War of Ancient Emperor - ตอนที่ 47 ความขัดแย้ง
“ดี ท่านมาพอดีเลย ข้าจะแนะนำให้รู้จัก”
“ศิษย์พี่ นี่คือมู่หลิง ส่วนมู่หลิงจำได้ไหมนี่คือศิษย์พี่ที่ข้าเคยเล่าให้ฟังบ่อยครั้ง”
หลงจินเหอกล่าวพร้อมกับชี้นิ้วไปที่สาวทั้งสอง
“ยินดีที่ได้พบพี่สาวหงเยว่”
มู่หลิงถอดผ้าคลุมหัวออก ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเบามาก
“มู่? บุตรสาวตระกูลมู่งั้นหรือ?”
เหมือนกับศิษย์พี่หญิงหงเยว่จะนึกบางอย่างออก จึงหันกลับไปหาหลงจินเหอทันที
เมื่อถูกจ้องมองด้วยสายอันคมกริบของนาง หลงจินเหอจึงทำได้เพียงแค่ยิ้มแห้ง ก่อนจะเล่าเรื่องทุกอย่างออกไปจนหมด
“เรื่องทั้งหมดเป็นเช่นนี้ ข้าเข้าใจแล้ว ศิษย์น้องจิน เรื่องนี้ท่านเจ้านิกายรู้หรือยัง”
เมื่อได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด หงเยว่จึงพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวออกไป
“ยังไม่ทราบ ข้ากำลังจะไปหาท่านเจ้านิกายอยู่พอ ยังไงตอนนี้ ฝากท่านดูแลมู่หลิงแทนข้าด้วย”
หลงจินเหอกล่าว ก่อนจะแยกตัวออกมาจากสาวทั้งสอง
“เอาล่ะ น้องสาวมู่หลิง ตามข้ามา เดี๋ยวจะพาไปที่พักอาศัยของเรากัน”
หงเยว่หันไปกล่าวกับเด็กสาวด้านข้าง มู่หลิงเพียงแค่พยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะเดินตามหงเยว่ไป
หลังจากที่หลงจินเหอแยกตัวกับสองสาวมาแล้ว เขายังไม่ได้กลับไปที่บ้านพักของตนเอง แต่รีบมุ่งเข้าไปที่บ้านพักของเจ้านิกายทันที
“ท่านเจ้านิกายมีแขกอยู่อย่างงั้นหรือ?”
ปกติเมื่อหลงจินเหอมาถึงบ้านพักอาศัยของเจ้านิกาย ประตูบ้านก็แทบจะไม่ต้องเคาะเลย เพราะว่าประตูบ้านพักของเจ้านิกายจะเปิดอยู่ตลอด
แต่ว่าคราวนี้มันปิดอยู่
“จินเหอ เจ้ากลับมาได้เวลาเหมาะพอดี มีแขกกำลังรอเจ้าอยู่พอดี เข้ามาได้”
หลงจินเหอยังคงยืนนิ่งอยู่หน้าประตูบ้านพักของเจ้านิกาย ตอนนั้นเองก็มีเสียงของเจ้านิกายดังออกมาจากภายในพร้อมกับประตูเปิดออก
‘มีแขกกำลังรอข้าอยู่? เป็นใครกัน’
เมื่อประตูถูกเปิดออกหลงจินเหอ จึงไม่รอช้าและรีบเดินเข้าไปภายในทันที
“ท่านเจ้านิกาย”
เมื่อเขาได้เห็นชุนจื้อโหยวนั่งอยู่ที่เก้าอี้ หลงจินเหอก็ประสานมือก้มคารวะทันที
“ดี ดี ดีมาก ดูเหมือนว่าสองเดือนที่ผ่านมาเจ้าจะไม่ได้ไปเที่ยวเล่นอย่างไร้ประโยชน์สินะ”
“ความก้าวหน้าของเจ้า นับว่ารวดเร็วจนทำให้ข้ารู้สึกกลัวเลยจริงๆ”
ชุนจื้อโหยวมองสำรวจร่างกายของหลงจินเหอ อย่างรอบครอบ ก่อนจะพยักหน้า พร้อมกับกล่าวคำว่าดีไม่ขาดปาก
ชายหนุ่มรู้สึกดีใจและตกใจอย่างมากเกี่ยวกับความก้าวหน้าของหลงจินเหอ ไม่ได้พบกันเพียงแค่สองเดือนกว่า
จากระดับปราณก่อตั้งขั้นที่สี่สามารถก้าวกระโดดไประดับปราณก่อตั้งขั้นที่สิบ ภายในเวลาอันนี้ ต่อให้เป็นตัวของชายหนุ่มเอง ก็ยังคงต้องใช้เวลาอยู่หลายปี กว่าจะมาถึงระดับนี้ได้
“ท่านเจ้านิกายชมข้าเกินไปแล้ว”
หลงจินเหอกล่าวพร้อมกับใช้มือเกาหัวด้วยความเขินอาย
“ไหนแขกที่ท่านนิกายพูดมาเมื่อครู่ ข้ายังไม่เห็นใครนอกจากท่านเลย?”
หลงจินเหอมองสำรวจรอบห้องก็ไม่พบใครสักคน
“เจ้าคิดที่จะซ่อนไปถึงไหนกัน”
ชุนจื้อโหยวที่นั่งอยู่ก็เปิดปากกล่าวออกมา
“หื้ม! ท่านเจ้านิกาย ข้าคิดว่าจะให้เขาเป็นฝ่ายหาข้าเองเสียหน่อย”
เสียงของชายหนุ่มที่ไม่ค่อยพอใจพลันดังมาจากข้างผนังห้อง ก่อนจะปรากฏเงาร่างออกมาอย่างรวดเร็ว
“เป็นท่าน!”
เมื่อได้เห็นชายหนุ่มที่ปรากฏออกมาจากผนังห้อง หลงจินเหอพลันเบิกตากว้างทันที
“อ่า! พวกเราได้พบกันอีกแล้วน้องชาย”
ชายหนุ่มพลันกล่าวขึ้นมา ซึ่งเขาคนนี้ไม่ใช่ใครอื่น นอกซานอวิ้นที่หลงจินเหอพบเจอที่เมืองใหญ่
“เหตุใดพี่ชายซานอวิ้นถึงมาอยู่ที่ได้ อะ-อีกทั้งยังใส่ชุดของศิษย์หลักอีก!”
หลงจินเหอรู้สึกตกใจอย่างมาก ก่อนจะกล่าวอย่างตะกุกตะกักออกไป เพราะไม่คิดว่าจะพบกับชายหนุ่มอีกครั้ง ซานอวิ้นอยู่กับเจ้านิกาย อีกทั้งยังใส่ชุดของศิษย์หลัก?
“จินเหอ ซานอวิ้นยังไม่ได้บอกเรื่องนี้กับเจ้างั้นหรือ?”
ชุนจื้อโหยวหันไปถามหลงจินเหอ
“บอกเรื่องอะไรงั้นหรือท่านเจ้านิกาย?”
หลงจินเหอถามกลับชุนจื้อโหยว ก่อนจะหันไปมองทางซานอวิ้นที่ยืนยิ้มอยู่
“ก็เป็นอย่างที่ดจ้าเห็นนั้นแหละ ซานอวิ้นก็เป็นศิษย์หลักเช่นเดียวกันกับเจ้า”
ชุนจื้อโหยวถอนหายใจอย่างแผ่วเบา
“เหตุใดข้าถึงไม่เห็นรู้เรื่องนี้เลย?”
แม้ว่าหลงจินเหอจะรู้สึกอึ้ง แต่ก็ไม่ได้แสดงท่าทางออกมา
“ไม่แปลกใจที่เจ้าจะไม่รู้หรอก ซานอวิ้นเป็นศิษย์หลักที่มาอยู่นานกว่าเจ้าเสียอีก”
“อีกทั้งเขายังไม่ค่อยอาศัยอยู่ภายในนิกายอีกด้วย เพราะต้องทำหน้าที่เป็นการข่าว เพื่อหาข่าวสารภายนอกให้กับนิกาย”
“จึงไม่ค่อยกลับมาที่นิกายบ่อยครั้ง ซานอวิ้นที่กลับมาครั้งนี้ ก็เพราะการประลองของศิษย์หลักที่กำลังจะเริ่มต้นอีกไม่กี่อาทิตย์ที่กำลังจะถึง”
“เพราะเรื่องนี้ ข้าจึงต้องเรียกตัวเขากลับมา”
ชุนจื้อโหยวอธิบายเรื่องราวทั้งหมดอย่างไม่รีบร้อน
“เป็นเช่นนี้เอง”
หลงจินเหอก็เข้าใจทั้งหมดทันที ไม่น่าแปลกใจที่ก่อนหน้านี้ซานอวิ้นพยายามที่จะตีสนิทกับเขา
อีกทั้งคำพูดที่ว่า
‘อีกไม่นานก็ได้พบกันอีกครั้ง’
ที่บอกเอาไว้ที่แท่นเสาสรรค์
“ศิษย์พี่ซานอวิ้น แล้วท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้าเป็นศิษย์ของนิกายนี้”
เนื่องจากซานอวิ้นเป็นศิษย์หลักเช่นเดียวกันกับหลงจินเหอ จึงต้องเปลื่ยนคำเรียกจากพี่ชายเป็นศิษย์พี่แทน
“ตั้งแต่ที่ได้ประลองกับเจ้าภายในเมืองใหญ่นั่นล่ะ”
“รายชื่อของศิษย์หลักใหม่และเก่า ข้ารู้จักทุกคนภายในนิกาย แม้ว่าข้าจะอยู่แต่ภายนอกนิกาย แต่ท่านเจ้านิกายก็ยังส่งข้อมูลข่าวสารของนิกายมาให้ตลอด”
ซานอวิ้นกล่าวพร้อมฉีกยิ้มขึ้นมาอีกครั้ง
“จินเหอ ว่าแต่เจ้ามาหาข้า มีเรื่องอะไรหรือเปล่า?”
ชุนจื้อโหยวกล่าวถามกลับ
“ศิษย์น้อง ดูเหมือนเจ้ามีเรื่องต้องคุยกับท่านเจ้านิกายเป็นการส่วนตัว เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน”
ซานอวิ้นกล่าวพร้อมกับประสานมือคารวะไปทางชุนจื้อโหยว ก่อนจะเดินออกจากห้องไป
“ดูเหมือนว่าศิษย์พี่ซานอวิ้นจะดูสนิทกับท่านเจ้านิกายเป็นอย่างมาก
“หลังจากที่ซานอวิ้นจากไปหลงจินเหอก็หันไปถามชุนจื้อโหยว
“นอกจากเจ้าแล้ว ก็มีซานอวิ้นและหลี่หยิงเท่านั้นล่ะ คือคนที่ข้าไว้วางใจ”
ชุนจื้อโหยวกล่าว
“ท่านเจ้านิกายหมายความว่าไง? แล้วผู้อาวุโสคนอื่น ท่านไม่ไว้วางใจพวกเขาเลยงั้นหรือ?”
หลงจินเหอถามด้วยความสงสัย
“จินเหอ เรื่องนี้มันเกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนที่เจ้าจะเข้านิกายอีก”
“ภายในนิกายของเรามีความขัดแย่งกันอยู่มาก เพียงแต่ไม่ได้แสดงให้เห็นกันออกมาเท่านั้น”
“ข้าคิดว่าอาจจะเกิดขึ้น ตั้งแต่ที่ข้าได้ขึ้นเป็นเจ้านิกาย มีผู้อาวุโสมากมายไม่ค่อยชอบข้า”
“เพียงแต่คนพวกนั้นไม่กล้าที่จะแสดงมันออกมา ในเมื่อไม่มีคนที่กล้าจะแสดงท่าทีต่อต้านข้าออกมา ข้าก็ไม่สามารถกำจัดคนพวกนั้นได้แบบสุ่มสี่สุ่มห้าได้”
ชุนจื้อโหนวกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเฉย
“ถ้ามันเป็นอย่างที่ท่านเจ้านิกายว่ามา หลังจากนี้ท่านจะทำยังไงต่อ?”
หลงจินเหอกล่าวถาม
“ข้าก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก ถึงแม้ว่าข้าจะมีสถานะเป็นเจ้านิกาย”
“แต่ข้าก็ไม่สามารถควบคุมนิกายได้ทั้งหมด ข้าทำได้เพียงแค่ รอเวลาให้พวกที่คิดต่อต้านโผล่หางออกมาแค่นั้น”
“ตอนนี้ข้าคงทำให้เพียงประคับประคองนิกายไปก่อน ถ้าหากข้ายิ่งบีบบังคับคนพวกนั้นมากเท่าไหร่”
“มีแต่จะเกิดการต่อสู้ภายในนิกายขึ้นมาเท่านั้น สิ่งที่ข้ากลัวไม่ใช่การต่อสู้ที่จะเกิดขึ้นภายในนิกาย”
“แต่เป็นพวกนิกายอื่นมากกว่า ยังมีอีกหลายนิกายที่จ้องคิดที่จะทำลายนิกายของเรา”
“พวกมันเพียงแค่รอโอกาสให้นิกายของเราแตกแยกกันจากภายในและรอลงมือ”
ชุนจื้อโหยวถอนหายใจ ก่อนจะกล่าวอย่างช้าๆ
เมื่อได้ยินคำพูดของชุนจื้อโหยว หลงจินเหอก็นิ่งเงียบและไม่ได้กล่าวสิ่งใดอีกต่อไป
นี่ถือเป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่องที่เด็กหนุ่มยังคงไม่รู้ถ้าเจ้านิกายไม่บอก มีศัตรูจากภายในนิกายยังไม่พอ คิดไม่ถึงว่าจะศัตรูจากนิกายอื่นอีก
_______________________________________________________________________________________________________