War of Ancient Emperor - ตอนที่ 33 หนังหน้าของเจ้ามันหนายิ่งกว่ากำแพงเมืองเสียอีก
เมื่อเห็นมู่หลิงกับหลงจินเหอสนทนากันอย่างสนิทสนม หญิงสาวผู้จัดการโรงประมูลจึงเดินออกไปอย่างเงียบๆ
“ข้าก็บอกเจ้าไปแล้วนี่ ว่าอาจจะใช้เวลานาน”
หลงจินเหอกล่าวด้วยสีหน้าอับจน
“ข้ารู้ แต่ข้าเบื่อที่จะอยู่ที่นี่แล้ว”
มู่หลิงกล่าวพร้อมกับทำหน้างอลใส่หลงจินเหอ
“เจ้าดูแปลกไปนะ? มีใครที่นี่รังแกเจ้าหรือเปล่า?”
หลงจินเหอเผยสีหน้าประปลาดใจขึ้นมา
“ไม่มี..”
มู่หลิงส่ายหน้า
“จินเหอ! ว่าแต่เจ้าไปก่อเรื่องอะไรไว้ เหตุใดตระกูลหลานถึงได้หมายหัวเอาไว้”
มู่หลิงกล่าวขณะที่เผยสีหน้ากังวลออกมา เพราะนางรู้จักตระกูลหลานเป็นอย่างดี
“เจ้าก็รู้เรื่องนี้?..”
หลงจินเหอขมวดคิ้วเล็กน้อย
“จะไม่รู้ได้อย่างไร เมื่อหนึ่งเดือนก่อน! เรื่องนี้ออกจะโด่งดัง มีแต่คนตามหาตัวเจ้าให้วุ่น”
“ข้าได้ยินมาว่าเจ้าไปทำร้ายนายน้อยตระกูลหลานจนบาดเจ็บสาหัสเป็นเรื่องจริงงั้นหรอ?”
มู่หลิงจ้องมองหลงจินเหอเพื่อรอคำตอบ
“สิ่งที่ข้าทำลงไปเป็นเรื่องจริง แต่พวกมันคิดที่จะปล้นสมบัติของข้า ข้าเพียงแค่ป้องกันตัวเท่านั้น”
หลงจินเหอพยักหน้าเล็กน้อย
หลังจากนั้นหลงจินเหอก็เล่าเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นระหว่างตนเองกับตระกูลหลานให้แก่มู่หลิงฟังทั้งหมด
“หลานโม่เฟิง… หลานโม่เฟิง…”
มู่หลิงบ่นพึมพัมชื่อนี้อยู่นาน
“มู่หลิง เจ้ารู้จักมันงั้นหรอ?”
หลงจินเหอถามด้วยความสงสัย
“แน่นอน! ชื่อนี้ข้าไม่มีวันลืม เพราะมันทำให้ข้าต้องหนีออกมาจากตระกูล”
มู่หลิงกล่าวด้วยสีหน้าบูดบึ้งทันที
“คู่หมั้นของเจ้างั้นหรอ?”
หลงจินเหอรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย เพราะไม่คิดว่ามันจะเกิดเรื่องบังเอิญขนาดนี้
“ใช่”
มู่หลิงพยักหน้า
“มู่หลิง ข้าขอถาม เจ้าเคยคิดที่จะแสวงหาความแข็งแกร่งบ้างไหม?”
หลงจินเหอถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ไม่! เรื่องพวกนั้นข้าไม่เคยคิดมาก่อน เหตุใดเจ้าถึงได้ถามเช่นนั้น?”
มู่หลิงถามกลับ
“เพราะว่า ความแข็งแกร่งคือสิ่งที่ใช้เอาตัวรอดภายในโลกแห่งนี้นะสิ ถ้าหากเจ้ามีความแข็งแกร่งที่เหนือกว่าหลานโม่เฟิง ข้าคิดว่าเจ้าก็อาจจะไม่จำเป็นต้องแต่งงานกับมันอีกก็ได้”
หลงจินเหอกล่าวอย่างตรงไปตรงมา
“มันก็ถูกอย่างที่เจ้าพูดมา เพราะข้ายังไม่รู้จักโลกภายนอกดีพอ..”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ มู่หลิงจึงเงียบไปสักพักก่อนจะกล่าวอีกครั้ง
“มู่หลิง เอาอย่างงี้เป็นไง เจ้าสนใจจะมาเข้าร่วมนิกายมังกรฟ้ากับข้าหรือไม่?”
“ข้าคิดว่าด้วยพรสวรรค์ของเจ้า จะต้องไม่ด้อยไปกว่าพี่สาวของเจ้าแน่นอน”
หลงจินเหอยิ้มให้มู่หลิงก่อนจะกล่าว
“พี่สาวข้า? เจ้าเจอนางมาแล้วงั้นหรอ?”
เมื่อได้ยินคำว่า’พี่สาว’มู่หลิงก็รีบถามกลับทันที
“ไม่! ข้าไม่เคยพบนางมาก่อน แต่ข้าเคยได้ยินมาว่าพรสวรรค์ของนางหาได้ยากมากอีกทั้งยังอยู่เหนือกว่าหลานโม่เฟิง”
หลงจินเหอกล่าวต่อ
เมื่อได้ยินคำพูดของหลงจินเหอ มู่หลิงก็นิ่งเงียบและไม่พูดอะไรอีกเลย
“มู่หลิง เจ้าเป็นอะไร ทำไมถึงได้ทำหน้าตาเศร้าแบบนั้นล่ะ?”
หลงจินเหอสังเกตุเห็นว่าสีหน้าของมู่หลิงดูทุกข์ทรมานอย่างมาก
“แม้ว่าข้าจะเป็นน้องสาวของท่านพี่ แต่ข้ากลับเป็นเพียงเด็กที่ไร้ประโยชน์ อีกทั้งพรสวรรค์ของข้าก็ไม่สามารถเปรียบเทียบได้กับท่านพี่แม้แต่น้อย”
ขณะกล่าวมู่หลิงก็เริ่มร้องไห้ออกมา ถ้าหากนางแข็งแกร่งได้เหมือนกับพี่สาว นางก็คงจะหลบหนีไปจากชะตาที่จะต้องถูกบังคับให้แต่งงานได้
“เอาล่ะ หยุดร้องก่อน ข้าผิดเองที่ถาม”
หลงจินเหอรู้สึกว่าตนเองได้ไปจิ้มเข้าจุดปมด้อยของนางเข้าอย่างจัง
หลงจินเหอต้องใช้เวลาปลอบโยนนางอยู่นานถึงจะหายหยุดร้องไห้
“มู่หลิง ในเมื่อเจ้ารู้สึกว่าตัวเองไร้ประโยชน์จริง เช่นนั้นก็ควรกลับไปนิกายมังกรฟ้าพร้อมกับข้า หลังจากนั้นเจ้าก็ต้องพยายามฝึกฝนอย่างหนัก”
“เพื่อแสดงให้ตระกูลของเจ้ารู้ว่าเจ้าไม่ใช่เด็กไร้ประโยชน์ ที่นั้นข้ามีศิษย์พี่หญิงอยู่สองคน บางทีพวกนางอาจจะเป็นเพื่อนกับเจ้าได้นะ”
“พรสวรรค์เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น สิ่งที่จะช่วยให้เจ้าแข็งแกร่งคือความเพียรพยายาม”
หลงจินเหอกล่าวขณะที่ใช้มือลูบหัวของมู่หลิง
“เจ้าพูดจริงนะ!?”
เมื่อได้ยินคำว่าเพื่อน มู่หลิงก็อารมณ์ขึ้นมาทันที เพราะนางอยู่แต่ภายในตระกูลจึงไม่เคยมีเพื่อนมาก่อน
“เจ้าคิดว่าข้าจะโกหกงั้นหรอ?”
หลงจินเหอกล่าวพร้อมยักไหล่เล็กน้อย
“ตกลง! ข้าจะกลับไปนิกายมังกรฟ้าพร้อมกับเจ้า”
มู่หลิงกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“มู่หลิง เจ้าจะดีใจเกินไปแล้ว ข้ายังเหลือเวลาฝึกฝนอีกตั้งหนึ่งเดือน ก่อนจะกลับไปที่นิกายมังกรฟ้า เดิมพันของข้ากับศิษย์พี่หญิงฮัวเหม่ย ข้าจะไม่มีทางยอมแพ้เด็ดขาด”
เมื่อนึกถึงเรื่องการเดิมพัน แววตาของหลงจินเหอก็เต็มเปี่ยมไปด้วยเปลวเพลิงทันที
“ทำไมเจ้าถึงดูมีความสุข เดิมพันอะไรงั้นหรอ?”
มู่หลิงถามด้วยความสงสัย
“ถ้าหากนางแพ้เดิมพัน นางจะต้องจูบข้า”
หลงจินเหอกล่าวอย่างตรงไปตรงมาและไม่อายแม้แต่น้อย
“จะ-จูบ!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ใบหน้าของมู่หลิงจึงหน้าแดงเป็นลูกตำลึงทันที
“เจ้าจะเขินอายไปทำไมกัน? ข้าไม่ได้ให้เจ้ามาจูบข้าเสียหน่อย”
หลงจินเหอกล่าวอย่างสบายอารมณ์
“จินเหอ! เจ้าบ้า! เจ้าลามก!”
มู่หลิงโกรธทั้งอับอาย นางจึงกระทืบเท้าของหลงจินเหอ ก่อนจะรีบวิ่งแจ่นออกไปอย่างรวดเร็ว
“เป็นอะไรของนางกันนะ?”
เหลือเพียงหลงจินเหอที่ยืนงงอยู่คนเดียว
เช้าวันรุ่งขึ้น…
หลังจากที่กล่าวลากับหญิงสาวผู้จัดการเรียบร้อยแล้ว หลงจินเหอจึงคิดจะออกเดินทางต่อทันที
เพราะยังเหลือเวลาอีกหนึ่งเดือนก่อนการประลองจัดอันดับของศิษย์หลักจะเริ่มขึ้น
“จินเหอครั้งนี้เจ้าจะไปที่ไหนต่อ?”
หลังจากที่ออกจากเมืองตะวันมาแล้ว มู่หลิงจึงหันไปถามหลงจินเหอ
“ข้าก็ยังไม่ทราบเช่นกัน คงจะต้องเดินทางฝึกฝนไปเรื่อย”หลงจินเหอกล่าวพลางส่ายหน้า
“ครั้งนี้ เจ้าไม่เดินทางด้วยปีกเพลิงแล้วงั้นหรอ?”
เมื่อนึกขึ้นมาได้ ใบหน้าของมู่หลิงจึงแดงขึ้นมาเล็กน้อย
“เจ้าอยากให้ข้าอุ้มงั้นหรอ?”
หลงจินเหอกล่าวหยอกล้อ
“เจ้าบ้า! ใครจะไปอยากกัน!”
มู่หลิงสีหน้าแดงยิ่งกว่าเก่า
“ฮ่า!ฮ่า! ข้าล้อเล่นน่ะล้อเล่น?”
เมื่อได้เห็นท่าทีเขินอายของมู่หลิง จึงทำให้หลงจินเหอหลุดปากหัวเราะออกมาทันที
“เสี่ยวหง! ได้เวลาทำงานของเจ้าแล้ว”
หลงจินเหอใช้นิ้วเคาะไปที่กำไลมิติอยูู่สองสามครั้ง
“หื้มม! เสี่ยวหง!? ไม่เจอกันแค่สองเดือน เจ้าตัวใหญ่ขนาดนี้แล้วหรอ”
มู่หลิงรู้สึกช็อคอย่างมาก ครั้งแรกที่นางเจอกับเสี่ยวหง ยังขนาดเล็กเท่าฝ่ามือเท่านั้น
เสี่ยงหงในตอนนี้ สูงกว่าสองเมตรแล้ว ทั้งยังตัวใหญ่พอที่จะให้ร่างกายเด็กอย่างหลงจินเหอและมู่หลิงนั่งได้สบาย
“อย่ามัวแต่อ้ำอึ้งไปกันได้แล้ว”
หลงจินเหออุ้มมู่หลิงขึ้นมา ก่อนจะกระโดดขึ้นไปบนหลังเสี่ยวหง
“ดะ-เดี๋ยวก่อน ทำไมข้าต้องนั่งข้างหน้าด้วยเล่า”
เมื่อรู้สึกว่าหลงจินเหอนั่งอยู่ด้านหลัง มู่หลิงก็ยิ่งอับอายเข้าไปใหญ่
“ข้าหากให้เจ้านั่งข้างหลัง มีหวังเจ้าได้หงายหลังตกลงไปแน่นอน”
หลงจินเหอกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
“ไปได้เสี่ยวหง!”
หลงจินเหอจึงใช้มือ ตบลงไปที่หลังของเสี่ยวหงอย่างเบามือ
กรี๊ชช~
เสี่ยวหงส่งเสียงกู่ร้อง ก่อนจะโบยบินขึ้นสู่ท้องนภาอย่างรวดเร็ว
“นี่เจ้า ยังไม่หายเขินอายอีกหรอ”
หลังจากที่ออกเดินทางมาได้สักพักแล้ว หลงจินเหอจึงสังเกตุเห็นว่ามู่หลิงยังคงหน้าแดงอยู่แถมยังลามมาถึงคอ
“เจ้าบ้า! จินเหอ! หุบปากของเจ้าไปเลย เจ้ามันหน้าด้านเกินไปต่างหากล่ะ!”
มู่หลิงกล่าวอย่างร้อนรน
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลงจินเหอจึงเผยรอยยิ้มที่แสนชั่วร้ายออกมา ก่อนจะใช้สองแขนโอบเอวของมู่หลิงเข้ามา
ว๊ายย!
“จินเหอ! นี่เจ้า! หนังหน้าของเจ้ามันหนายิ่งกว่ากำแพงเมืองเสียอีก”
มู่หลิงรู้สึกตกใจอย่างมาก หน้าของนางแดงจนไม่สามารถแดงไปได้มากกว่านี้แล้ว ที่มือของหลงจินเหอมาล็อคที่เอว
แม้ว่าพยายามจะเอาออก แต่ก็ไม่มีแรงพอ จึงยอมปล่อยให้หลงจินเหอโอบเอวต่อไป
เมื่อเห็นว่านางไม่ได้ขัดขืนหลงจินเหอก็ยังคงโอบเอวของนางต่อไป
กลิ่นหอมจางที่มาจากตัวของมู่หลิง ทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายได้อย่างมาก
หลงจินเหอคิดเพียงแค่จะหยอกล้อนางเล่นเท่านั้น
แต่หารู้ไม่ว่าความรู้สึกของมู่หลิงที่มีต่อหลงจินเหอกำลังเปลื่ยนแปลงไป
หลังจากที่เดินทางมาหนึ่งวันเต็มโดยที่ไม่ได้พักผ่อน
ในที่สุดพวกเขาทั้งสองก็เจอกับหมู่บ้าน
หลงจินเหอจึงตัดสินใจที่จะแวะพักผ่อนสักระยะเวลาหนึ่ง
“มู่หลิง เจ้าหิวหรือไม่?”
หลงจินเหอกล่าวโดยไม่รอให้นางตอบ เขาจึงจับมือของนางเดินเข้าไปภายในหมู่บ้านทันที
________________________________________________________________________________________________________