ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 132 หมดสิ้นเยื่อใย
บทที่ 132 หมดสิ้นเยื่อใย
“ท่านแม่?!” จูซานตื่นตะลึง
เย่อวี๋หรานยกมือขึ้น บอกให้เขาไม่ต้องร้อนใจไป “ข้าอยู่กับพ่อเจ้ามานานปีขนาดนี้ พวกเจ้าก็โตกันหมดแล้ว เรื่องพวกนี้นับว่าปลงตกนานแล้ว”
จูซานกลับคิดว่ามารดาคงหมดหวังในตัวบิดาจนไม่เหลือเยื่อใยแล้ว มิเช่นนั้นคงไม่มีความคิดเช่นนี้แน่
สตรีคนใดบ้างยินดีให้สามีของตนเองรับอนุภรรยา?
ต้องเป็นเพราะอับจนหนทางหรือไม่ก็หมดสิ้นเยื่อใยแล้วแน่นอน
“ข้าไม่หวังอะไรจากพ่อเจ้าทั้งนั้น ข้ากังวลอย่างเดียวก็คือเรื่องพ่อเจ้าอาจส่งผลกระทบต่ออนาคตของพวกเจ้า”
“แน่นอน สำหรับเด็ก ๆ อย่างพวกเจ้า ข้ายังพอตัดสินใจได้ ไม่ว่าภายภาคหน้าครอบครัวเราจะมีฐานะอย่างไร ข้าก็ไม่หวังให้พวกเจ้าพี่น้องมีความคิดเช่นเดียวกับพ่อเจ้า ภรรยามีคุณธรรม สามีที่อยู่ข้างนอกจึงจะพบเภทภัยน้อยลง อยากได้ภรรยาที่มีคุณธรรม ในฐานะบุรุษไม่เพียงต้องมีความสามารถปกป้องครอบครัวได้ ขณะเดียวกันก็ต้องมอบเรือนหลังที่สะอาดผุดผ่องให้ภรรยาด้วย ไม่อย่างนั้นภรรยาต้องทุ่มเทเวลาแรงใจไปกับการรับมือเหล่าอนุภรรยาที่สามีรับเข้ามา ถ้าเป็นแบบนั้นนางก็คงจะห่างไกลจากสามีออกไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งกลายเป็นคนแปลกหน้าต่อกันในที่สุด”
จูซานเงียบขรึมลง ยิ่งฟังวาจาของมารดา จิตใจก็ยิ่งเย็นเยียบ
มารดาคาดหวังให้พวกเขามีเรือนหลังที่สะอาดผุดผ่อง ไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับสตรีที่ไม่ใช่ภรรยาเอกของตนเอง ก็หมายความว่า แท้จริงแล้วมารดาถือสาเรื่องบิดามีคนอื่นอยู่ข้างนอก
แต่เพราะตนเองทำไม่ได้จึงฝากฝังความหวังไว้กับลูกชาย
ไม่อย่างนั้น ด้วยฐานะครอบครัวของพวกเขาในตอนนี้กระทั่งตนเองยังเลี้ยงไม่ไหว เหตุใดมารดาต้องคิดล่วงหน้าไปถึงตอนที่ครอบครัวมั่งมีขึ้นมาแล้ว กลัวว่าพวกเขาจะรับอนุภรรยาเสียเล่า? ภรรยาของพวกเขาเองยังไม่ได้คิดมากเท่านี้กระมัง?
ตั้งแต่ผละมาจากเย่อวี๋หราน เห็นได้ชัดว่าจูซานอารมณ์ไม่ค่อยดีเท่าไหร่
ก่อนนี้เป็นเรื่องภรรยาของเขา ตอนนี้ยังมามีเรื่องบิดาเขาอีก เขารู้สึกเหมือนช่วงนี้ครอบครัวกำลังเผชิญคราเคราะห์อย่างไรอย่างนั้น
ไม่รู้ว่าไปล่วงเกินเทพเซียนที่ไหนเข้าจึงมักเกิดเรื่องวุ่นวายได้ตลอด
“พี่สาม ท่านแม่เรียกท่านไปทำไมหรือ?” จูอู่เห็นเขาออกมาแล้วก็เดินเข้ามาถาม
“เปล่า แค่ถามเรื่องจับปลาน่ะ” จูซานไม่ได้บอกออกมา เขากล่าวว่า “ท่านแม่กลัวว่าเจ้าทำงานสองอย่างแล้วจะเหนื่อยเกินไป”
“ข้ายุ่งอะไร? งานหนักท่านกับพี่ใหญ่เป็นคนทำแล้ว ข้าแค่ทำนั่นทำนี่เฉย ๆ”
ที่จริงแล้ว จับปลาเบากว่าทำนามาก ทุกวันแค่ไม่ลืมไปวางแหจับปลาและไปเก็บแหกลับมาก็พอ เรื่องอื่นล้วนมีคนอื่นจัดการให้
กลับมาตอนเช้าตรู่ก็นอนต่อสักรอบ หลังจากนั้นยังสามารถไปช่วยงานในนาได้อีก
ถ้ากล่าวว่าหลังจากได้ยินเรื่องราวจากเย่อวี๋หราน จูซานยังไม่เชื่ออยู่บ้าง เช่นนั้นถึงตอนที่เขาสลัดน้องสี่กับน้องห้าได้แล้ว ไปเห็นกับตาตัวเองว่าบิดาของเขาออกมาจากเรือนของแม่ม่ายฉินด้วยท่าทางกลัวว่าจะถูกคนพบ ความสงสัยสามส่วนนั้นก็เพิ่มขึ้นเป็นเก้าส่วน
ส่วนเดียวที่ขาดไป ก็คือบิดาของเขายอมรับเองกับปาก
“ท่านพ่อ”
ลูกชายคนที่สามพลันปรากฏตัวตรงหน้าทำเอาจูเหล่าโถวสะดุ้งตกใจ “ตกใจหมด เจ้าไม่มีธุระมาทำให้คนตกใจทำไม?”
“ถ้าในใจท่านไม่มีผี (พิรุธ) จะต้องกลัวอะไร?” จูซานกล่าวอย่างขุ่นเคือง
“ผีเผออะไรกัน กลางวันแสก ๆ อย่ามาพูดจาส่งเดช มีเรื่องอะไร วันนี้ไม่ไปจับนกแล้ว?” จูเหล่าโถวสงสัย ปกติเวลานี้เจ้าสามน่าจะไปจับนกบนเขาไท่ตังกับพวกน้องชายสองคนนั้นแล้วไม่ใช่หรือ?
ว่ากันตามตรง ถึงบางครั้งจะจับได้ บางครั้งจับไม่ได้ แต่นานทีได้กินนกทอดกรอบสักหลายตัว กลิ่นหอมนั้นยั่วใจไม่หยอก
“วันนี้แดดแรง อยากพักสักวัน”
จูเหล่าโถวเงยหน้ามองท้องฟ้า “อากาศดีออกนี่นา ปกติแดดแรงกว่านี้เสียอีก เจ้าก็ยังออกไปไม่ใช่เรอะ? ทำอะไรต้องทำอย่างสม่ำเสมอ ไม่อาจล้มเลิกกลางคัน ไม่อย่างนั้นก็ทำอะไรไม่สำเร็จสักอย่าง เจ้าเข้าใจไหม?”
พูดถึงตอนท้ายยังสั่งสอนจูซานอีกด้วย
จูซานฟังแล้วก็ยิ่งคับข้องใจกว่าเดิม ท่านมาพัวพันกับแม่ม่ายแล้วยังกล้ามาตำหนิข้า?
“ท่านพ่อ ท่านเพิ่งกลับมาจากที่ไหน?”
“ข้ายังจะไปไหนได้? เกี่ยวข้าวเสร็จแล้วไม่มีอะไรทำก็ออกมาเดินเล่นน่ะสิ”
“งั้นท่านไปเรือนแม่ม่ายฉินทำไม? ไปหาลูกชายนาง?”
จูเหล่าโถวหัวใจกระตุก หันไปมองจูซาน เขาว่าแล้วเชียว วันนี้เจ้าสามไม่ไปจับนก ที่แท้มาดักรอเขาอยู่ตรงนี้เอง
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร? ข้าไปคุยกับคนอื่นไม่ได้รึ?” สีหน้าของจูเหล่าโถวเปลี่ยนเป็นไม่น่ามองขึ้นมา
“ได้สิ ข้าไม่ได้พูดว่าไม่ได้เสียหน่อย แต่สามีของแม่ม่ายฉินตายไปหลายปีแล้ว ท่านไม่มีธุระก็ไปหานางที่เรือน ถ้าคนในหมู่บ้านเห็นเขาแล้วคิดว่าพวกท่านมีอะไรในกอไผ่จะทำอย่างไร?” ถึงจูซานจะไม่พอใจ แต่ก็ไม่ได้โง่เขลาจนพูดออกมาตรง ๆ เพียงกล่าวอย่างคลุมเครือว่าพฤติกรรมของบิดาตอนนี้ค่อนข้างไม่เหมาะสม
“เจ้าคิดว่าทุกคนว่างเหมือนเจ้ากันหมดอย่างนั้นรึ เป็นลูกชายแท้ ๆ ยังมาจับผิดพ่อตัวเอง?” จูเหล่าโถวฟังถึงตรงนี้ยังจะไม่เข้าใจได้อย่างไร สีหน้าเริ่มเขียวคล้ำขึ้นมา
“ข้าไม่ได้พูดคนเดียวเสียหน่อย ท่านพ่อคิดจริง ๆ หรือว่าในหมู่บ้านมีท่านว่างอยู่คนเดียว?” จูซานกล่าว “ถ้าไม่ได้ยินคนลือกัน ท่านคิดว่าข้ายังจะมาที่นี่งั้นหรือ?”
“มีคนพูด?” จูเหล่าโถวคิดว่าเป็นไปไม่ได้ ปกติเขาระวังตัวขนาดนั้นจะถูกคนเห็นเข้าได้อย่างไร?
เขาสงสัยว่าจูซาน ‘หลอกถาม’ เขามากกว่า
จูเหล่าโถวเฉไฉ “พวกเขาก็แค่ว่างไม่มีอะไรทำ ไม่ต้องไปสนใจหรอก”
“ข้าก็ไม่ได้อยากจะยุ่งหรอก แต่ท่านพ่อ ท่านคิดว่าถ้าท่านแม่รู้เรื่องนี้จะเกิดอะไรขึ้น?” จูซานถาม
“เอ่อ” จูเหล่าโถวกลัวหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์คนนั้นมาทั้งชีวิต จะอย่างไรก็มีอำนาจกดดันจิตใจอยู่บ้าง “เรื่องนี้ห้ามเอาไปพูดกับแม่เจ้า แม่เจ้าอารมณ์ร้อนแบบนั้น ถ้ารู้คงอาละวาดบ้านแตกกันพอดี”
เฮอะ! ไม่ถึงขนาดนั้นเสียหน่อย ถึงที่สุดท่านแม่ก็ยังจะให้ท่านรับอนุภรรยาอยู่เลย จูซานยิ้มเย็นในใจ คล้ายจะเข้าใจแล้วว่าเหตุใดความสัมพันธ์ของบิดามารดาถึงได้เปลี่ยนเป็นย่ำแย่ขนาดนั้นในขณะที่พวกเขาซึ่งเป็นลูกไม่ทันสังเกต
บิดากลัวมารดาขนาดนั้นยังกล้าไปพัวพันกับแม่ม่ายฉินลับหลังมารดา ไม่แน่ว่าอาจทำอะไรมากกว่านี้แล้วมารดาไปพบเข้า
ดังนั้นมารดาจึงได้ ‘หมดสิ้นเยื่อใย’ หมดหวังในตัวบิดาถึงขั้นนี้
คิดได้เช่นนี้ จูซานก็อยากจะเปิดกะโหลกของบิดาออกมาดูจริง ๆ สตรีที่ยอมลำบากกับเขามาทั้งชีวิต ทั้งยังคลอดลูกชายให้หลายคนขนาดนั้น บิดาเขาก็ยังทำเรื่องแบบนี้ออกมาได้ ไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่กันแน่?
“ท่านพ่อ ท่านกลัวแม่ข้าขนาดนั้น ทำไมท่านยังทำแบบนี้? เป็นปู่คนแล้ว ท่านคิดว่าด้วยนิสัยท่านแม่ ถ้าอาละวาดขึ้นมา พวกเราจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน?”
จูเหล่าโถวกล่าวอย่างเสียหน้า “อะไร ข้าก็แค่มาคุยกับนางอย่างบริสุทธิ์ใจ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น”
“ท่านอยากหาคนคุยด้วย ช่วยหาคนอื่นไม่ได้หรือไร? ในหมู่บ้านมีคนมากมาย ท่านไม่มีใครให้ไปคุยด้วยแล้ว? ถ้าไม่ได้จริง ๆ ไปหาอาสามหรืออาสี่ก็ได้นี่? ท่านเป็นผู้ชายวัยเท่านี้แล้ว เลี่ยงผู้คนมาคุยกับแม่ม่าย ต่อให้เป็นตอนกลางวัน ท่านคิดว่ายังจะมีคนเชื่ออยู่หรือ?”
“ทำไมจะไม่เชื่อ? ผู้ชายคุยกับผู้หญิงไม่ได้หรือไร? งั้นชั่วชีวิตผู้ชายก็ไปคุยกับผู้หญิงไม่ได้แล้วสิ” จูเหล่าโถวอับอายจนมีโทสะ เริ่มด่าคนขึ้นมา
บุรุษชาวนาไม่มีใครด่าคนไม่เป็น ต้องดูว่าจะยอมเปิดปากพูดออกมาไหมก็เท่านั้น
ขอเพียงเปิดปากพูด รับประกันได้ว่าท่านต้องไร้ถ้อยคำตอบโต้ สีหน้าปั้นยากขึ้นมาทันที
“ท่านพ่อ ท่านหยุดด่าได้แล้ว” จูซานได้ยินคำผรุสวาทที่ไม่น่าฟังของบิดาก็ยิ่งโมโหกว่าเดิม “ท่านด่าไปก็ไร้ประโยชน์ ท่านลองคิดเอาเองเถอะ ถ้าท่านได้ยินว่าอาสามกับอาสี่แอบออกไปคุยกับแม่ม่ายอยู่ข้างนอกลับหลังอาสะใภ้สามกับอาสะใภ้สี่ ทั้งยังคุยกันในที่ลับหูลับตาคน ท่านคิดว่าท่านจะเชื่อหรือว่าระหว่างพวกเขาสองคนไม่มีอะไร?”