War of Ancient Emperor - ตอนที่ 61 ตอบแทนหนี้ชีีวิต
กลุ่มของพ่อค้าที่เดินทางกันอย่างต่อเนื่องหลายวันติดต่อกัน จนในที่สุดก็มาถึงเมือง
“ใหญ่มาก!”
หลงจินเหอรู้สึกตกใจอย่างมากเมื่อเห็นเมืองปรากฏตรงหน้า ก่อนหน้านี้ชายหนุ่มได้ถามเรื่องนี้เกี่ยวกับโม่เจียงชิวมาแล้ว
นางตอบกลับมาเพียงว่าเมืองที่กำลังมุ่งไปเป็นเพียงเมืองธรรมดาเท่านั้น
ในความคิดของหลงจินเหอมันเกินคำว่าเมืองไปไกลแล้ว
ถ้าหากเอาเมืองใหญ่จากดินแดนด้านล่างที่ชายหนุ่มเจอมาเทียบกับเมืองด้านหน้า มันต่างกันราวกับสวรรค์กับโลกเลย
“พี่สาวเจียงชิว ไหนท่านบอกว่าเป็นเพียงแค่เมืองธรรมดา นี่มันใหญ่โตเกินไปแล้ว”
“ผู้คนที่อาศัยอยู่อย่างน้อยต้องไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยล้านคนแน่นอน”
หลงจินเหอหันไปถามโม่เจียงชิวที่ยืนอยู่ด้านข้าง
“ถูกต้องเนี่ยแหละเมืองธรรมดา อีกอย่างข้าจะบอกอะไรให้ ผู้คนที่อาศัยอยู่ในดินแดนด้านบนแห่งนี้มีมากมายกว่าที่เจ้าคิดเอาไว้อีก”
“ก่อนหน้านี้เจ้าเล่าให้ข้าฟังว่าเจ้ามาจากดินแดนด้านล่างใช่ไหม?”
โม่เจียงชิวกล่าว
“ใช่..”
หลงจินเหอพยักหน้า
“ดินแดนด้านบนนั้นใหญ่โตและกว้างกว่าดินแดนด้านล่างอยู่มาก”
“ถ้าหากเทียบกันเรื่องจำนวนผู้คนแล้วละก็ ดินแดนด้านบนมีมากกว่าดินแดนด้านล่างประมาณหนึ่งร้อนเท่า”
โม่เจียงชิวกล่าวต่อ
“จำนวนผู้คนมากกว่าดินแดนด้านล่างหนึ่งร้อยเท่า!”
หลงจินเหอตกตะลึงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะได้สติกลับมา
ไม่น่าแปลกใจที่โม่เจียงชิวจะบอกว่านี้เป็นแค่เมืองธรรมดาที่ไม่ค่อยได้รับความสนใจ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าไม่ได้เป็นเมืองที่ผู้คนแข็งแกร่งระดับต้นของดินแดนอาศัยอยู่นั่นเอง
“ผู้คนที่นี่มีมากมายถึงขนาดนี้ งั้นก็หมายความว่าดินแดนนี้มีผู้ฝึกฝนพลังลมปราณอยู่มากมายเลยนะสิ”
หลงจินเหอถามด้วยความสงสัย
“น้องชายจิน เจ้าเข้าใจผิดแล้ว”
“ก็จริงอยู่ว่าดินแดนนี้ มีประชากรอยู่มากมาย แต่ว่าประชากรกว่าครึ่งหนึ่งของดินแดนเป็นเพียงผู้คนธรรมดา”
โม่เจียงชิวกล่าว
“พี่สาวเจียงชิว เหตุใดถึงมีแค่ครึ่งหนึ่งกัน?”
หลงจินเหอถามต่อ
“เพราะว่าทรัพยากรสำหรับใช้ในการบ่มเพาะพลังของดินแดนแห่งนี้ มันมีไม่พอนะสิ”
“จึงทำให้ดินแดนนี้ มีผู้ฝึกฝนพลังลมปราณเพียงแค่ครึ่งเดียว แม้ว่ามันจะเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของดินแดนทั้งหมด”
“แต่มันก็ยังเยอะกว่าดินแดนด้านล่างที่เจ้าจากมาอยู่ดี”
โม่เจียงชิวกล่าวตอบ
“พี่สาวเจียงชิว ข้ายังมีอีกเรื่องที่สงสัย”
“ในเมื่อดินแดนนี้ มีผู้ฝึกฝนพลังลมปราณเยอะมากมายถึงขนาดนี้”
“คนที่แข็งแกร่งที่สุดในดินแดนนี้ เขาอยู่ระดับใดงั้นหรอ?”
แม้ว่าหลงจินเหอยังคงมีคำถามอีกมากภายในหัว แต่เวลาก็มีไม่มากที่จะมายืนคุยกัน ชายหนุ่มจึงถามสิ่งที่อยากรู้มากที่สุด
“ข้าก็ไม่ทราบเช่นกันที่นี่มันกว้างเกินไป”
“ในดินแดนด้านบนแห่งนี้ ข้ายังไม่เคยเห็นใครกล้าที่จะประกาศตัวว่าเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดเลย”
“แต่ว่าถ้าหากเป็นเรื่องระดับพลังลมปราณละก็็ ข้าก็เคยได้ยินเกี่ยวกับข่าวลือมาบ้าง”
โม่เจียงชิวก้มมากระซิบข้างหูของหลงจินเหอ
“ข่าวลือเรื่องอะไรงั้นหรือ?”
หลงจินเหอถามกลับด้วยน้ำเสียงเบามาก
“ข่าวลือที่ืว่าผู้ที่มีระดับพลังลมปราณสูงสุดในดินแดนนะสิ เขาคือประมุขของพระราชวังหมอก”
“ประมุขของพระราชวังหมอก?”
หลงจินเหอเพิ่งจะมาดินแดนด้านบนเป็นครั้งแรกจึงไม่รู้จัก
“ถูกต้อง! พระราชวังหมอกถือว่าเป็นหนึ่งในขุมกำลังยิ่งใหญ่แห่งดินแดนด้านบนด้วยเช่นกัน”
“แม้ว่าชื่อเสียงของพระราชวังหมอกจะโด่งดัง แต่ว่าพระราชวังหมอกกลับมีลูกศิษย์เพียงไม่กี่ร้อยคนเองเท่านั้น”
โม่เจียงชิวยังคงกล่าวต่อ
“พวกเจ้าจะคุยกันอีกนานไหม? ไปกันได้แล้ว”
เสียงของชายวัยกลางคนพลันดังขึ้นมา
“ไปกันเถอะ”
โม่เจียงชิวกล่าวเบาๆ ก่อนจะเดินตามหลังชายวัยกลางคน
“โอ๊ะโอ๋! นั่นมันน้องสาวเจียงชิวนี่นา”
ทว่าขณะที่หลงจินเหอกำลังเดินตามหลังโม่เจียงชิวไป เสียงของผู้ชายพลันดังขึ้นมาจากด้านหลัง
เมื่อหลงจินเหอหันไปตามต้นเสียง เขาก็พบว่าเป็นชายหนุ่มหน้าตาดี แต่งตัวดูดี มีฐานะไม่น่าจะใช่คนธรรมดา
“หวังเทียนเหอ มีเรื่องอะไร?”
โม่เจียงชิวหันกลับไปกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“น้องสาวเจียงชิว เหตุใดต้องทำตัวเย็นชากับตลอดเลยละ”
หวังเทียนเหอกล่าวพร้อมกับส่ายหน้า
“มีเรื่องอะไรก็พูดมา ข้าไม่มีเวลามาก”
โม่เจียงชิวยังคงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ข้าก็แค่อยากจะชวนน้องสาวเจียงชิวไปทานอาหารด้วยกันก็แค่นั้น”
หวังเทียนเหอยังคงกล่าวอย่างใจเย็น
“เรื่องแค่นี้? ข้าขอปฏิเสธ!”
โม่เจียงชิวกล่าวอย่างไม่แยแส ก่อนจะเดินตามหลังชายวัยกลางคนไป
“น้องสาวเจียงชิว ดะ-เดี๋ยวก่อน”
หวังเทียนเหอหางคิ้วกระตุกเล็กน้อย ตนเองยังกล่าวไม่ทันจบ นางก็เดินหนีไปแล้ว
หลงจินเหอได้แต่ยืนฟังทั้งสองคนคุยกันอย่างเงียบเชียบ ดูเหมือนว่าโม่เจียงชิวและหวังเทียนเหอจะไม่ค่อยถูกชะตากันสักเท่าไหร่
“คนรู้จักของท่านงั้นหรือพี่สาวเจียงชิว”
หลังจากเดินต่อมาสักระยะหลงจินเหอก็เปิดปากกล่าวทันที
“มันเป็นคนของตระกูลหวัง น้องชายจินเจ้าไม่ต้องสนใจไปหรอก”
โม่เจียงชิวกล่าวด้วยสีหน้าไม่ค่อยดีนัก
“ตระกูลหวัง? เหตุใดท่านถึงทำสีหน้าเช่นนั้นละมีเรื่องอะไรกังวลใจ?”
หลงจินเหอถามด้วยความสงสัย
“ตระกูลโม่ของข้าและตระกูลหวังต่างก็เป็นศัตรูกันมาตลอด”
“ทั้งสองตระกูลไม่ต่างอะไรกับน้ำและไฟ ตระกูลของข้าและตระกูลหวังมีความแค้นกันมาตั้งแต่รุ่นผู้ก่อตั้งจนมาถึงรุ่นปู่รุ่นพ่อของข้า แต่ว่า..”
โม่เจียงชิวกล่าวออกมาอย่างแผ่วเบา
“แต่ว่าอะไร?…”
หลงจินเหอยังคงซักไซ้ถามต่อ
“มันเพิ่งจะมีจุดเปลื่ยนไม่นานมานี้เอง”
“พ่อขอหงวังเทียนเหอ ซึ่งเป็นผู้นำตระกูลคนปัจจุบัน เพิ่งจะก้าวเข้าสู่ระดับเซียนเมื่อหนึ่งปีก่อน ขณะที่พ่อของข้ายังคงติดอยู่ที่ระดับปราณนภาขั้นสูงสุด”
“ตั้งแต่นั้นมาพวกตระกูลหวังก็เริ่มที่จะกดขี่และข่มขู่ตระกูลข้ามากขึ้นเรื่อยๆ”
“จนกระทั่งไม่กี่เดือนก่อน พวกมันบังคับให้ข้าต้องแต่งงานกับหวังเทียนเหอจากตระกูลวัง”
“ไม่เช่นนั้น พวกมันจะทำลายตระกูลของข้า”
โม่เจียงชิวกล่าวด้วยสีหน้าเศร้าหมอง
“ในเมื่อพ่อของพี่สาวเจียงชิวไม่สามรถสู้กับพ่อของหวังเทียนเหอ”
“เหตุใดท่านถึงไม่ขอร้องปู่ของท่านมาช่วยล่ะ?”
หลงจินเหอกล่าว
“ไม่! ท่านปู่ของข้าเสียชีวิตไปตั้งแต่ห้าปีก่อนแล้ว”
“สงครามครั้งก่อน ท่านปู่ของข้าได้ต่อสู้กับปู่ของหวังเทียนเหอ ทั้งสองล้วนตกตายไปพร้อมกันทั้งคู่”
โม่เจียงชิวกล่าวพร้อมกับส่ายหน้า
“เป็นเช่นนี้เอง…”
หลงจินเหอพยักหน้า
“พี่สาวเจียงชิวแล้วต่อจากนี้ ท่านจะทำอย่างไรต่อละ?”
หลงจินเหอถามต่อ
“ตอนนี้ข้าได้แต่ภาวนาให้ท่านพ่อสามารถก้าวเข้าสู่ระดับเซียน”
“ไม่เช่นนั้น ข้าก็คงต้องแต่งงานกับหวังเทียนเหอเพื่อรักษาชีวิตของผู้คนภายในตระกูล”
โม่เจียงชิวกล่าว
“ท่านไม่คิดว่าเรื่องนี้มันจะจบง่ายไปหน่อยหรือ?”
“ความแค้นที่มีกันมาตั้งแต่รุ่นสู่รุ่นจะจบลงด้วยการแต่งงาน?”
“ท่านไม่คิดว่าหลังจากแต่งงานแล้ว พวกตระกูลหวังจะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับตระกูลของท่านจริงหรือ”
หลงจินเหอกล่าว
“ข้าไม่มีตัวเลือกอีกแล้ว…”
โม่เจียงชิวส่ายหน้า
“เหตุใดท่านถึงไม่ไปขอร้องคนอื่นละ? ทั้งที่ผู้คนภายในเมืองก็มีตั้งมากมาย”
“อย่างน้อยข้าคิดว่าก็น่าจะมีคนที่ระดับเซียนอย่างแน่นอน”
หลงจินเหอลูบคางก่อนจะกล่าวออกไป
“การต่อสู้ของทั้งสองตระกูลมันมีมานานแล้ว ทุกคนภายในเมืองต่างก็ทราบดี”
“กลับกันการยื่นมือเข้าไปช่วยก็เหมือนกับนำชีวิตของตระกูลตัวเองไปเสี่ยงด้วย”
“ถ้าหากยื่นมือไปช่วยแล้ว ตระกูลนั้นกลับพ่ายแพ้ขึ้นมา”
“ฝ่ายที่ยื่นมือไปช่วยก็จะโดนลูกหลงและถูกกำจัดไปด้วยจึงไม่มีใครอยากจะเข้ามาช่วย…”
โม่เจียงชิวกล่าวต่อ
“เข้าใจแล้ว! เดี๋ยวข้าจัดการพวกมันเอง”
หลงจินเหอกล่าวออกมาอย่างแผ่วเบา
“เจ้าจะจัดการอะไรน่ะ?”
โม่เจียงชิวหันควับมาหาหลงจินเหออย่างรวดเร็ว
“เอิ่ม? เมื่อครู่ท่านคงจะหูฝาดไปเอง”
“ข้าบอกว่าจะจัดการรักษาบาดแผลของข้าเอง”
หลงจินเหอรีบตอบกลับทันที
‘ข้าอุตส่าห์พูดออกมาอย่างเบาจนแทบไม่ได้ยินแล้วนะ…นางยังจะได้ยินอีก’
หลงจินเหอในใจ เขายังคงไม่ลืมว่าตนเป็นหนี้ชีวิตของโม่เจียงชิว
หากได้นางช่วยเหลือเอาไว้ เขาคงนอนกลายเป็นอาหารให้กับสัตว์อสูรกลางทะเลทราบไปแล้ว
______________________________________________________________________________________________________