War of Ancient Emperor - ตอนที่ 32 สำเร็จก้าวอัสนี
พร๊วดด!
หลานโม่เฟิงที่โดนต่อยเข้าไปอย่างจังทำให้ใบหน้าของมันบิดเบี้ยวทันที เลือดสีแดงสดพุ่งออกมาจากปากไม่ขาดสาย ร่างกายของมันปลิวทะลุออกจากกลุ่มของควันพิษของหลงจินเหอไปไกล
“นายน้อย!!”
“นายนาย!!!”
ชายชราทั้งสองที่ยืนอยู่ด้านนอกของควันพิษ เมื่อเห็นนายน้อยของพวกมันพุ่งออกมา สีหน้าของชายชราทั้งสองก็ซีดลงทันที เพราะยาพิษของหลงจินเหอทำให้พวกมันลืมนายน้อยของตัวเองซะสนิท
“นายน้อย!!”
ชายชราทั้งสองระเบิดพลังออกมาพร้อมกับรีบวิ่งไปประคองร่างของหลานโม่เฟิงที่สภาพน่าอนาถอย่างมาก
“ผะ-ผู้อาวุโส จับตะ-ตัวมันมา ขะ-ข้าจะฆ่ามันเอง”
หลานโม่เฟิงกล่าวออกมาน้ำเสียงแหบแห้ง ก่อนจะหมดสติไป
หลังจากที่หลานโม่เฟิงหมดสติไป หนึ่งในชายชราก็รีบรักษามันทันที
ถ้าหากเกิดอะไรขึ้นกับนายน้อยของพวกมัน ชายชราทั้งสองคนคงต้องถูกผู้นำตระกูลลงโทษหนักอย่างแน่นอน
“ไสหัวออกมาซะ!!”
“เจ้าเด็กสารเลว! ข้าจะต้องฉีกเจ้าเป็นน้อยชิ้น!”
หนึ่งในชายชราก็คำรามเสียงดังก้องไปทั่วหุบเขาแห่งความตาย ก่อนที่มันจะรีบไล่ตามตัวของหลงจินเหอไป
“เกิดอะไรขึ้นทำไมข้าถึงหามันไม่เจอ ทำไมสัมผัสของมันถึงหายไป!”
หลังจากที่ชายชราปลดปล่อยพลังลมปราณออกไปเป็นจำนวนมาก เพื่อที่จะหาตำแหน่งตัวของหลงจินเหอ แต่ก็ไม่พบ
กลับมาทางด้านของหลงจินเหอ
หลังจากที่ได้สั่งสอนหลานโม่เฟิงไปหนึ่งหมัด เขาจึงคิดที่จะรีบจากไปทันที แม้ว่าอยากจะฆ่าหลานโม่เฟิงก็ตาม
แต่ก็ยังไม่อาจทำได้เพราะมีชายชราทั้งสองคอยคุ้มกันอยู่
เนื่องจากหลงจินเหอไม่สามารถกลั้นหายใจอยู่ภายในควันพิษได้นาน
ถ้าขืนอยู่นานเกินไป อาจจะได้สูดดมพิษอัมพาตของตนเองเข้าไปอีกคน
หลงจินเหอจึงอาศัยช่วงเวลาที่ชายชราทั้งสองคนกำลังสนใจกับหลานโม่เฟิงอยู่ กลืนโอสถอีกหนึ่งเม็ดที่อยู่กับมืออีกข้าง
โอสถที่หลงจินเหอกินเข้าไป คือโอสถชนิดเดียวกันกับที่ให้จิวลู่ไป
นั่นก็คือโอสถสำหรับลบตัวตนของตนเอง
และยังเป็นเม็ดสุดท้ายที่หลงจินเหอมีอยู่ด้วย
แม้ว่าระยะเวลาของมันจะสามารถคงอยู่ได้ไม่นานมากก็ตาม
แต่ก็สามารถทำให้หลงจินเหอหลบหนีออกมาจากสัมผัสลมปราณของชายชราและหนีเข้าไปส่วนลึกของหุบเขาแห่งความตายได้
ในเวลาครึ่งชั่วยาม หลงจินเหอเดินทางเข้ามาในส่วนลึกของหุบเขาแห่งความตาย โดยไม่ได้พักเลยแม้แต่น้อย เพราะคิดว่าชายชราทั้งสองของตระกูลหลานอาจจะตามมาเจอตัวอีก
ถ้าหากถูกเจอตัวเป็นครั้งที่สอง หลงจินเหอคิดว่าคงไม่มีโอกาสที่จะหนีแบบครั้งแรกแน่นอน
“ซัดเจ้าหลานโม่เฟิงไปขนาดนั้น จากนี้ไปคงไม่สามารถอยู่ร่วมกับตระกูลหลานได้แล้ว”
หลงจินเหอบ่มพึมพัม
“ทำไมข้าจะต้องมาคิดมากด้วย แม้ว่าจะเป็นตระกูลใหญ่ก็จริง แต่นิสัยชั่วช้าแบบนั่นก็สมควรโดน”
หลงจินเหอสะบัดหัวไล่ความคิดออกไป ก่อนจะมุ่งหน้าต่อ
เปรี้ยง ! เปรี้ยง !
“บริเวณแถวนี้้ ฟ้าผ่าน่าจะเบาที่สุดแล้ว เอาเป็นแถวนี้แล้วกัน”
หลงจินเหอมาหยุดอยู่ที่หน้าผาสูง เมื่อเงยหน้าขึ้นไปมองบนท้องนภาอันมืดมิด เขาพบว่าจะมีฟ้าผ่าลงมาตลอดเวลา
ซึ่งแถวนี้ยังเป็นบริเวณที่มีฟ้าผ่าเบาที่สุด ทั้งยังห่างไกลจากส่วนกลางของหุบเขาแห่งความตายที่มีฟ้าผ่ารุนแรงที่สุดอีกด้วย
“เอาล่ะ เริ่มกันเลย”
เมื่อกล่าวจบ หลงจินเหอจึงนั่งลง ก่อนจะหยิบคัมภีร์ทักษะก้าวอัสนีออกมาทันที
หลังจากที่ได้ศึกษาวีธีการฝึกฝนเรียบร้อยแล้ว หลงจินเหอจึงหลับตาลงและเริ่มโคจรพลังลมปราณอย่างรวดเร็ว
หลงจินเหอโคจรพลังลมปราณด้วยความเร็วสูงสุด พริบตาเดียวรอบตัวของเขาก็เกิดเป็นพายุขนาดย่อม
ขณะเดียวกัน เขาก็ดูดซับพลังธรรมชาติที่อยู่รอบตัวเข้าสู่ร่างกาย
ซึ่งขั้นตอนสุดท้าย คือชักนำฟ้าผ่าที่อยู่เหนือศีรษะเข้าสู่ร่างกายด้วยพลังธรรมชาติที่ดูดซับมาก่อนหน้านี้
เปรี้ยง !
เปรี้ยง !
“อ๊าก! เจ็บชะมัด!”
“บ้าเอ้ย! ข้าต้องทนแบบไปอีกนานแค่ไหนกัน!”
กล้ามเนื้อบนใบหน้าของหลงจินเหอกระตุกถี่ยิบ เขาไก้แต่กัดฟันแน่นและอดทนต่อไป
เปรี้ยง !
“ต้องอดทนเอาไว้จินเหอ เพื่อที่จะได้รับความแข็งแกร่ง! ความเจ็บปวดคือราคาที่จะต้องจ่าย”
หลงจินเหอบ่นพึมพัมก่อนจะหลับตาลง
เปรี้ยง !
เปรี้ยง! เปรี้ยง !
ช่วงเวลาเดินผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนหนึ่งเดือนผ่านไป
หลงจินเหอยังคงนั่งอยู่บนหน้าผาเช่นเดิม ตลอดช่วงเวลาที่หลงจินเหอเริ่มฝึกฝนทักษะก้าวอัสนี ภายในหนึ่งวัน
หนึ่งส่วนสิบหลงจินเหอใช้เวลาสำหรับพักผ่อน
ส่วนเก้าส่วนสิบหลงจินเหอจะต้องอยู่ที่หน้าผาตลอดเวลา
เพื่อปรับสภาพร่างกายของตนเองให้สามารถรับฟ้าผ่าได้และต้องเจ็บปวดน้อยที่สุด
แต่ความพยายามของหลงจินเหอก็ไม่ได้สูญเปล่า
ในช่วงเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ร่างกายของหลงจินเหอก็เริ่มปรับตัวอย่างช้าๆ
จนปัจจุบันหลงจินเหอสามารถรับฟ้าที่ผ่าลงมาโดยแทบจะไม่รู้สึกเจ็บปวดแล้ว
เปรี้ยง !
“เก้าพันเก้าร้อยเก้าสิบเจ็ด!”
เปรี้ยง !
“เก้าพันเก้าร้อยเก้าสิบแปด!”
เปรี้ยง !
“เก้าพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้า!”
เปรี้ยง !
“หนึ่งหมื่นครั้ง!!”
“ความรู้สึกนี้มัน! มันมาแล้ว!”
หลงจินเหอลุกขึ้นพรวดอย่างรวดเร็ว จากนั้นเขาจึงลองใช้ทักษะก้าวอัสนี
พลันปรากฏสายฟ้าสีเขียวมรกต ออกมาจากบริเวณข้อเท้าของหลงจินเหอ
“ในที่สุดข้าก็ทำสำเร็จ ฮ่า!ฮ่า!ฮ่า!”
เสียงหัวเราะของหลงจินเหอล้วนเต็มไปด้วยความสุขอย่างมาก
“ถ้าหากไม่มีทักษะลับเสริมสร้างความแข็งแกร่งร่างกายละก็ ข้าคงไม่มีวันฝึกฝนทักษะก้าวอัสนีได้สำเร็จแน่”
หลงจินเหอมองสำรวจร่างกายของตนเอง
หลงจินเหอในตอนนี้ ไม่ได้สวมใส่เสื้ออะไรเลยสักชิ้น ตั้งแต่ที่เริ่มฝึกฝนตั้งแต่วันแรก ฟ้าที่ผ่าลงมาได้ทำลายชุดของหลงจินเหอไปมากมายหลายชุด
หลงจินเหอจึงตัดสินใจแก้ผ้าฝึกฝนมาตลอดตั้งแต่ตอนนั้น
“ตอนนี้ก็ผ่านมาสองเดือนแล้ว ข้ายังไม่สามารถบรรลุขั้นที่สองของทักษะลับเสริมสร้างความแข็งแกร่งร่างกายได้เลย”
ในช่วงเวลาที่ผ่านมาหลงจินเหอรู้สึกว่าตัวเองได้มาถึงจุดสูงสุดของขั้นที่หนึ่งแล้ว แต่ยังไม่ทราบวิธีที่จะทลายเข้าสู่ขั้นที่สอง
“สงสัยต้องไปซื้อชุดเพิ่มอีกแล้ว เพราะการฝึก ฟ้าผ่าได้ทำลายเสื้อผ้าของข้าไปเกือบหมดแล้ว”
หลงจินเหอหยิบเสื้อผ้าออกมาจากแหวนมิติก่อนจะสวมใส่
‘เสี่ยวหงออกมา’
ตั้งแต่หลงจินเหอทำพันธสัญญาก็สามารถสื่อสารกับเสี่ยวหงทางจิตได้
กรี๊ชชช ~
แสงสว่างสีแดงเพลิงปรากฏขึ้นตรงหน้าของหลงจินเหอ ก่อนจะกลายเป็นร่างเสี่ยวหง
ตอนนี้หลงจินเหอสามารถขี่เสียวหงได้แล้ว ขนาดตัวของเสี่ยวหงตอนนี้ถือว่าใหญ่มาก
ใหญ่โตกว่าร่างกายของหลงจินเหอเสียอีก
“เสี่ยวหง ข้าอยากจะรู้จริงเชียว เจ้าจะสามารถตัวใหญ่ได้ถึงไหนกันแน่”
หลงจินเหอเดินมาลูบขนของเสี่ยวหงก่อนจะขึ้นขี่
“พอมีเจ้าแล้ว ทำให้ข้าประหยัดพลังลมปราณในการเดินทางในแต่ละครั้งไปได้เยอะเลย”
หลงจินเหอลูบหัวเสี่ยวหงก่อนจะกล่าว
กรี๊ชชช ~
เมื่อได้ยินคำพูดของหลงจินเหอ เสี่ยวหงจึงกู่ร้องด้วยความดีใจ ก่อนจะโบยบินกลับไปทางเมืองตะวันทันที
ใช้เวลาไม่นาน พวกเขาเข้ามาใกล้อาณาเขตของเมืองตะวัน
หลงจินเหอไม่ลืมที่จะเก็บเสี่ยวหงเข้ากำไลมิติเช่นเดิม
“นี่มัน! เจ้าพวกตระกูลหลาน”
เมื่อหลงจินเหอเดินผ่านร้านอาหารแห่งหนึ่งก็รู้สึกตกใจเล็กน้อย เพราะว่าหน้าร้านมีใบประกาศค่าหัวของหลงจินเหออยู่ด้วย
แม้ว่าจะไม่มีรูปของหลงจินเหอก็ตาม แต่ก็ยังคงมีรายชื่ออยู่
เมื่อเห็นเช่นนี้ หลงจินเหอจึงรีบมุ่งตรงกลับไปที่โรงประมูลอย่างรวดเร็ว
“เราพบกันอีกแล้ว คุณชายหลง”
หญิงสาวที่เป็นผู้จัดการโรงประมูลเดินออกมา
“ข้าก็เช่นกันท่านน้า”
หลงจินเหอก้มคารวะเล็กน้อย
“คุณชายหลง ไม่จำเป็นต้องมากพิธีก็ได้ เชิญ ข้าคิดว่าน่าจะมีคนรอท่านอยู่”
หญิงสาวกล่าวพลางยื่นมือไปยังประตูอีกบาน
ซึ่งหญิงสาวกล่าวยังไม่ทันขาดคำ ประตูก็เปิดพร้อมกับเด็กสาวชุดสั้นสีขาวเดินออกมา
“มู่หลิง!”
หลงจินเหอรู้สึกว่าช่วงเวลาสองเดือนที่ไม่เจอมู่หลิง นางเปลื่ยนไปค่อนข้างมาก
มู่หลิงไม่ได้ตอบ แต่นางรีบวิ่งเข้ามาหาหลงจินเหอ ก่อนจะซัดหมัดใส่เอาท้องของเขาอย่างเต็มแรง
“โอ๊ยย! เจ้ามาต่อยข้าทำไมเนี่ย”
หลงจินเหอจับมือของมู่หลิงและแสร้งทำเป็นเจ็บ เพราะเขาฝึกทักษะลับเสริมสร้างความแข็งแกร่งร่างกาย
หมัดนุ่มนิ่มของนาง ไม่อาจทำให้เขารู้สึกเจ็บแม้แต่น้อย
“เจ้าบ้าจินเหอ! เจ้าทิ้งข้าไว้ที่นี่ตั้งสองเดือน”
มู่หลิงกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ ใบหน้าหิมะของนางพองกลม ซึ่งมันดูน่ารักอย่างมาก
________________________________________________________________________________________________________