War of Ancient Emperor - ตอนที่ 81 ซูหมิงเอ๋อจากลา
“กลับไปยังสถานที่ของเจ้าซะกู่เหยี่ยน”
“ครั้งนี้ข้าจะทำเป็นไม่รู้เห็นเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้”
ชายชราชุดขาวกล่าว
เมื่อได้ยินเช่นนี้ กู่เหยี่ยนก็ยังไม่ได้แสดงท่าทีอะไรต่อ สายตาของมันยังคงจับจ้องไปยังร่างกายของหลงจินเหอที่นอนหมดสติอยู่ด้านหลังของซูหมิงเอ๋อ
“สิ่งที่เจ้ากำลังทำอยู่ในตอนนี้ ไม่ใช่เรื่องของเจ้าเพียงคนเดียวอีกต่อไป”
“แต่มันจะกระทบถึงดินแดนด้านบนทั้งหมด”
“ในอดีตเจ้าได้เป็นศัตรูกับท่านจักรพรรดิสงครามยังไม่เพียงพอหรืออย่างไร?”
ชายชราชุดขาวกล่าวต่อ
“ฉินชุนเฟิง! เจ้ากำลังจะบอกอะไรกันแน่!?”
กู่เหยี่ยนกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
“เจ้ารู้ต้นกำเนิดแท้จริงของสาวน้อยที่เจ้าคิดจะกำจัดอยู่จริงหรือ?”
“ถ้าหากว่านางเป็นบุตรสาวของจักรพรรดิทรราช!”
“เจ้าก็ยังจะลงมืออยู่เช่นเดิม?”
ชายชรากล่าวออกมา พร้อมกับจ้องมองไปยังซูหมิงเอ๋อ
‘จักรพรรดิทรราช!?’
‘บุตรสาวของจักรพรรดิทรราช!’
ในที่สุดกู่เหยี่ยนก็รู้สักทีว่าซูหมิงเอ๋อ แท้จริงแล้วเป็นใคร มันไม่แปลกใจเลย เหตุใดหญิงสาวถึงได้มีสมบัติมากมายไว้ป้องกันตัว
“เรื่องทุกอย่างจะจบลงที่นี่”
“ข้าจะไม่ให้เจ้าก่อเรื่องอีกแล้ว”
“ถ้าหากว่าเจ้าฆ่าบุตรสาวของจักรพรรดิทรราช”
“มีหวังดินแดนด้านบน คงจะได้เกิดภัยพิบัตเป็นแน่”
ชายชรากล่าวเสียงแข็งไปยังกู่เหยี่ยน
ซูหมิงเอ๋อ ได้แต่ยิ่งเงียบและฟังทั้งสองคนพูดคุยกัน เรื่องที่มีคนรู้ว่านางเป็นบุตรสาวของจักรพรรดิทรราช มีเพียงประมุขของพระราชวังมังกรเท่านั้นที่รู้
แต่เหตุใดชายชราตรงหน้าถึงรู้ถึงตัวตนของนางได้ ดูเหมือนว่านางยังคงประเมินดินแดนด้านบนต่ำเกินไป
“หรือว่าเจ้าจะยังอยากที่จะต่อสู้อีก?”
“ข้าจะเป็นคู่ต่อสู้ให้เอง ถ้าหากเจ้าต้องการ”
ชายชราหนึ่งมือไขว้หลัง ส่วนอีกมือที่จับไม้เท้าก็ใช้ควักเรียกกู่เหยี่ยน
“ข้าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับนางอีก!”
“แต่ว่า! เจ้าหนูนั่นมันฆ่าคนจากพระราชวังมารของข้า”
กู่เหยี่ยนยังคงไม่ยอม มันเก็บดาบเล่มสีดำเข้าแหวน ก่อนจะจ้องมองไปยังร่างกายของหลงจินเหอ
“ข้าบอกให้เจ้าไสหัวกลับไป เจ้าได้ยินไม่ชัดเจนหรือไงกัน?”
“เจ้าต้องการให้ข้าเอาเรื่องที่เจ้าออกมาจากพระราชวังตนเองไปแจ้งท่านจักรพรรดิสงคราม?”
ชายชราชุดขาวตะโกนขึ้นมาอีกครั้ง
ชายชราชุดขาวรู้ว่าแท้จริงแล้วกู่เหยี่ยนต้องการที่จะครอบครองร่างกายของหลงจินเหอ
เหตุผลที่เขารู้ ก็เพราะว่าเขาก็รู้สึกสนใจในตัวของหลงจินเหอเอาไว้เหมือนกัน
คนที่มีพรสวรรค์หายากแบบนี้ ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องการให้หลงจินเหอมาเป็นลูกศิษย์อยู่ดี
“ฝากเอาไว้ก่อนเถอะ! เจอกันครั้งหน้าข้าจะไม่ปล่อยไว้แน่”
“อย่าคิดว่าฆ่าคนของข้าแล้วจะหนีรอดไปได้!”
กู่เหยี่ยนกำสองหมัดแน่นด้วยความโกรธ
แม้ว่ามันจะต้องการจะครอบครองร่างกายของหลงจินเหอมากขนาดไหนก็ตาม
ถ้าหากว่ายังมีชายชราชุดขาวอยู่ด้วย มันก็ไม่สามารถทำได้
กู่เหยี่ยนโบกสะบัดแขนเสื้อหนึ่งครั้ง กลุ่มเมฆหมอกสีดำทั้งหมดก็ไหลกลับเข้ามาสู่ภายในร่างกายของมัน
จากนั้นร่างกายของมันก็กลายเป็นควันสีดำและลอยกลับไปยังทิศทางที่มันได้จากมา
จากเดิมท้องนภาที่เต็มไปด้วยเมฆสีดำและฝนฟ้าคะนอง
แสงตะวันกลับมาเยือนอีกครั้ง ทุกอย่างก็ได้กลับมาเงียบสงบเหมือนเช่นเดิม
“เฮ้อ…”
หลังจากที่กู่เหยี่ยนกลับไปแล้ว ชายชราชุดขาวจึงถอนหายใจออกมาอีกครั้ง
“เห็นหรือยัง? ข้ามาที่นี่ไม่ได้เพื่อต่อสู้…”
ชายชราชุดขาวจ้องมองไปยังซูหมิงเอ๋อ
เมื่อเห็นว่าชายชราชุดขาวไม่ได้มีท่าทีเป็นภัยคุกคาม ซูหมิงเอ๋อ จึงเก็บคันธนูกลับเข้าสู่แหวนมิติ
ตัวอักษรเปลวเพลิงสีทองที่ถูกจุดอยู่ตรงบนคิ้วข้างซ้ายของนางก็ดับลงอย่างรวดเร็ว
พร้อมกับมงกุฏสีทองอันเล็กบนหัวก็เริ่มที่จะหายไป
“ขอบคุณมากผู้อาวุโสที่ช่วย”
ซูหมิงเอ๋อ ประสานมือคารวะเล็กน้อย
“ไม่จำเป็นต้องมากพิธี”
ชายชราชุดขาวโบกมือเล็กน้อย
“ผู้อาวุโส! ท่านช่วยรักษาเขาได้หรือไม่?”
ซูหมิงเอ๋อ จึงกล่าวออกมาอย่างร้อนรน เมื่อนึกขึ้นได้ว่าหลงจินเหอยังอยู่ในสภาพที่ไม่ดีเท่าไหร่นัก (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
“เจ้าไม่ต้องกังวล เขาไม่ได้เป็นอะไรมาก”
“สิ่งที่เจ้ากู่เหยี่ยนทำกับเขามันไม่ค่อยมีผลต่อร่างกายสักเท่าไหร่”
“เขาอาจจะอยู่ในสภาพเหม่อลอยและไม่สามารถทำอะไรได้สักระยะเวลาหนึ่ง”
“แต่ว่า! ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่น่าเป็นห่วง!”
ชายชราชุดขาวใช้ฝ่ามือสัมผัสกับร่างกายของหลงจินเหอเพื่อตรวจสอบอาการ
“สิ่งใด? รีบบอกข้าเร็วผู้อาวุโส”
ซูหมิงเอ๋อรีบถามทันที
“เจ้าพลังกลุ่มเมฆหมอกสีดำที่เจ้ากู่เหยี่ยนใช้”
“เป็นหนึ่งในทักษะของเผ่าปีศาจ!”
“เรื่องนี้ข้าคิดว่าเจ้าก็น่าจะรู้อยู่แล้ว”
“ทักษะนี้สิ่งที่มันส่งผลมากที่สุดไม่ใช่ร่างกาย แต่เป็นจิตวิญญาณต่างหาก”
ชายชราชุดขาวกล่าวต่อ
“เรื่องนี้มันก็ต้องขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของจิตวิญญาณของเขาแล้ว”
“ถ้าหากว่าเขาไม่สามารถเอาชนะมันได้ ข้าเกรงว่าเขาก็จะต้องนอนอยู่ในสภาพเช่นนี้ไปตลอดกาล”
ชายชราขุดขาวส่ายหน้า
“ไม่จริงน่า….”
ซูหมิงเอ๋อ กล่าวออกมาด้วยอาการตกใจ
“สาวน้อย เจ้าควรจะเชื่อใจยอดรักของเจ้านะ”
ชายชราชุดขาวกล่าวออกมา พร้อมกับใช้มือลูบเคราไปด้วย
“ผู้อาวุโส แน่นอนว่าข้าเชื่อว่าเขาต้องทำได้”
“แต่ว่ามันจะต้องใข้เวลาอีกนานเท่าไหร่กัน?”
ซูหมิงเอ๋อ กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงกังวล
“ข้าเหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว”
ซูหมิงเอ๋อ เผยสีหน้าเศร้าหมองที่ออกมา หญิงสาวได้ทำใจเอาไว้แล้ว ตั้งแต่นางเลือกที่จะทำลายผนึกพลังลมปราณออก
“ดูเหมือนว่าจะไม่ทันการแล้ว…”
ชายชราชุดขาวกล่าว ขณะจ้องมองไปยังท้องนภาอันห่างไกล
ท้องนภาอันห่างไกล พลันเกิดห้วงมิติบิดเบี้ยว ก่อนจะค่อยเปิดออกมาอย่างรวดเร็ว
มีชายชราสองคนเดินออกมาอย่างเชื่องช้า
พวกเขาทั้งสองคนสวมแต่งตัวหรูหราอย่างมาก สวมชุดยาวสีม่วงทั้งสองคน
สิ่งที่สำคัญคือกลิ่นอายของชายชราทั้งสองคนที่ปลดปล่อยออกมา มันน่ากลัวจนไม่อาจจะจินตนาการได้เลย
แม้แต่ของกู่เหยี่ยนก็ไม่สามารถเทียบได้ติด ราวกับได้อยู่กันคนละโลก
ถ้าหากว่ากู่เหยี่ยนกลับไปช้ากว่านี้ละก็ เกรงว่าจะต้องถูกฆ่าอย่างง่ายดาย ซึ่งไม่ต่างอะไรกับบี้มด
บริเวณเอวของชายชราทั้งสองคนที่ปรากฏตัวขึ้น มีป้ายสัญลักษณ์ตัวอักษรเขียนเอาไว้ว่า’ราชวงศ์ซู’อยู่
ชายชราทั้งสองลอยมาหยุดอยู่ตรงหน้าของชายชราชุดขาวและซูหมิงเอ๋อ กับหลงจินเหอ
“ในที่สุดก็พบกันอีกครั้ง องค์หญิง..”
ชายชราทั้งสองจ้องมองมายังซูหมิงเอ๋อ ก่อนจะคุกเข่าลงหนึ่งข้างพร้อมกับก้มหน้าลง
“เป็นคำสั่งของท่านพ่ออย่างงั้นหรือ?”
ซูหมิงเอ๋อ กล่าวถาม
“ขอรับ นี่เป็นคำสั่งจากท่านจักรพรรดิ ให้มานำตัวองค์หญิงกลับ…”
หนึ่งในชายชราชุดม่วงกล่าวออกมาอย่างสุภาพ
“ดูเหมือนว่าท่านพ่อจะเฝ้ารอข้าอย่างใจจดใจจ่อเลยสินะ”
ซูหมิงเอ๋อ พึมพัมออกมา
ก่อนที่จะออกมาใช้ชีวิตนอกครอบครัว
ซูหมิงเอ๋อ ได้ทำข้อตกลงกับพ่อของนางเอาไว้ ซึ่งก็คือการผนึกพลังลมปราณของตนเองเอาไว้
โดยข้อตกลงที่ว่า คือถ้าหากว่าวันหนึ่งนางได้คลายผนึกพลังลมปราณออก นางจะต้องถูกนำตัวกลับไปยังครอบครัวโดยทันที
“เข้าใจแล้ว ขอข้าอยู่กับเขาตามลำพังก่อนได้หรือไม่?”
ซูหมิงเอ๋อ กล่าวขณะที่จ้องมองไปยังร่างกายของหลงจินเหอที่นอนไม่ได้สติอยู่
“ไม่มีปัญหา…”
ชายชราชุดขาวกล่าวออกมาพร้อมกับลอยไปยังสถานที่ห่างไกล
ชายชราชุดม่วงทั้งสองก็ไม่ได้กล่าวอะไรออกมา แต่ก็ลอยตามชายชราชุดขาวไป
“ขอโทษนะจินเหอ ข้าไม่อาจจะอยู่กับเจ้าได้อีกแล้ว”
ซูหมิงเอ๋อ ใช้ฝ่ามืออันบอบบางลูบไปตามใบหน้าของหลงจินเหออย่างถนุถนอม
“ข้ารู้ว่าสิ่งที่ข้าพูดไป เจ้าอาจจะไม่ได้ยินมัน”
“แต่ข้าอยากให้เจ้าเก็บสิ่งนี้เอาไว้ แล้วสักวันพวกเราคงจะมีโอกาสได้เจอกันอีก”
“ข้าเชื่อว่าเจ้าจะต้องตามหาข้าจนพบ”
ซูหมิงเอ๋อ กล่าวออกมาอย่างอ่อนโยน นางถอดสร้อยคอ ซึ่งเป็นสมบัติอันล้ำค่าที่สุดในครอบครัวของนางออก ก่อนจะสวมไปที่คอของชายหนุ่ม
_______________________________________________________________________________________________________