War of Ancient Emperor - ตอนที่ 65 กำจัดให้สิ้น
“พระราชวังมารแล้วอย่างไรเล่า? เจ้ากำลังจะบอกว่าจะให้ข้ายืนดูอยู่เฉย”
“โดยที่ปล่อยให้พวกเจ้าทำร้ายผู้หญิงของข้าอย่างงั้นหรือ?”
หลงจินเหอกล่าวออกไปอย่างไม่แยแส
‘หื้ม…ผู้หญิงของข้างั้นหรือ?’
เมื่อนึกถึงคำกล่าวเมื่อครู่ก็ทำให้หลงจินเหอขมวดคิ้วเล็กน้อย
หลงจินเหอและเสี่ยวหง ต่างก็ทำพันธสัญญาคู่ด้วยกัน จึงทำให้เสี่ยวหงสามารถรับรู้ได้ว่าเจ้านายของมันอาจจะมีความอดทนได้อีกไม่มากเท่าไหร่นัก
จึงไม่จำเป็นต้องให้หลงจินเหอสั่งอีกครั้ง เสี่ยวหงจึงสยายปีกแล้วบินมุ่งตรงไปยังชายคนกลางอย่างรวดเร็ว
“ฮึ่ม! ชักจะดูถูกข้าเกินไปแล้ว”
“คิดว่ามีสายเลือดของกษัตริย์ไหลเวียนอยู่ภายในร่างแล้วจะทำให้ข้าเกรงกลัวหรือไงกัน?”
“ตราบใดที่สายเลือดกษัตริย์ของเจ้ายังไม่ตื่นขึ้นมา”
“เจ้าก็ยังคงเป็นเพียงสัตว์อสูรทั่วไปเท่านั้น”
ชายคนกลางพ่นลมหายใจออกมา ก่อนจะกำกระบี่ภายในฝ่ามือแน่นและพุ่งไปด้านหน้าหวังจะเข้าปะทะกับวิหคยักษ์ตรงหน้าทันที
“เจ้านี่มันช่างโง่เง่าเสียจริง”
เมื่อเห็นการกระทำอันโง่เขลาของชายคนกลาง หลงจินเหอจึงกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงดูถูก
หนึ่งมนุษย์และหนึ่งสัตว์อสูร ถ้าทั้งสองอยู่ในระดับเดียวกันและเริ่มต่อสู้กัน ในความคิดของคนทั่วไปย่อมต้องเป็นฝ่ายมนุษย์ที่ชนะหรืออาจจะสูสี
แต่ว่าถ้าหากลองมองย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นของทั้งฝ่าย
มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่เปราะบางและอ่อนแออย่างมาก จึงต้องเลือกที่จะฝึกฝนพลังลมปราณ เพื่อที่จะมาทดแทนส่วนที่อ่อนแอออกไป
สำหรับสัตว์อสูรนั้นจะแตกต่างกันออกไป แม้ว่ามันจะไม่มีพลังลมปราณเลยก็ตาม แต่มันก็ยังมีร่างกายที่ทนทานมากกว่ามนุษย์หลายเท่าและที่สำคัญคือพละกำลังที่มหาศาลต่างจากสัตว์ทั่วไป
การที่มนุษย์และสัตว์อสูรที่อยู่ในระดับเดียวกันมาต่อสู้กัน มันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากสำหรับมนุษย์ที่จะเอาชนะสัตว์อสูร
ถ้าหากว่าไม่มีทักษะที่แข็งแกร่งพอหรือสมบัติระดับสูงละก็ มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเอาชนะ
ยิ่งคู่ต่อสู้ของชายคนกลางเป็นเสี่ยวหงแล้วละก็ โอกาสที่มันจะชนะแทบจะไม่มีเลยด้วยซ้ำ
แม้ว่าเสี่ยวหงจะอยู่ในระดับเซียนเช่นเดียวกับมันก็ตาม
การกระทำที่โง่เขลาของชายคนกลางเช่นนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับฆ่าตัวตาย
เมื่อเสี่ยวหงเข้ามาถึงระยะครึ่งทางแล้วระหว่างมันกับชายคนกลาง เปลวเพลิงสีแดงพลันลุกโชนไปทั่วร่างกายจนทำให้อากาศรอบข้างร้อนขึ้นมาทันที
ชายคนกลางก็ไม่ได้หวังที่จะโจมตีธรรมดาเช่นกัน มันเร่งโคจรพลังลมปราณภายในร่างกายอย่างรวดเร็ว ก่อนจะใช้พลังทั้งหมดห่อหุ้มกระบี่ภายในมือของมันเอาไว้
ตูมม!!!
เมื่อทั้งสองเข้าปะทะกัน นั่นทำให้เกิดพื้นดินที่รอบข้างสั่นสะเทือนขึ้นมาอย่างรุนแรง
เปลวเพลิงที่ห่อหุ้มเสี่ยวหงเอาไว้เมื่อครู่ พลันกลายเป็นเสาเพลิงขนาดยักษ์พุ่งขึ้นฟ้าไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะแตกสลายออกกลายเป็นคลื่นเปลวเพลิงสาดกระจายไปรอบทิศทาง
ทว่าท้องนภาอันสดใสไร้เมฆบดบังเมื่อสักครู่พลันกลายเป็นทะเลเพลิงลามไปไกลมาก
จนกลืนกินท้องนภาและกลายเป็นสีแดงทั้งหมดทันที เปลวเพลิงที่ออกมาจากตัวของเสี่ยวหงได้ลามและกลืนกินท้องนภาไปไกลกว่าสิบลี้
อ๊ากก!!
ภายใต้ทะเลเพลิงพลันปรากฏเสียงกรีดร้องและโหยหวนอย่างน่าสมเพชของชายคนกลางดังออกมาอย่างไม่หยุดย่อน ก่อนร่างกายของมันจะกระเด็นออกมาจากทะเลเพลิงของเสี่ยวหง
หลังจากที่ทะเลเพลิงของเสี่ยวหงถูกจุดขึ้นมา
ซูหมิงเอ๋อแทบจะไม่ได้รับผลกระทบหรือบาดเจ็บอะไรเลยแม้แต่น้อย เพราะว่าหลงจินเหอได้สร้างม่านที่ทำจากพลังลมปราณของตนเองมาปกป้องเอาไว้
สภาพของชายคนกลางในตอนนี้ เรียกได้ว่าน่าอนาถสุด ร่างกายของมันกว่าแปดส่วนสิบได้ถูกเปลวเพลิงเผาไหม้จนเกรียม
‘เสี่ยวหงแข็งแกร่งเกินกว่าที่คิดเอาไว้อีกแหะ’
หลงจินเหอได้แต่คิดในใจ เมื่อเห็นสภาพของชายคนกลาง
นี่คือการใช้เปลวเพลิงครั้งแรกในรอบห้าปีของเสี่ยวหง หลังจากที่มันได้ดูดซับพลังจากที่ทะเลลาวามาตลอด ในตอนที่อยู่ภายในดินแดนใต้โลก
สาเหตุที่เปลวเพลิงของเสี่ยวหงได้ออกมามากมายขนาดนี้ อาจจะเป็นเพราะว่ามันยังไม่สามารถควบคุมเปลวเพลิงของตัวเองได้อย่างสมบูรณ์
“เจ้าไม่เห็นจะเก่งจริงอย่างที่ปากว่ามาเลยนี่”
“ขนาดสัตว์อสูรเพียงตัวเดียวยังไม่สามารถจัดการได้เลย”
เมื่อเปลวเพลิงของเสี่ยวหงเริ่มมอดดับลง หลงจินเหอก็กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงดูถูก
“จะ-เจ้า!”
เมื่อได้ยินคำพูดของชายชุดดำตรงหน้า ก็ทำให้หน้าตาของชายคนกลางกลายเป็นอัปลักษณ์ขึ้นมาทันที
หลังจากนั้นหลงจินเหอจึงร่อนลงมาจากท้องนภา ก่อนจะมาหยุดอยู่ตรงหน้าของชายคนกลาง
“จะ-เจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่!?”
เมื่อเห็นชายชุดดำเดินเข้ามาหา ชายคนกลางก็กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเล็กน้อย
หลงจินเหอไม่ได้สนใจคำพูดของชายคนกลาง เมื่อชายหนุ่มเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าของมันก็ยกแขนขึ้นหนึ่งข้าง ก่อนจะใช้มือแทงเข้าไปบริเวณหน้าท้องของชายคนกลางอย่างรวดเร็ว
ฉัวะ!!
อ๊ากกกก!!
เสียงกรียดร้องอย่างน่าอนาถพลันดังขึ้นมาอีกรอบ อีกทั้งรอบนี้ยังดังกว่าครั้งก่อนมาก เรียกได้ว่าก้องกังวาลไปทั่วป่าเลยก็ว่าได้
“นี่เจ้า!!!”
ชายคนกลางสีหน้าซีดราวกับไร้ชีวิตขึ้นมาทันที เพราะว่าตำแหน่งที่ชายชุดดำโจมตีมันไปเมื่อสักครู่ คือตำแหน่งพื้นฐานของพลังลมปราณทั้งหมดภายในร่างกาย
ถ้าหากถูกโจมตีเช่นนี้แล้วไม่รีบรักษาละก็ ไม่นานหลังจากนั้นพลังลมปราณภายในร่างกายได้รั่วไหลออกไปจนหมดอย่างไม่ต้องสงสัย
สำหรับผู้ที่ฝึกฝนพลังลมปราณแล้ว การที่ถูกทำลายพื้นฐานของพลังลมปราณทั้งหมดแล้ว มันก็จะไม่ต่างอะไรกับตายทั้งเป็นเลย
“พอดีข้ายังมีเรื่องที่สงสัยอีกมากมาย อีกอย่างเพื่อนของเจ้าก็ตายไปหมดแล้ว”
“เจ้าจึงเป็นตัวเลือกสุดท้ายที่ข้าคิดเอาไว้”
หลงจินเหอจ้องมองไปที่ชายคนกลาง ก่อนจะกล่าวออกมา
“คิดจะจับข้าเป็นประกันอย่างงั้นหรือ?”
“ฝันไปเถอะเจ้าไม่มีโอกาสนั้นหรอก”
ชายคนกลางกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
เพราะว่าชายคนกลางรู้อยู่แล้วว่ายังไงตนเองก็ไม่มีทางรอดไปได้อยู่แล้ว เนื่องจากพื้นฐานพลังลมปราณของมันก็ถูกทำลายไปหมดแล้ว
มันจึงแขนอีกข้างที่โดนความเสียหายจากเปลวเพลิงน้อยที่สุดและยังพอขยับได้ ก่อนจะเอามีดสั้นอันแหลมคมออกมาจากแหวนมิติและตัดสินใจแทงเข้าไปที่บริเวณกลางหัวใจของตนเองทันที
ฉัวะ!!
เมื่อสิ้นเสียงแทงของมีดสั้น ร่างกายของชายคนกลางก็นอนแน่นิ่งไปตลอดกาล
“หื้ม คิดไม่ถึงว่าจะฆ่าตัวตาย?”
“นึกว่าพวกมันจะเป็นพวกรักตัวกลัวตายกันซะอีก... ”
หลงจินเหอกล่าวออกมาเบาๆ ชายหนุ่มเห็นการกระทำของชายคนกลางตั้งแต่แรกแล้ว แต่ไม่ได้หยุดเอาไว้เพราะไม่คิดว่ามันจะทำจริง
อีกอย่างคือถึงมันจะตายไป หลงจินเหอก็สามารถสอบถามเรื่องทั้งหมดจากซูหมิงเอ๋อที่อยู่ด้านหลังได้อยู่ดี ชายหนุ่มจึงปล่อยให้มันตายไป
“ทำได้ดีมากเสี่ยวหง เจ้ากลับมาพักได้แล้ว”
หลงจินเหอกล่าว
เมื่อสิ้นเสียงของหลงจินเหอ เสี่ยวหงพลันกลายเป็นเส้นแสงสีแดง
ก่อนจะพุ่งทะยานกลับเข้าไปที่กำไลมิติของชายหนุ่มทันที
หลงจินเหอกลับมาอยู่ตรงหน้าของซูหมิงเอ๋อ คิ้วของชายหนุ่มพลันขมวดเข้าหากันทันที
แม้ว่าเปลวเพลิงรักษาของวิหคเพลิงจะทำงานอยู่ตลอด แต่สภาพของหญิงสาวกลับไม่ได้ดูดีขึ้นเลย เหมือนกับมันทำได้เพียงแค่บรรเทาอาการเจ็บปวดได้เท่านั้น
“พี่สาวหมิงเอ๋อ!? ท่านโดนพิษอะไรมากันแน่?”
“เหตุใดอาการถึงไม่ดีขึ้นเลย”
หลงจินเหอกล่าวพร้อมกับเอาผ้าคลุมส่วนหัวออกอย่างไม่รีบร้อน
“หลงจินเหอเป็นเจ้าจริงด้วย!”
“เจ้าดูเปลื่ยนไปมากนะ”
ซูหมิงเอ๋อกล่าวออกมาอย่างแผ่วเบา แม้ว่าก่อนหน้านี้หญิงสาวจะได้ยินคำพูดของชายหนุ่มแต่ก็ยังคงไม่มั่นใจ
แต่เมื่อได้เห็นหน้าชายหนุ่มแล้วมันก็ยากที่จะเชื่อว่าเวลาเพียงสั้นๆห้าปี จะสามารถทำให้ระดับปราณก่อตั้งขั้นที่สิบกลายเป็นระดับเซียนขั้นกลางได้
‘นางรู้ชื่อของข้าตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?’
หลงจินเหอรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย เพราะว่าชายหนุ่มยังไม่เคยบอกชื่อจริงกับนางมาก่อน เพราะว่าตอนนั้นหลงจินเหอได้บอกชื่อปลอมออกไป
________________________________________________________________________________________________________