Y เมื่อหมอดูที่ทายไม่เคยแม่นอย่างผม ดันเบิกเนตรเห็นคดีฆาตกรรมกลางไลฟ์สด! - ตอนที่ 7 มีเกณฑ์ชวยซ้ําซ้อนเพราะพรสวรรค์ (ที่ไม่ อยากได้)
- Home
- Y เมื่อหมอดูที่ทายไม่เคยแม่นอย่างผม ดันเบิกเนตรเห็นคดีฆาตกรรมกลางไลฟ์สด!
- ตอนที่ 7 มีเกณฑ์ชวยซ้ําซ้อนเพราะพรสวรรค์ (ที่ไม่ อยากได้)
ตอนที่ 7 มีเกณฑ์ชวยซ้ําซ้อนเพราะพรสวรรค์ (ที่ไม่
อยากได้)
เช้าวันต่อมา กู้ชื่อเพิ่งถูกปลุกด้วยเสียงกริ่งประตูที่รัวถี่ เขาไม่รู้ว่าตัว เองเผลอหลับไปตอนไหน
༠།
เปลือกตาที่หนักอึ้งค่อย ๆ ขยับเปิดออกอย่างยากลําบาก ความรู้สึก แรกที่สัมผัสได้คือความเมื่อยขบที่แล่นพล่านไปทั่วแผ่นหลังและต้นคอจาก
การนอนผิดท่าบนเฟอร์นิเจอร์ที่ไม่ใช่เตียงนอน กลิ่นอายของยามเช้าที่อบ อวลไปด้วยฝุ่นละอองในอากาศลอยมากระทบจมูก รู้เพียงว่าตอนตื่นขึ้นมา
ฟ้าก็สว่างแล้ว แสงแดดจ้าทิ่มแทงตาที่ยังปรับตัวไม่ทันจนต้องหยีตาลง แสง สีทองส่องลอดผ่านช่องว่างของผ้าม่านหนาหนักเข้ามาเป็นลําขนานไปกับพื้น
ห้อง
ส่วนตัวเขานั้นขดตัวอยู่บนโซฟา มีผ้าห่มผืนหนึ่งคลุมกายไว้ คงจะ เป็นเสิ่นฟานหมิงที่ห่มให้เขาตอนกลางดึก เขาลูบเนื้อผ้ากํามะหยี่นุ่มนวลนั้น เบา ๆ พลางพยายามนึกทบทวนเหตุการณ์เมื่อคืน ความทรงจําสุดท้ายคือ เขากําลังคิดมากกับสิ่งที่เขาเห็นในนิมิต ก่อนที่ความอ่อนล้าทั้งทางกายและ
ใจจะ ครั้งเขาให้จมดิ่งลงสู่ห้วงนิทราที่ไร้ความฝัน
เลียงกริ่งยังคงดังไม่หยุด มันดังรัวเร็วและหนักแน่นราวกับผู้ที่อยู่อีก ฝั่งของบานประตูมีความเร่งรีบอย่างถึงที่สุด เสียงนั้นกระแทกเข้ากับโสต ประสาทของกู้ซื่อเหิงจนความสับสนเริ่มเปลี่ยนเป็นความกังวลใจ
เขาลุกขึ้นเดินโซซัดโซเซไปเปิดประตู สองเท้าขยับเขยื้อนอย่าง ทุลักทุเลเพราะอาการเหน็บชาที่รุมเร้า มือหนึ่งยกขึ้นขยี้ตาพยายามเรียกสติ ที่ยังคงล่องลอยให้กลับมาคืนที่ เมื่อปลดล็อกและดึงบานประตูไม้เปิดออก
ลมเย็นจากทางเดินภายนอกก็ปะทะเข้ากับใบหน้า
หน้าประตูมีชายสองคนในชุดไปรเวทยืนอยู่ แต่บุคลิกของพวกเขาทั้ง คู่ดูเคร่งขรึมและกดดันเป็นอย่างมาก เมื่อเลื่อนสายตาลงมา เขาก็เห็นป้าย หน่อยคอของพวกเขาทั้งสองคน สองคนนี้คือเจ้าหน้าที่ตํารวจนอกเครื่อง
แบบ กู้ชื่อเชิงรู้ลิกหนาวเยือกขึ้นมาถึงสันหลังโดยไม่มีสาเหตุ
“ขอโทษครับ ใช่คุณกู้ชื่อเชิงหรือเปล่า?” คนหนึ่งถาม น้ําเสียงของเขา เรียบเฉยแต่แฝงไปด้วยความเด็ดขาด ดวงตาคมกริบคู่นั้นจ้องมองมาที่เขา อย่างสํารวจตรวจสอบตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
ความง่วงของกู้ซื่อเหิงหายวับไปในทันที ราวกับมีน้ําเย็นจัดราดรดลง
บนหัว หัวใจของเขาเริ่มเต้นระรัวผิดจังหวะ ความหวาดระแวงที่ก่อตัวขึ้น
เมื่อคืนเริ่มกลับมาทักทายอีกครั้ง
“ช… ใช่ครับ ผมเอง มีธุระอะไรเหรอครับ?” เขาตอบกลับด้วยน้ํา เสียงตะกุกตะกัก พยายามข่มความตื่นตระหนกเอาไว้ภายใต้ท่าทางที่ดูสงบ ที่สุดเท่าที่จะหาได้
“พวกเรามาจากกองสืบสวนคดีอาญาครับ” ตํารวจอีกคนโชว์บัตร
ประจําตัวอย่างเป็นทางการ แสงแดดสะท้อนกับตราสัญลักษณ์โลหะจนเกิด ประกายแวบเข้าตา “มีคดีหนึ่งที่ต้องการให้คุณไปให้ปากคําเพื่อร่วมมือใน การสืบสวน รบกวนตามพวกเราไปหน่อยครับ”
คําว่ากองสืบสวนคดีอาญาดังสะท้อนอยู่ในหัวของเขาซ้ําไปซ้ํามา
สมองของกู้ชื่อเหิงว่างเปล่าขาวโพลนไปชั่วขณะ ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูก
สาปให้เป็นหิน ความคิดที่เคยรุ่งโรจน์และว่องไวกลับกลายเป็นอัมพาต
คดีเหรอ? คดีอะไรกัน? ในชีวิตนี้เขาไม่เคยทําเรื่องผิดกฎหมายแม้ แต่การฝ่าสัญญาณไฟจราจร แล้วเหตุใดตํารวจถึงมาเคาะประตูบ้านเขาใน ยามเช้าเช่นนี้
ทว่าในความว่างเปล่านั้นเอง ภาพนิมิตที่แสนสยดสยองจากเมื่อคืนก็
ผุดพรายขึ้นมาในมโนสํานึกราวกับฟิล์มหนังที่ถูกฉายซ้ํา เขานึกถึงภาพที่เห็น เมื่อคืนขึ้นมาทันที ผู้หญิงชุดแดงที่ยืนอยู่ท่ามกลางความมืดมิด กลิ่นคาว เลือดที่ดูเหมือนจะลอยออกมาจากจินตนาการ สถานที่มีน้ํา อันตรายถึง
ชีวิต ทุกรายละเอียดที่เขาพลั้งปากพูดออกไปในระหว่างการทํานายผ่านหน้า
จอไลฟ์สดเริ่มย้อนกลับมาหลอกหลอน
คงไม่ใช่หรอกนะ เขาพยายามหลอกตัวเองในใจ แต่น้ําหนักของความ เป็นจริงเริ่มกดทับลงมาบนบ่า
“ยอถามได้ไหมครับว่าเป็นคดีอะไร?” เขาได้ยินเสียงตัวเองสั่นเครือ มันเป็นเสียงที่เขาแทบจําไม่ได้ว่ามาจากคอของตัวเอง ลําคอของเขาแห้งผาก จนการกลืนน้ําลายกลายเป็นเรื่องลําบาก
ตํารวจสองคนมองหน้ากัน แววตาของพวกเขามีร่องรอยของการ
แลกเปลี่ยนความหมายบางอย่างที่รู้ชื่อเพิ่งอ่านไม่ออก แต่มันไม่ได้ทําให้เขารู้
ลึกสบายใจขึ้นเลยแม้แต่น้อย
“เมื่อคืนที่บริเวณริมทะเลสาบในสวนสาธารณะลวี่อี๋ พบศพหญิงราย หนึ่งครับ” ตํารวจคนแรกที่เอ่ยปากพูด เขาหยุดเว้นระยะราวกับต้องการ สังเกตปฏิกิริยาของชายหนุ่มตรงหน้า “ผู้เสียชีวิตสวมชุดเดรสสีแดง ผม ยาว เป็นหญิงวัยกลางคน ลักษณะตรงกับที่คุณบรรยายไว้ในไลฟ์สดเมื่อคืน นี้ทุกประการ”
กู้ชื่อเหิงแย้งขาอ่อนแรงทันที ความรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกําลังถล่มลง
มาทับร่าง ความจริงที่ได้รับรู้มันช่างเหลือเชื่อและน่าหวาดกลัวเกินกว่าที่ มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งจะรับไหว สิ่งที่เขาคิดว่าเป็นเพียง “คําทํานาย” หรือ “
ลางสังหรณ์’ กลับกลายเป็นความตายที่มีตัวตนอยู่จริง
เขาต้องคว้ากรอบประตูไว้ถึงจะพอพยุงตัวไม่ให้ล้มลงไปได้ มือที่ลั่น เทาของเขากําายอบไม้แน่นจนปลายนิ้วเปลี่ยนเป็นสียาวชีต ลมหายใจเริ่มติด
ยัดและถี่กระชั้น
“ผ… ผมอธิบายได้ครับ” เขาละล่ําละลักพยายามจะพูด สิ่งที่เขาต้อง การทําตอนนี้คือการปฏิเสธความเกี่ยวข้องทั้งหมด เขาไม่ใช่ฆาตกร เขาเป็น เพียงแค่… เยาเป็นอะไรกันแน่? นักพยากรณ์? หรือแค่คนดวงซวยที่เห็นใน สิ่งที่ไม่ควรเห็น?
“คุณกู้ครับ” ตํารวจขัดจังหวะด้วยน้ําเสียงที่เข้มงวดขึ้น “คุณมีสิทธิ์ที่ จะไม่พูด แต่ทุกคําพูดของคุณจะถูกนําไปใช้เป็นหลักฐานในชั้นศาล ก่อนจะ พูดอะไรออกมาผมคิดว่าคุณควรคิดให้ดีก่อนนะครับ เชิญไปกับพวกเราด้วย
ครับ”
ในขณะที่ อเหิง าลังจะถูกพาตัวไปในสภาพที่กึ่งประคองกึ่งลาก และในจังหวะที่ความสิ้นหวังกําลังจะครอบงําเขาโดยสมบูรณ์ ในตอนนั้นเอง มีเสียงหนึ่งดังมาจากด้านหลัง เป็นเสียงที่เยือกเย็น สงบ และมีอํานาจอย่าง
ประหลาด
“เดี๋ยวก่อน”
กู้ชื่อเหิงรีบหันไปมองตามเสียงนั้น เสิ่นฟานหมิงเดินออกมาจากใน
ห้อง เขาดูเหมือนคนที่ตื่นนานแล้วและเตรียมพร้อมสําหรับวันใหม่ เสิ่นฟานหมิงสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบ ๆ ที่รีดจนเรียบกริบ แขนเสื้อถูกพับขึ้น เล็กน้อยอย่างทะมัดทะแมง ในมือถือโทรศัพท์ที่หน้าจอยังคงสว่างอยู่
“คุณจะพาคนทั้งคนไปแบบนี้ไม่ได้” เขาพูดด้วยน้ําเสียงราบเรียบแต่
แฝงไปด้วยพลังที่ไม่อาจปฏิเสธได้ สายตาของเขาจ้องตรงไปยังเจ้าหน้าที่
ตํารวจทั้งสองโดยไม่มีแววแห่งความเกรงกลัว
ตํารวจสองคนมองไปที่เขาด้วยความระแวดระวังในตอนแรก แต่แล้ว
ประกายแห่งความประหลาดใจก็ฉายชัดขึ้น และหนึ่งในนั้นก็จําเขาได้ทันที
ท่าทางของเจ้าหน้าที่ตํารวจเปลี่ยนไปเล็กน้อย จากที่ดูแข็งกร้าวก็เริ่มมีความ
เกรงใจแฝงอยู่
“คุณเสิ่น? คุณมาทําอะไรที่นี่?” ตํารวจคนเดิมถามอย่างไม่อยากจะ
เชื่อสายตา
“พักชั่วคราวน่ะ” เสิ่นฟานหมิงตอบสั้น ๆ ท่าทางวางตัวของเขาดูสูง ส่งและน่าเชื่อถือจนแม้แต่บรรยากาศตึงเครียดในห้องก็ดูจะเบาบางลง “เยา
เป็นเจ้าของบ้านที่ผมพักอยู่
“งั้นก็ดีเลย” ตํารวจบอก พร้อมกับขยับหมวกเครื่องแบบเล็กน้อย “ ถ้าคุณรู้จักเขา คุณก็น่าจะรู้ว่าคดีนี้ร้ายแรงแค่ไหน เมื่อคืนเขาทํานายลักษณะ ของผู้ตายได้อย่างแม่นยําในห้องไลฟ์สด และวันนี้ก็พบศพจริง ๆ คุณคิดว่านี่ มันปกติไหมล่ะ? ความบังเอิญมันไม่มีทางละเอียดอ่อนได้ถึงขนาดเห็นสีเสื้อ
และสถานที่เกิดเหตุพร้อมกันหรอกนะครับ”
“ไม่ปกติครับ” เลิ่นฟานหมิงบอก ความเยือกเย็นของเขาขัดกับความ ว้าวุ่นในใจของกู้ชื่อเหิงอย่างสิ้นเชิง “แต่เพราะมันไม่ปกติเนี่ยแหละ ถึงได้จัด การแบบสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ การตั้งย้อสันนิษฐานโดยใช้หลักฐานเพียงด้านเดียว นั้นอาจนําไปสู่ความผิดพลาดที่กู้คืนไม่ได้”
เขาเดินมาหยุดอยู่ข้าง ๆ กู้ชื่อเหิง สัมผัสจากไหล่ที่อยู่ใกล้กันทําให้กู้ ชื่อเพิ่งรู้สึกถึงความมั่นคงอย่างบอกไม่ถูก ราวกับมีโล่กําบังล่องหนกางกั้นเ านเยา
ออกจากพายุที่กําลังโหมกระหน่ํา
“ถ้าเยาเป็นมาตกรจริง ๆ เขาจะมาประกาศเป้าหมายการสังหารของ ตัวเองในห้องไลฟ์สดให้คนรู้กันทั่วเหรอครับ? เขาจะบอกรายละเอียดคดี อย่างชัดเจนเพื่อให้ผู้ชมทั่วทั้งอินเทอร์เน็ตได้ยินอย่างนั้นเหรอ? การกระทํา แบบนั้นมันเท่ากับเป็นการฆ่าตัวตายทางกฎหมายชัด ๆ”
ตํารวจสองคนนิ่งเงียบไป พวกเขาเริ่มคิดตามคําโต้แย้งที่มีตรรกะ
และเหตุผลนั้น
“นี่มันไม่สอดคล้องกับจิตวิทยาของฆาตกรเลยแม้แต่น้อย” เสิ่นฟานหมิงพูดต่อ น้ําเสียงของเขาหนักแน่นขึ้นเรื่อย ๆ “อาชญากรที่วาง แผนมาอย่างดีย่อมต้องการซ่อนตัวอยู่ในเงามืด ไม่ใช่มาจัดฉากแสดงละคร
สดต่อหน้าคนอื่น อีกอย่าง เมื่อคืนตอนที่เขาไลฟ์สด ผมก็อยู่ที่บ้านตลอด ผมยืนยันได้ว่าเขาไม่ได้ออกไปไหนเลยจนกระทั่งเช้านี้”
กู้ซื่อเหิงหันไปมองเขา ในใจพลันบังเกิดความรู้สึกแปลก ๆ บางอย่าง ขึ้นมา เป็นความรู้ลึกตื้นตันที่ปนเปไปกับความสงสัย ผู้ชายคนนี้ที่เขาเพิ่งจะรู้ จักได้ไม่นาน ผู้ชายที่ดูเหมือนจะมีความลับมากมายซ่อนอยู่ กลับเป็นคน
เดียวที่ยืนหยัดอยู่ข้างเบาในวันที่มืดมนที่สุด
ผู้ชายคนนี้กําลังปกป้องเขาอยู่ ความคิดนี้ทําให้หัวใจที่สั่นระรัวของ ซื่อเหิงเริ่มสงบลงอย่างช้า ๆ
“งั้นคุณหมายความว่ายังไง?” สําารวจถามด้วยน้ําเสียงที่อ่อนลงอย่าง
เห็นได้ชัด แต่ยังคงต้องรักษาหน้าที่เอาไว้
“ผมหมายความว่า เขาควรจะไปในฐานะพยานคนสําคัญ ไม่ใช่ผู้ต้อง สงสัยครับ” เลิ่นฟานหมิงบอกพร้อมกับขยับตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยเพื่อแสดง เจตจํานงที่ชัดเจน “ผมจะพาเขาไปให้ปากคําที่กองสืบสวนเอง ผมยืนยัน ความบริสุทธิ์ของเยาได้ และจะอยู่ร่วมในการสืบสวนครั้งนี้ด้วย ถ้าพวกคุณมี
ปัญหาอะไรคุยกับผมได้โดยตรง”
เขานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะหยิบบัตรประจําตัวของตัวเองขึ้นมาโชว์ให้
ตํารวจทั้งสองเห็นอย่างชัดเจน บัตรใบนั้นดูเหมือนจะมีอํานาจบางอย่างที่กู้ ชื่อเหิงไม่เข้าใจ แต่มันทําให้เจ้าหน้าที่ตํารวจทั้งสองคนถึงกับต้องสบตากัน
ด้วยความหนักใจ
ตํารวจสองคนสบตากันครู่หนึ่ง ประเมินสถานการณ์และน้ําหนักของ
บุคคลที่ยืนอยู่ตรงหน้า ในที่สุดก็พยักหน้ายินยอมอย่างเลี่ยงไม่ได้ “ตกลง ถ้ามีอะไรผิดพลาดขึ้นมา คุณก็รับผิดชอบเองก็แล้วกัน”