่างก็คาดเดาได้ทันทีว่า มีสมบัติล้ำค่าที่น่าสะพรึงกลัวปรากฏขึ้นในโลกแห่งแสงจิตวิญญาณแล้ว
ผู้คนจำนวนมากเริ่มคิดที่จะยื่นมือเข้ามาแทรกแซง เพราะเพียงแค่สัมผัสจากแรงกระเพื่อมที่ส่งมา พวกเขาก็รู้แล้วว่าสิ่งนั้นทรงอานุภาพเพียงใด หากปล่อยให้เผ่าแสงจิตวิญญาณได้ครอบครอง มันจะทำให้เผ่าแสงจิตวิญญาณแข็งแกร่งขึ้นอย่างก้าวกระโดด และจะกลายเป็นภัยคุกคามครั้งใหญ่ต่อโลกปีศาจทมิฬของพวกเขาอย่างแน่นอน!