War of Ancient Emperor - ตอนที่ 48 ความรู้สึก
“จินเหอ ว่าแต่เจ้ามาหาข้ามีเรื่องอะไร?”
ชุนจื้อโหยวกล่าวถามอีกครั้งหลังจากที่เห็นหลงจินเหอเงียบไป
“ข้ามีเรื่องต้องบอกท่านเจ้านิกาย”
หลังจากนั้นหลงจินเหอก็เล่าเกี่ยวกับมู่หลิงทุกอย่างให้ชุนจื้อโหยวฟังทั้งหมด โดยไม่ได้ปิดบังอะไรเลย
เมื่อได้ฟังคำพูดทั้งหมดของหลงจินเหอก็ทำให้ชุนจื้อโหยวขมวดคิ้วเล็กน้อย
“นี่ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ไม่ใช่น้อย มู่หลิงเป็นถึงบุตรสาวของผู้นำตระกูลมู่”
“ถ้าเจ้าตัวอยากจะเข้านิกายของข้า ข้าก็จะไม่ห้ามแต่อย่างใด เรื่องนี้ข้าก็จะช่วยอีกแรง ถ้าหากนางเลือกที่จะอยู่ที่นี่จริง”
“อีกอย่างตระกูลมู่ก็ยังไม่ทราบว่านางยังอยู่ที่นี่่ ถ้าหากว่าสักวันหนึ่ง เมื่อตระกูลมู่รู้เข้า กลัวว่าข้าก็ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรนางได้”
ชุนจื้อโหยวกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเฉย
“ข้าทราบแล้ว ขอบคุณท่านเจ้านิกายมาก”
หลงจินเหอกล่าว
“ท่านเจ้านิกาย ข้ามีเรื่องที่จะบอกเพียงแค่นี้ เช่นนั้นคงต้องขอตัวก่อน”
หลงจินเหอก้มหัวคารวะชุนจื้อโหยว ก่อนจะออกจากบ้านพักมา
หลังจากที่ออกมาจากบ้านพักของเจ้านิกาย หลงจินเหอยังไม่ได้คิดที่จะกลับไปบ้านพักของตนเอง
แต่เลือกที่จะตรงไปยังอาณาเขตที่พักของผู้อาวุโสใหญ่หลี่หยิงก่อน
อาณาเขตที่พักของผู้อาวุโสใหญ่แทบจะไม่ต่างอะไรกับอาณาเขตที่พักของเจ้านิกายสักเท่าไหร่
ศิษย์ทั่วไปไม่สามารถเข้ามาได้ ถ้าหากไม่ได้รับอนุญาติ
“ไม่มีใครอยู่งั้นหรือ?”
เมื่อเข้ามาในอาณาที่พักของผู้อาวุโสใหญ่ หลงจินเหอยังไม่เห็นวี่แววของใครสักคน
เนื่องจากไม่มีใครอยู่ หลงจินเหอจึงเลือกที่จะเข้าไปโดยไม่รอคำอนุญาติแต่อย่างใด
เด็กหนุ่มรีบเดินตรงไปยังสวนด้านหลังของบ้านพักทันที
เมื่อเดินมาถึงด้านหลังของที่พัก หลงจินเหอก็เผยรอยยิ้มออกมาทันที
เบื้องหน้าของเด็กหนุ่ม มีสาวงามกำลังนั่งบ่มเพาะพลังอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ นางไม่ใช่ใครอื่นนอกจากฮัวเหม่ย
หลงจินเหอจึงรีบเดินเข้าไปหาสาวงามเบื้องหน้าอย่างรวดเร็วโดยที่นางไม่รู้ตัว
ก่อนที่เขาจะก้มตัวลงและใช้แขนโอบกอดนางจากด้านหลังทันที
“นี่!”
ฮัวเหม่ยที่กำลังนั่งบ่มเพาะพลังอยู่ ร่างกายพลันสั่นสะท้าน สองตาเบิกกว้างพร้อมกับส่งเสียงร้องตกใจออกมาเล็กน้อย
“ศิษย์พี่หญิงฮัวเหม่ย ข้ากลับมาแล้ว”
หลงจินเหอก็ยื่นหน้าไปกระซิบข้างหูของสาวงามในอก
“จะ-เจ้า คนฉวยโอกาส!”
เนื่องจากยังคงถูกหลงจินเหอกอดเอาไว้อยู่ ทำให้หน้าสีของฮัวเหม่ยพลันเปลื่ยนเป็นสีแดงราวกับแอปเปิ้ลทันที
แต่นางก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่ได้ชอบเด็กหนุ่มที่กำลังกอดตนเองอยู่
“ไม่ได้เจอกันตั้งนาน ท่านไม่คิดถึงข้าเลยงั้นหรือ?”
หลงจินเหอฉีกยิ้มกว้าง ก่อนจะยื่นหน้าเข้าไปใกล้กับนางอีก
“คะ-ใครจะไปคิดถึงคนอย่าง จะ-เจ้ากัน”
เมื่อได้ยินคำพูดของเด็กหนุ่มก็ยิ่งทำให้นางเขินอายขึ้นไปใหญ่ ก่อนจะกล่าวออกไปอย่างตะกุกตะกัก
“แต่ว่าข้าคิดถึงท่านนะ”
หลงจินเหอกล่าวพร้อมขยับแขนดึงตัวฮัวเหม่ยเข้ามากอดอย่างแนบแน่น
“ฮึ่ม! ถึงเจ้าจะชมไป ข้าก็ไม่ดีใจหรอกน่ะ”
ถึงแม้ว่าฮัวเหม่ยจะกล่าวออกไปแบบนั้น แต่นางก็หลบหน้าของหลงจินเหอ และแอบเผยรอยยิ้มออกมาอย่างน่ารัก
“ข้ามีเรื่อง อยากจะถามศิษย์พี่หญิงฮัวเหม่ยสักหน่อย”
หลงจินเหอปล่อยแขนออกจากเอวเรียวของฮัวเหม่ย ก่อนจะย้ายมานั่งด้านข้าง
“มีเรื่องอะไรงั้นหรือ?”
ฮัวเหม่ยหันมามองที่หลงจินเหอที่นั่งอยู่ด้านข้าง
“ท่านรู้จักศิษย์พี่ซานอวิ้นหรือไม่?”
แม้ว่าหลงจินเหอจะรู้แล้วว่าซานอวิ้นเป็นศิษย์หลักเช่นเดียวกัน แต่เด็กหนุ่มก็ยังอดสงสัยไม่ได้
ในความคิดของเด็กหนุ่ม คิดว่าซานอวิ้นเป็นคนที่ดูลึกลับอย่างมาก แม้ว่าชายหนุ่มจะเป็นมิตรก็ตาม
“รู้จักสิ เจ้าถามทำไมหรือ?”
ฮัวเหม่ยมองหลงจินเหอด้วยสายตาแปลกใจเล็กน้อย
“ข้าก็ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับศิษย์พี่ซานอวิ้นมากเท่าไหร่นัก”
“ตั้งแต่ข้าเข้ามาอยู่ภายในนิกายนี้ตั้งแต่สิบปีก่อน ข้าก็พบว่าศิษย์พี่ซานอวิ้นอยู่มานาน ก่อนข้าเสียอีก”
“ส่วนใหญ่เขาจะไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่แต่ในนิกายเพียงอย่างเดียว ครั้งหนึ่งข้าเคยไปถามอาจารย์ เขาก็ตอบว่าศิษย์พี่ซานอวิ้นมีภารกิจที่ต้องไปทำนอกนิกายตลอดเวลา”
“อาจารย์ยังบอกอีกว่าศิษย์พี่ซานอวิ้นเป็นคนที่แข็งแกร่งอย่างมาก ในบรรดาเหล่าศิษย์หลักภายในนิกายทั้งหมด ล้วนไม่มีใครที่สามารถเอาชนะศิษย์พี่ซานอวิ้นได้”
ฮัวเหม่ยพยายามกล่าวอย่างตั้งใจ
“แข็งแกร่งขนาดนั้นเลย?”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ก็ทำให้หลงจินเหอรู้สึกตกใจเล็กน้อย
“ในอันดับความแข็งแกร่งของศิษย์หลักภายในนิกาย ศิษย์พี่ซานอวิ้นจัดอยู่ที่อันดับหนึ่ง”
“ข้าเคยไปยินเหล่าผู้อาวุโสพูดคุยกัน ว่าศิษย์พี่ซานอวิ้นเป็นคนที่มีโอกาสสูงมาก ที่จะได้ขึ้นเป็นเจ้านิกายคนต่อไปอีกด้วย”
ฮัวเหม่ยกล่าวต่อ
“แล้ว?ท่านทราบระดับพลังลมปราณของศิษย์พี่ซานอวิ้นหรือไม่?”
หลงจินเหออดที่จะถามด้วยความสงสัยไม่ได้
“การประลองของศิษย์หลักครั้งเมื่อหนึ่งปีก่อนไม่มีใครท้าทายศิษย์พี่ซานอวิ้น แต่ว่าเมื่อสองปีก่อนหน่ะมี”
“ตอนนั้นอาจารย์เล่าให้ข้าฟังว่าระดับพลังลมปราณของศิษย์พี่ซานอวิ้นอยู่ในระดับปราณปฐพีขั้นเก้า”
ฮัวเหม่ยกล่าวพร้อมกับยิ้มให้หลงจินเหอ
“ระดับปราณปฐพีขั้นที่เก้า!”
หลงจินเหอแทบจะลืมหายใจไปชั่วครู่ เป็นอย่างที่เด็กหนุ่มคิดเอาไว้เลย
ตั้งแต่ที่ได้ประลองฝีมือกันที่เมืองใหญ่ ซานอวิ้นเป็นคนที่ซ่อนความแข็งแกร่งเอาไว้จริงด้วย
เมื่อสองปีก่อนอยู่ระดับปราณปฐพีขั้นที่เก้า?
แล้วปัจจุบันละ ไม่ใช่ว่าเป็นระดับปราณปฐพีขั้นที่สิบไปแล้วหรือ?
อีกทั้งยังได้รับน้ำทิพย์สวรรค์ไปอีกที่เมืองใหญ่ ไม่ใช่ว่ากลายเป็นระดับปราณนภาไปแล้ว?
การที่สามารถไปถึงระดับปราณนภาก่อนอายุสามสิบปีถือว่าเป็นอัจฉริยะหาตัวจับยากแล้ว แต่ว่าหลงจินเหอดูรูปร่างของซานอวิ้นจากภายนอก อายุน่าจะเพียงแต่ยี่สิบสามยี่สิบสี่ปีเท่านั้น สามารถไปถึงระดับปราณนภาได้แล้ว?
“จินเหอ เจ้าเป็นอะไรไป?”
ฮัวเหม่ยที่สังเหตุเห็นว่าหลงจินเหอนิ่งเงียบไป หญิงสาวจึงใช้มือไปลูบหน้าของเด็กหนุ่ม เพื่อเรียกสติ
“ศิษย์พี่หญิงฮัวเหม่ย ข้าสบายดี พอดีแค่มีเรื่องให้คิดนิดหน่อยหน่ะ”
หลงจินเหอกล่าวด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะใช้มือไปจับมือของฮัวเหม่ยที่กำลังลูบหน้าตนเองอยู่
“เจ้าฉวยโอกาสอีกแล้ว!”
เมื่อรู้สึกตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ ฮัวเหม่ยก็หน้าแดงรีบดึงมือกลับมาทันที
“อะไรกัน? ท่านกำลังเขินอายอย่างงั้นหรือ?”
เมื่อเห็นท่าทีของฮัวเหม่ย หลงจินเหอก็หัวเราะออกมา ทว่าขณที่หลงจินเหอกับฮัวเหม่ยกำลังคุยกันอย่างสนุกสนาน
โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่ามีสายตาสองคู่กำลังจ้องมา
“อาจารย์ ท่านคิดว่าไง”
หงเยว่หันไปถามชายหนุ่มด้านข้าง
“นี่ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี นานครั้งข้าจะเห็นนางยิ้มสักครั้ง”
“การที่มีหลงจินเหออยู่ที่นี่ จะทำให้ฮัวเหม่ยมีความสุขอยู่ตลอด ข้าเฝ้าสังเกตุมาตลอด ส่วนมากน้องสาวของเจ้าแทบจะไม่ค่อยไปยุ่งเกี่ยวกับศิษย์คนอื่นเลย”
“นางแทบจะใช้ชีวิตอยู่อย่างคนเดียวมาตลอด ถ้าหากไม่มีเจ้าคอยอยู่ด้วย”
ผู้อาวุโสใหญ่หลี่หยิงกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเฉย
“ถ้าหากทั้งสองจะรักกัน ข้าก็ไม่ได้คัดค้านอะไรหรอกนะ”
“ด้วยพรสวรรค์อันน่าตกตะลึงของหลงจินเหอ แม้ว่าตอนนี้เขาจะเป็นเพียงต้นไม้เล็ก แต่ข้าคิดว่าอีกไม่นาน เขาจะต้องเติบโตกลายเป็นต้นไม้ใหญ่และขยายกิ่งก้านออกไป จนสามารถปกป้องพวกเจ้าทั้งสองได้อย่างแน่นอน”
ผู้อาวุโสใหญ่หลี่หยิงกล่าวต่อ
“พวกเรา? ไม่ใช่ว่าต้องเป็นฮัวเหม่ยหรอกหรืออาจารย์?”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ก็ทำให้หงเยว่ถามกลับด้วยสีหน้าสงสัย
“หงเยว่ เจ้าคิดว่าข้าจะไม่รู้หรือไงกัน? เจ้าทำตัวแปลกมาสักพักแล้ว ตั้งแต่ได้รู้จักกับหลงจินเหอ ไม่ใช่ว่าเจ้าก็ชอบเขา?”
“หงเยว่ ในโลกนี้ อาจจะไม่มีใครรู้จักนิสัยของพวกเจ้าดีพอไปมากกว่าข้าอีกแล้ว”
“ที่มาของหลงจินเหอลึกลับ แม้กระทั่งจื้อโหยวที่สนิทกับข้าที่สุด ก็ยังไม่กล้าเปิดปาก”
“เบื้องหลังของเขาย่อมไม่ธรรมดา ดีไม่ดีอาจจะยิ่งใหญ่กว่านิกายของเราก็เป็นไปได้”
“ในอนาคตข้างหน้า หากมีปัญหาจนนิกายไม่อาจแก้ไข้ได้ บางหลงจินเหออาจจะเป็นที่พึ่งสุดท้ายให้แก่พวกเจ้า”
ผู้อาวุโสใหญ่หลี่หยิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“อาจารย์ ข้า…”
เมื่อได้ยินคำพูดของผู้อาวุโสใหญ่หลี่หยิง นั่นยิ่งทำให้หงเยว่นิ่งเงียบ และก้มหน้าลง นางไม่รู้ว่าควรจะตอบเช่นไร?
_______________________________________________________________________________________________________