Y เมื่อหมอดูที่ทายไม่เคยแม่นอย่างผม ดันเบิกเนตรเห็นคดีฆาตกรรมกลางไลฟ์สด! - บทที่ 11 มีเกณฑ์เสียอาการเพราะฮีโร่ปากร้าย
- Home
- Y เมื่อหมอดูที่ทายไม่เคยแม่นอย่างผม ดันเบิกเนตรเห็นคดีฆาตกรรมกลางไลฟ์สด!
- บทที่ 11 มีเกณฑ์เสียอาการเพราะฮีโร่ปากร้าย
คุณ”
หลังจากออกมาจากสถานีตำรวจ ฟ้าก็มืดแล้ว
กู้ชื่อเห็งยืนอยู่ตรงทางเข้า มองดูดวงดาวอันรีบหรี่บนท้องฟ้ายามค่ำ
คืน ในสมองว่างเปล่าขาวโพลน
เสิ่นฟานหมึงยืนอยู่ข้าง ๆ เขา ไม่ได้พูดอะไร
ผ่านไปนานแสนนาน กู้ชื่อเห็งก็เอ่ยปากถาม
“เสิ่นฟานหมึง ทำไมคุณถึงเชื่อผม?”
เสิ่นฟานหมึงหันมามองเขา
“อะไรนะครับ?”
“ทำไมคุณถึงเชื่อผม?” กู้ชื่อเห็งถามช้ำ “พวกเราเพิ่งจะรู้จักกันไม่ถึง
อาทิตย์ คุณไม่รู้จักผมดี ไม่รู้ว่าผมเป็นคนยังไง แต่คุณกลับช่วยผม ค้ำ
ประกันให้ผม และบอกว่าผมไม่ใช่ฆาตกรครั้งแล้วครั้งเล่า ทำไมคุณถึงเชื่อใจ
ผมขนาดนี้ครับ?”
เสิ่นฟานหมึงนึ่งเงียบไปครู่หนึ่ง
“คำตอบของผมก็ยังคงเป็นเหมือนเดิม นั่นเป็นเพราะดวงตาของ
“ดวงตาอีกแล้ว?”
ครับ
“ใช่ครับ ตอนที่คุณเห็นรูปเหล่านั้น แววตาของคุณมีความหวาดกลัว
อยู่จริง ๆ” เสิ่นฟานหมึงบอก “ผมเรียนจิตวิทยาของอาชญกรมา คุณไม่ได้
เข้าค่ายพวกนั้นเลยสักนิด อีกอย่าง”
เยาชะงักไป
“อีกอย่างอะไรครับ?”
“อีกอย่างคือคุณใจดีและชื่อเกินไปครับ” มุมปากของเสิ่นฟานหมึงโค้ง
ขึ้นเล็กน้อย “ตอนที่ผมไปขออยู่กับคุณแบบฉุกละหุก คุณยังไม่ถามอะไรผม
มากมายเลย แถมยังต้อนรับผมดีมาก ๆ เส้นกั้นระหว่างคนแปลกหน้าก็ยัง
ไม่มี พูดง่าย ๆ ก็คือคุณไม่ดีพลุคหรือแสแสร้งอะไรเลย คนแบบคุณถ้าเจอ
คนร้ายที่ได้รับบาดเจ็บก็คงช่วยพาส่งโรงพยาบาลแน่นอน”
กู้ชื่อเห็งอึ้งไปเลย จากนั้นเยาก็หัวเราะออกมา หัวเราะไปหัวเราะมา
ขอบตาก็เริ่มร้อนผ่าวขึ้นมาอีกครั้ง
“เสิ่นฟานหมึงครับ” เขาพูด “คุณพูดจาทำร้ายจิตใจกันเก่งจริง ๆ นะ
“อ่า … อย่างนั้นเหรอครับ?”
“ถึงแม้มันจะดูเหมือนว่าคุณหลอกด่าผมก็เถอะ แต่เอาเป็นว่าผม
ขอบคุณคุณมากนะครับ ถ้าไม่ได้คุณช่วยยืนยันให้ พวกตำรวจคงไม่คิดจะฟัง
ผมแล้วจับผมยัดใส่คุกไปเลย”
“ก็ถ้าพวกเยาทำแบบนั้นจริง ผมก็จะจับพวกเขายัดใส่คุกเป็นเพื่อน
คุณไปด้วยเลย”
กู้ชื่อเห็งสำลักน้ำลายตัวเองจนตัวโยน เขาหันยวับไปมองคนข้างกาย
ที่ยังคงตีหน้าตายประหนึ่งกำลังพูดเรื่องดินฟ้าอากาศทั่วไป
“นี่คุณประชดหรือเอาจริงครับเนี่ย? จับตำรวจยัดคุกเนี่ยนะ?
อ่า ๆ ๆ งั้นคุณต้องยุ่งจนไม่มีเวลาเอาข้าวผัดมาเยี่ยมผมที่คุกแน่ ๆ”
“ผมไม่ได้ล้อเล่น” เสิ่นฟานหมึงตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำพลางก้าวเท้า
เดินนำไปที่รถ “ถ้าผู้พีทักษ์กฎหมายใช้อารมณ์เหนือเหตุผลจนจับคนบริสุทธิ์
เข้าคุก พวกเขาก็ควรเข้าไปเรียนรู้กฎหมายใหม่จากข้างในนั้น ส่วนเรื่องข้าว
ผัด … ผมสั่งดีลีเวอรีให้ไปส่งที่หน้ากรงเหล็กให้คุณได้ ไม่ต้องห่วง”
“สั่งดิลิเวอรีมาส่งในคุก? คุณจะบ้าเหรอ! เสิ่นฟานหมึง กลับมาคุยกัน
ให้รู้เรื่องก่อน!” กู้ชื่อเห็งรีบซอยเท้าถี่ ๆ ตามไปติด ๆ “แล้วเมื่อกี้ที่บอกว่าผม
ชื่อจนเช่อเนี่ย ขอด้านนะครับ ผมไม่ได้ช่วยทุกคนมั่วชั่วซะหน่อย ที่ช่วย
คุณน่ะเพราะเห็นว่าหน้าตาดีหรอกนะ … อุ๊ย”
กู้ชื่อเห็งรีบตะครุบปากตัวเองทันทีที่เผลอหลุดความในใจออกไป
แผ่นหลังกว้างของคนที่เดินนำหน้าชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ หันกลับ
มามองด้วยสายตาที่ทำเอาคนพูดหน้าร้อนรูบ
“อ๋อ … ที่แท้มาตรฐานการคัดกรองคนเข้าบ้านของคุณกู้ คือการดูที่ ‘
หน้าตา’ หรอกเหรอครับ?” เสิ่นฟานหมึงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาดูเหมือน
จะพึงพอใจในคำตอบนั้นอยู่ลึก ๆ “ถ้างั้นผมก็คงต้องขอบคุณ ‘หน้าตา’ ของ
ตัวเองที่ทำให้ไม่ต้องไปนอนข้างถนนในคืนนั้น”
“มะ … ไม่ใช่แบบนั้น! ผมหมายถึงคุณดูไม่มีพืษมีภัยต่างหากล่ะ! อีก
อย่างอาสะใ้แนะนำมายังไงก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรด้วย” กู้ชื่อเห็งโบกไม้โบก
มือพัลวันจนท่าทางดูเกะกะไปหมด
“ไม่มีพืษมีภัย? แต่เมื่อกี้คุณเพิ่งบอกว่าผมพูดจาทำร้ายจิตใจเก่งไม่ใช่
เหรอครับ?” เสิ่นฟานหมึงเปิดประตูรถฝั่งที่นั่งข้างคนขับให้ พร้อมกับโน้ม
ตัวลงมาเล็กน้อยจนระยะห่างลดน้อยลง “ตกลงว่าผมเป็นคนยังไงกันแน่ใน
สายตาคุณ … คุณกู้ชื่อเห็ง?”
กู้ชื่อเห็งรู้สึกเหมือนสมองจะช็อตไปดื้อ ๆ กลิ่นน้ำหอมจาง ๆ จาก
ตัวเสิ่นฟานหมึงที่ลอยมาปะทะจมูกทำให้เขาลืมคำโต้แย้งไปเสียสนิท
“เป็น … เป็นคนที่ชอบทำตัวเป็นฮีโร่แต่ปากร้ายที่สุดในสามโลกเลย
ครับ! พอใจหรือยัง!” เขาพูดรัวเร็วแล้วมุดหัวเข้าไปนั่งในรถทันทีเพื่อหลบ
สายตาคมกรีบคู่นั้น
เสิ่นฟานหมึงหัวเราะหิในลำคอ ซึ่งเป็นเสียงหัวใจที่กู้ชื่อเห็งคิดว่ามัน
ฟังดูอันตรายต่ออัตราการเต้นของหัวใจเขามากกว่าคดีฆาตกรรมเสียอีก เขา
อ้อมไปนั่งฝั่งคนขับก่อนจะเปรยออกมาเบา ๆ ขณะสตาร์ทรถ
“ปากร้ายแต่ก็ช่วยคุณออกมาได้นะครับ … ส่วนเรื่องฮีโร่ ผมไม่เป็นให้
คนอื่นหรอก ผมเป็นให้คุณแค่คนเดียวก็พอแล้ว”
“เสิ่นฟานหมึง! ขับรถไปเลยนะ! ผมหิวจนจะกินพวงมาลัยรถคุณได้
อยู่แล้ว!”
ผ่านไปครู่ใหญ่ กู้ชื่อเห็งก็นิกขึ้นมาได้ว่าเขามีเรื่องที่จะคุยกับแม่ “ผม
ขอเบาเพลงก่อนนะ ผมจะโทรฯหาแม่”
กู้ชื่อเห็งหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กดโทรออกไปยังหมายเลขที่คุ้นเคย
เสียงสัญญาณดังอยู่สองครั้ง ปลายสายก็กดรับ
“ลูกรัก?” เสียงของแม่กู้แฝงความกังวล “ลูกไม่เป็นไรใช่ไหม? แม่เห็น
ข่าวแล้ว มีเรื่องเกิดขึ้นอีกแล้วเหรอ?”
“แม่ครับ” เสียงของกู้ชื่อเห็งแหบพร่าเล็กน้อย “ดูเหมือนผมจะตาที่
สามเป็ดจริง ๆ แล้วละ”
ปลายสายเงียบไปหลายวินาที
“แล้วยังไงต่อจ๊ะ?”
“แล้วสิ่งที่ผมเห็น มันก็กลายเป็นเรื่องจริงหมดเลยครับ” กู้ชื่อเห็งบ
อก “ชีวิตคนสองคนเลย ตำรวจบอกว่าผมมีพีรุธ คิดว่าผมเป็นมาตกรหรือไม่
ก็ผู้สมรู้ร่วมคิด”
ความเงียบเกิดขึ้นอีกครั้ง
“ลูกรัก” น้ำเสียงของแม่กู้เริ่มแผ่วเบาลง “ลูกกลัวไหมจ๊ะ?”
กู้ชื่อเห็งชะงักไปครู่หนึ่ง
เขาคิดว่าแม่จะปลอบโยนเขา จะให้กำลังใจเขา หรือจะบอกว่าทุก
อย่างจะดีเอง แต่แม่กลับถามเยาว่า ลูกกลัวไหม?
“กลัวครับ” เขาตอบตามตรง
“กลัวก็ถูกแล้วจ้ะ” แม่กู้บอก “เพิ่งจะตาที่สามเปิดครั้งแรก สิ่งที่เห็น
ดันเป็นของแบบนี้ เป็นใครก็ต้องกลัวทั้งนั้น แต่ลูกรักฟังแม่นะ”
แม่ชะงักไป น้ำเสียงแฝงไปด้วยความจริงจังในแบบที่กู้ชื่อเห็งไม่เคย
ได้ยินมาก่อน
“คนในตระกูลกู้เรา การตาที่สามเปิดไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรอกจ้ะ มัน
คือลิขิตจากสวรรค์ ที่ลูกมองไม่เห็นมาตลอดก็เพราะว่ายังไม่ถึงเวลา และที่
ลูกเห็นมันก่อนอายุครบสามสิบก็เพราะดวงของลูกมันเคลื่อนขึ้นมาเร็วขึ้น
ตอนนี้เวลามาถึงแล้ว ลูกถึงมองเห็นได้ สิ่งที่เห็นนั่นแหละคือชะตากรรมของ
ลูก มันไม่ใช่คำสาปหรอกนะ แต่มันคือหน้าที่”
กู้ชื่อเห็งกำโทรศัพท์ไว้นิ่ง ไม่ได้พูดอะไร
“แม่เคยดูดวงให้ลูกตั้งหลายครั้ง แต่ไม่เคยทายลูกถูกเลยสักครั้ง
ตอนนี้แม่เข้าใจแล้วจ้ะ” แม่กู้บอก “เพราะเส้นทางที่ลูกกำลังเดินอยู่ ไม่ใช่สิ่ง
ที่แม่จะทำนายได้ สิ่งที่ลูกต้องเดินคือเส้นทางของลูกเอง ใช้ดวงตาของตัว
เองมอง ใช้หัวใจของตัวเองสัมผัส แม่คงส่งลูกได้เพียงเท่านี้แล้วละ”
“แม่ครับ … ” เสียงของกู้ชื่อเห็งสั่นเครือ
“ไม่ต้องกลัวนะจ๊ะ” น้ำเสียงของแม่กู้กลับมาสดใสอีก
ครั้ง “เสิ่นฟานหมึงคนนั้นอยู่ข้าง ๆ ลูกไม่ใช่เหรอ? แม่ดูแล้วเยาน่าจะพึ่งพา
ได้อยู่นะ พวกลูกร่วมมือกันดี ๆ คลี่คลายคดีนี้ให้ได้ แล้วแม่จะเลี้ยงมื้อใหญ่
ฉลองให้”
กู้ชื่อเห็งอดไม่ได้ที่จะหลุดยำออกมา
“แม่ก็รู้แต่เรื่องกินนะครับ”
“กองทัพต้องเดินด้วยท้องนี่นา” แม่กู้บอก “เอาละ ไม่กวนแล้ว แม่
พูดอะไรเยอะไม่ได้ แต่จำคำแม่ไว้ให้ดีนะลูก ไม่ต้องกลัว เดินหน้าต่อไป”
สายถูกตัดไปแล้ว
“เป็นยังไงบ้างครับ?” เสิ่นฟานหมึงเอ่ยถามทันทีที่กู้ชื่อเห็งวาง
โทรศัพท์ลง
กู้ชื่อเห็งสูดลมหายใจลิกพลางหันไปมองเขา
“แม่บอกว่า นี่คือชะตากรรมของผมครับ”
กู้ชื่อเห็งละสายตาจากหน้าจอโทรศัพท์ที่ดับมืดลงแล้วทอดมองออก
ไปนอกหน้าต่างรถ แสงไฟจากเสาไฟฟ้าข้างทางที่สาดเข้ามาเป็นจังหวะ
สะท้อนในดวงตาของเขา ชะตากรรมที่แม่ว่านั้นฟังดูหนักอิ้งและน่าหวั่นใจ
แต่มันกลับมีความจริงบางอย่างที่เขาไม่อาจปฏิเสธได้่อนอยู่ ในเมื่อโชค
ชะตาเลือกที่จะเปิดเนตรดวงนี้ขึ้นมาในยามที่เขากำลังเผชิญกับความตาย
และปริศนา มันคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่เขาจะใช้ชีวิตเป็นเพียงหมอดู
ออนไลน์ผู้สร้างความบันเทิงไปวัน ๆ ได้อีกต่อไป
เขารู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจาง ๆ ในอก มันไม่ใช่เพียงความหวาด
กลัวเหมือนตอนอยู่ในห้องสอบสวน แต่มันคือความรู้สึกของการยอมรับใน
สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ในเมื่อเส้นทางนี้ถูกขีดเขียนมาให้เขาต้องเห็นในสิ่งที่คน
อื่นมองไม่เห็น และต้องแบกรับความจริงที่ซ่อนอยู่ใต้เงามืด เขาก็จำเป็น
ต้องก้าวเดินต่อไป แม้ว่าก้าวแรกจะเต็มไปด้วยขวากหนามและกลิ่นคาว
เลือดที่ยังติดอยู่ที่ปลายจมูกก็ตาม
เยากระชับสายเข็มขัดนีรภัยเบา ๆ ราวกับกำลังเตรียมใจให้พร้อม
สำหรับการปะทะกับพายุลูกใหญ่ที่กำลังรออยู่ข้างหน้า ลีขิตสวรรค์ที่แม่กล่าว
ถึงอาจจะเป็นคำสาปสำหรับคนอื่น แต่สำหรับเขาที่ได้เห็นเงาปริศนาเหนือ
ร่างไร้วิญญาณนั่นแล้ว การนิ่งเฉยดูจะเป็นเรื่องที่ทำใจได้ยากยิ่งกว่า ในเมื่อ
ถอยหลังกลับไปเป็นคนธรรมดาผู้มืดบอดไม่ได้ เขาก็มีแต่ต้องใช้ดวงตาที่
สามนี้จ้องมองความจริงให้ทะลุปรุโปร่ง
กู้ชื่อเห็งหันกลับมามองเส่นฟานหมึงที่ยังคงทำหน้าที่พลขับอย่าง
เคร่งยริม ความรู้สึกอุ่นใจอย่างประหลาดก่อตัวขึ้นท่ามกลางความสับสน เยา
สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อไล่ความประหม่าทิ้งไป พลางบอกกับตัวเองในใจว่าไม่
ว่าหน้าที่ที่ว่านี้จะอันตรายแค่ไหน หรือความจริงหลังเงามืดนั้นจะน่าสยด
สยองเพียงใด ตราบใดที่มีคนคนนี้อยู่ข้าง ๆ บางทีชะตากรรมที่ดูเหมือนคำ
สาปนี้ก็อาจจะไม่ใช่เรื่องเลวร้ายจนเกินไปนัก