War of Ancient Emperor - ตอนที่ 8 สุสานอมตะ
“นับหมื่นครั้ง !!”เมื่อได้ยินคำพูดของชุนเจื้อโหยวทำให้หลงจิเหอถึงกลับหลุดปากอุทานออกมา
“มันเป็นเรื่องจริงแน่หรอ…ท่านเจ้านิกาย”หลงจินเหอจ้องเขม็งไปที่ชุนจื้อโหยว
“ข้าจะโกหกเจ้าไปเพื่อสิ่งใดกัน อีกอย่างถ้าเงื่อนไขในการฝึกทักษะนี้มันง่าย ป่านนี้ศิษย์ทั้งหมดคงแห่กันมาเอาทักษะนี้ไปอย่างแน่นอน”ชุนจื้อโหยวกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“สถานที่เหมาะแก่การฝึกละ…ท่านเจ้านิกายทราบหรือไม่”หลงจินเหอถาม
“มีแน่นอน...อยู่ทิศเหนือของนิกายของเรา ที่นั้นอยู่ห่างไกลจากนิกายของเราไม่มาก”ชุนจื้อโหยวกล่าว
ถ้าหากเป็นร่างกายปกติหลงจินเหอย่อมไม่เลือกที่จะฝึกทักษะนี้อย่างแน่นอน แต่ตอนนี้หลงจินเหอไปบรรลุขั้นที่หนึ่งของ’เคล็ดวิชาลับเสริมสร้างความแข็งแกร่งร่างกาย’แล้ว ทำให้ร่างกายมีความทนทานสูงมากกว่าปกติ
“ข้ารู้ว่าเจ้ากำลังคิดสิ่งใดอยู่…ข้าขอแนะนำว่าตอนนี้ยังไม่ต้องรีบฝึกทักษะนั้นจะดีกว่า ไว้รอให้ร่างกายของเจ้าพร้อมจริงๆค่อยฝึกเมื่อถึงตอนนั้นก็ยังไม่สาย”ชุนจื้อโหยวกล่าวเตือนหลงจินเหอ
“ข้าทราบแล้ว…ขอบคุณท่านเจ้านิกายที่เตือน”แม้ว่าหลงจินเหอจะกล่าวออกไปเช่นนั้น แต่ภายในใจลึกๆก็อยากจะไปสถานที่แห่งนั้นอย่างใจจดใจจ่อ
ดูเหมือนว่าแผนที่จะฝึก’ก้าวอัสนี’จะต้องถูกยกเลิกไปก่อน หลงจินเหอจึงเลือกที่ฝึกทักษะสุดท้ายที่เหลืออยู่นั้นก็คือ’ดัชนีสวรรค์’ยามที่จะใช้มันออกมาจำเป็นใช้สมาธิอย่างสูงในการควบคลุมพลังปราณภายในร่างกาย
หลังจากที่หลงจินเหอกลับมาถึงที่พักอีกรอบก็เริ่มฝึก’ดัชนีสวรรค์’ทันที
แต่ดูเหมือนว่ามันจะฝึกได้ง่ายกว่า’เคล็ดวิชาลับเสริมสร้างความแข็งแกร่งร่างกาย’เยอะ
เวลาของวันนี้ยังเหลืออีกเยอะหลังจากที่หลงจินเหอฝึกเสร็จแล้วก็คิดจะไปนอกนิกาย เหล่าศิษย์ทั้งหมดภายในนิกายจะไม่สามารถออกไปด้านนอกของนิกายได้
เนื่องจากจำนวนผู้อาวุโสภายในนิกายนั้นมีไม่พอ ทำให้เวลาพาเหล่าศิษย์จำนวนมากมายออกไปภายนอกนิกายจะทำให้ดูแลไม่ทั่วถึง นอกเสียจากจะเป็นศิษย์หลักเท่านั้นที่จะได้รับอนุญาติให้ออกไปทำภารกิจด้านนอกได้
นี่เป็นครั้งแรกที่หลงจินเหอต้องออกไปภายนอกเพียงคนเดียวโดยไม่มีใครช่วยเหลือเลยต้องเตรียมตัวเป็นพิเศษ
เพื่อที่จะไม่ให้ใครจดจำตัวเองได้ก่อนจะออกจากนิกายหลงจินเหอก็ได้ผ้าคลุมหัวเอาไว้ เมื่อผู้อาวุโสที่ทำการเฝ้าระวังอยู่ด้านหน้าของนิกายสังเกตุเห็นชุดของศิษย์หลักก็ไม่ได้กล่าวห้ามแต่อย่างใด
หลังจากที่หลงจินเหอออกห่างมาจากนิกายได้สักระยะหนึ่งแล้วก็เปลื่ยนกลับมาใส่ชุดปกติ เพราะถ้าหากใส่ชุดศิษย์หลักของนิกายไปเวลาเดินย่อมต้องตกเป็นเป้าสายของผู้คนแน่
หลงจินเหอเลือกที่จะขึ้นไปทางทิศเหนือของนิกาย ใช้เวลาเดินทางกว่าหนึ่่่่่่่่่งชั่วยามจนมาถึงเมืองจันทรา เมืองจันทราที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก แต่ก็เต็มไปด้วยผู้คนที่สัญจรไปมาอยู่ตลอดเวลา
สิ่งแรกที่หลงจินเหอต้องทำหลังจากเข้ามาภายในเมืองคือหาข่าวสาร หลงจินเหอเลือกจะไปร้านเหล้าเพราะคิดว่าที่นั้นน่าจะมีผู้คนที่สัญจรผ่านมาดื่มและพักผ่อนอยู่เยอะพอสมควร
ยามนี้หลงจินเหอใส่เองชุดธรรมดากับผ้าคลุมหัวเท่านั้น หลังจากเข้ามาในร้านแห่งหนึ่งหลงจินเหอก็เดินตรงไปนั่งที่โต๊ะทันที
หลงจินเหอเข้ามานั่งที่โต๊ะได้ไม่นานก็มีผู้ชายผอมๆแต่งตัวธรรมดามานั่งรวมโต๊ะ
“น้องชาย…มาหาข่าวสารใช่หรือไม่”ชายผอมที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับหลงจินเหอก็กล่าว
ดูเหมือนว่าสิ่งที่หลงจินเหอคิดไว้มันถูกไปตามคาด สถานที่แห่งนี้ไว้ใช้หาข่าวสารจริงๆด้วย
“ใช่แล้วพี่ชาย…ช่วงนี้มีข่าวอะไรน่าสนใจบ้าง”หลงจินเหอกล่าว
“เจ้ามาได้ถูกเวลามากน้องชาย….อีกไม่กี่วันจะมีการเปิดสุสานอมตะ”ชายผอมกล่าว
เมื่อได้ยินเช่นนี้หลงจินเหอเพียงแค่หยิบเงินออกมาจำนวนหนึ่งจากแหวนมิติก่อนจะโยนไปทางชายผอมตรงหน้า
“ข่าวนี้…มีแต่พวกระดับสูงๆเท่านั้นที่รู้ เมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้เป็นช่วงที่น้ำในทะเลสาบหมื่นปีจะลดลง ทำให้มีคนค้นพบสุสานอมตะที่ถูกฝังอยู่ใต้ทะเลสาบหมื่นปี”หลังจากได้รับเงินจากหลงจินเหอมาชายผอมก็เริ่มเล่าต่อ
“สุสานอมตะ….มันคือสิ่งใดกัน?”หลงจินเหอถามด้วยความสงสัย
“ข้าก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน…แต่ข่าวที่ข้าได้รับมาเห็นว่ามันเป็นหลุมฝังศพของผู้ที่บรรลุขั้นสวรรค์อมตะในอดีต”ชายผอมยื่นหน้ามากระซิบข้างหูของหลงจินเหอ
“อะไรนะ”เมื่อได้คำพูดของชายผอมทำให้หลงจินเหอต้องหลุดปากอุทานออกมา จนทำให้คนที่นั่งอยู่โต๊ะข้างๆหันมามองกันหมด
“ชู่วววววว.!!…เบาสิน้องชาย”ชายผอมก็รีบเอามือมาปิดปากของหลงจินเหอทันที
“นี่มันจะเป็นไปได้อย่างไรพี่ชาย…หลุมฝังศพของสวรรค์อมตะ นี่มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน จากที่ข้าได้ศึกษาข้อมูลมา เห็นว่าตั้งแต่บรรลุขั้นอมตะแท้จริงก็ทำให้มีอายุขัยไม่มีที่สิ้นสุดไม่ใช่หรือไง แล้วจะตายได้อย่างไร”หลงจินเหอกล่าวเบาๆ
“แน่นอน...มันคือเรื่องจริงอย่างที่เจ้าว่า ผู้ที่บรรลุขั้นอมตะแท้จริงขึ้นไปจะมีอายุขัยที่ไม่มีสิ้นสุด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะอยู่ยงคงกระพันและไม่สามารถถูกฆ่าตายได้”ชายผอมกล่าว
เมื่อได้ฟังคำพูดของชายผอมก็ทำให้หลงจินเหอนิ่งเงียบไปพักหนึ่ง
ถ้าหากว่าข่าวนี้กระจายออกไปละก็ผู้คนจากทุกดินแดนต้องแห่กันมาที่นี้อย่างแน่นอนขึ้นชื่อว่าเป็นสุสานอมตะย่อมต้องดึงดูดนักล่าสมบัติมามากมาย
“ขอบคุณมากพี่ชายสำหรับข้อมูล”หลงจินเหอกล่าว
หลงจินเหอได้พูดคุยกับชายผอมอยู่นานก่อนจะเดินออกจากร้านเหล้าและยังไม่คิดจะกลับไปนิกายทันทีคิดว่าตัวตนของหลงจินเหอภายในนิกายยังไม่มีใครรู้จัก ต่อให้หายไปหลายวันก็อาจจะไม่มีใครรู้นอกเสียจากศิษย์พี่หญิงทั้งสอง
หลังจากที่ออกจากเมืองจันทรามาแล้ว หลงจินเหอก็รีบมุ่งไปทางของทะเลสาบหมื่นปีทันทีเพราะคงต้องหาที่พักไว้ก่อน
ใช้เวลากว่าหนึ่งวันเต็มๆกว่าจะเดินทางมาถึงบริเวณทะเลสาบหมื่นปี
ดูเหมือนว่าจะมีผู้คนมารอกันเยอะมากด้านข้างของทะเลสาบหมื่นปีมีไม่ต่ำก่าพันคนแน่นอน
ยังพอมีเวลาอีกตั้งหนึ่งวันกว่าจะถึงกำหนดเปิดสุสานอมตะ หลงจินเหอจึงเลือกที่จะกลับเข้าไปพักภายในเมืองที่อยู่ใกล้ๆก่อน
ยามเช้าตรู่หลงจินเหอก็ออกมาฝึกเหมือนทุกครั้ง หลังจากชำระล้างร่างกายเสร็จก็รีบตรงไปที่ทะเลสาบหมื่นปีทันที แต่ผู้คนที่มารอเยอะกว่าเมื่อวานเสียอีกคราวนี้อาจจะถึงสองพันคน
น้ำภายในทะเลสาบที่ลดลงเป็นจำนวนมาก จนทำให้สามารถมองเห็นประตูเข้าสุสานได้อย่างชัดเจน ประตูสุสานขนาดใหญ่มากและยังมีตัวอักขระปรากฏอยู่ที่ประตูคล้ายกับจะเป็นตราประทับ
“ดูนั้นพวกเขามากันแล้ว”
“นั้นนะหรือคนที่จะมาแก้ตราประทับของประตูสุสาน”
หลงจินเหอที่อยู่ภายในฝูงคนก็หันมองไปตามที่ผู้คนกำลังมองอยู่ บนท้องฟ้ากว้างใหญ่มีผู้ชายสามคนกำลังยืนอยู่ เป็นชายหนุ่มหนึ่งคน ชายวัยกลางอีกหนึ่งกับคนแก่
หนึ่งในสาม มีคนที่หลงจินเหอรู้จักอยู่ ซึ่งคนๆนั้นไม่ใช่นอกจากผู้อาวุโสใหญ่ของนิกายมังกรฟ้า หลี่หยิง ส่วนอีกสองคนหลงจินเหอไม่เคยเห็นหน้าคราตามาก่อน
“พี่ชาย…ชายชุดเหลืองกับคนแก่ชุดขาว…เขาเป็นใครงั้นหรอ”หลงจินเหอหันไปถามชายวัยกลางคนที่อยู่ข้างตนๆ
“เจ้าไม่รู้จักพวกเขา?”ชายวัยกลางคนถามกลับพร้อมจ้องมองหลงจินเหออยูู่สักพัก
ไม่รู้จักพวกเขา นี่เจ้าเพิ่งจะออกมาจากถ้ำงั้นรึ?
“ข้าไม่ทราบ”หลงจินเหอส่ายหน้าช้าๆ
“ชายชุดเหลืองนั้นคือเจ้านิกายสิงโตพิโรธ ชายแก่ชุดขาวคือเจ้านิกายจิตวิญญาณ ส่วนชายชุดม่วงคือผู้อาวุโสใหญ่นิกายมังกรฟ้า ได้ยินมาว่าทั้งสามคนอยู่ระดับเซียนขั้นสูงสุดกันหมดแล้ว”ชายวัยกลางคนกล่าว
หลงจินเหอคิดว่าถ้าหากผู้อาวุโสใหญ่ยังมาแสดงว่าศิษย์พี่หญิงทั้งสองต้องมาด้วยอย่างแน่นนอน
ในระหว่างที่หลงจินเหอกำลังครุ่นคิดอยู่ ชายทั้งสามก็เริ่มต้นแก้ตราประทับกันแล้ว ผู้คนทั้งหมดก็รอลุ้นกันอย่างใจจดใจจ่อ
________________________________________________________________________________________________________