ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 222 หลินซื่อทะเลาะกับพี่เขย
บทที่ 222 หลินซื่อทะเลาะกับพี่เขย
ครั้นได้ยินเช่นนั้น เย่อวี๋หรานก็ตำหนิเขาทันที “ความสัมพันธ์ไม่ดี? ไม่ดีอย่างไรถึงปีใหม่ก็ต้องกลับบ้าน ระหว่างพ่อลูกมีความแค้นข้ามคืนที่ไหนกัน? เจ้าไม่กลับบ้าน ไม่แน่ว่าคนที่บ้านเจ้าอาจกำลังคิดถึงเจ้าอยู่ก็ได้ เป็นห่วงว่าเจ้าสุขสบายดีหรือไม่ อยู่ข้างนอกนั่นเกิดเรื่องอะไรหรือเปล่า…”
คนเราเมื่อเป็นบิดามารดาแล้วจึงจะเข้าใจ อันใดที่เรียกว่า ‘ใจพ่อแม่ไซร้ช่างน่าเวทนาเอย’[1]
กานอี้เซียนที่น่าสงสารยังยืนนิ่งอยู่กับที่ ถูกเย่อวี๋หรานสั่งสอนจนถู่ตี้เฉินผู้สง่างามคนหนึ่งกลายเป็น ‘ลูกอกตัญญู’ ที่ไม่รู้จักคำนึงถึงหัวอกบิดามารดาเลยทีเดียว
กานอี้เซียนรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม หากแต่ก็จนใจ “จูต้าเหนียง ท่านไม่เข้าใจ ใช่ว่าข้าไม่คิดถึงใจพวกเขา แต่พวกเขาไม่คิดถึงใจข้าเลยต่างหาก ข้าเป็นลูกชายของพวกเขาก็จริง แต่ข้าก็เป็นปัจเจกชนคนหนึ่งเช่นกัน ย่อมมีความคิดของตัวเอง พวกเขากลับไม่เคยฟังเลยว่าข้าพูดอะไร พูดเองเออเอง แทบจะวางแผนชีวิตข้าทุกขั้นตอนเอาไว้หมดแล้ว…”
“สามารถเข้าใจได้ พ่อแม่ทุกคนล้วนปรารถนาให้ลูกมีชีวิตที่ดีทั้งนั้น พวกเขาก็แค่อยากมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้เจ้า ตามประสบการณ์และกำลังของพวกเขา พวกเขาคิดว่าชีวิตเช่นนั้นไม่อาจกล่าวได้ว่าสมบูรณ์แบบ แต่อย่างน้อยก็จะทำให้เจ้ามีชีวิตที่สุขสบาย ไม่ย่ำแย่จนเกินไปแน่นอน”
“แต่นั่นไม่ใช่ชีวิตที่ข้าต้องการ”
……
กานอี้เซียนรู้สึกจนปัญญาต่อใครบางคนที่พยายามเกลี้ยกล่อมเขาด้วยความปรารถนาดียิ่งนัก
สถานการณ์ของเขาต่างจากคนอื่นโดยสิ้นเชิง เขาจะอธิบายให้อีกฝ่ายเข้าใจได้อย่างไรว่า ‘บิดามารดาเซียน’ ของเขาเผด็จการเพียงไหน?
สุดท้ายก็ไม่มีฝ่ายไหนเกลี้ยกล่อมกันได้สำเร็จ
เย่อวี๋หรานพอจะเข้าใจได้ ตอนเป็นหนุ่มสาวใครบ้างไม่เคยอยากออกไปเผชิญโลกกว้าง คิดว่าตนเองสามารถทำได้ทุกอย่าง? หากน่าเสียดาย สุดท้ายความจริงมักจะเลือดเย็นเช่นนี้เอง จนถึงที่สุดแล้วแม้แต่เสื้อผ้าอาหารก็ยังกลายเป็นปัญหา ได้แต่กลับบ้านยอมทำตามแผนการของบิดามารดาด้วยจิตใจหดหู่
แม้นางจะรู้สึกว่ากานอี้เซียนเปล่งประกายไม่น้อย แต่พูดจากใจจริงแล้ว นางไม่ค่อยเชื่อมั่นในตัวหนุ่มน้อยที่เท้าไม่ติดพื้นผู้นี้เท่าใดนัก
นางตบไหล่อีกฝ่าย ขณะกำลังจะพูดอะไรก็พลันได้ยินเสียงคนร้องว่า “ท่านแม่ แย่แล้วเจ้าค่ะ เกิดเรื่องแล้ว”
เย่อวี๋หรานหันกลับไปก็เห็นหลี่ซื่อที่กำลังหอบหายใจแรง
“เกิดอะไรขึ้น?”
“แฮ่ก ๆๆ…ท่านแม่ เหลียนฮวาเจ้าค่ะ เหลียนฮวาวิวาทกับพี่เขยของนางแล้ว”
เย่อวี๋หรานงงงัน “พี่เขย?”
ยามนั้นนางไม่ทันสังเกตว่า เมื่อหลี่ซื่อมาถึง กานอี้เซียนที่อยู่ข้างกายนางก็หายตัวไป หลี่ซื่อจึงมองไม่เห็นเขา
“ก็คือสามีของพี่สาวเหลียนฮวาอย่างไรเจ้าคะ ชื่อหลิวต้าซุ่น” หลี่ซื่อรีบร้อนอธิบาย
ที่แท้ ตอนที่พวกนางกำลังดูเกี้ยวบุปผากันอยู่ดี ๆ หลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ยพลันเห็นหลิวต้าซุ่นท่ามกลางฝูงชน
พวกนางนึกว่าพี่สาวก็อยู่ด้วย วิ่งเข้าไปทักทายอย่างดีอกดีใจ แต่กลับพบว่าข้างกายหลิวต้าซุ่นคือสตรีแปลกหน้าผู้หนึ่ง
ถ้าเรื่องราวมีเท่านี้ก็ไม่เป็นไรหรอก แต่ทั้งคู่กลับดูสนิทสนมกันยิ่งนัก
“เหลียนฮวาโมโหแทนพี่สาวจนพุ่งเข้าไปตบผู้หญิงคนนั้น จึงทะเลาะกับหลิวต้าซุ่น…”
ครั้นได้ยินว่าเป็นเรื่องของหลินต้าเม่ย เย่อวี๋หรานก็ปวดศีรษะตุบ ๆ
ครึ่งเดือนก่อน หลินหมู่เสียชีวิตโดยไม่คาดคิด หลินต้าเม่ยไม่ได้มาร่วมงานวันฝังศพหลินหมู่ กลับมาก็อาละวาดไปยกหนึ่ง
ก่อนหน้านี้นางไม่เคยพบหลินต้าเม่ย แต่แค่เรื่องคราวนั้นนางก็ไม่ค่อยชอบสตรีผู้นี้แล้ว ถ้านางเก่งกาจจริงก็คงจะอยู่ต่อรบเร้าถามจนถึงที่สุด แต่กลายเป็นว่าหลินต้าเม่ยโวยวายไปรอบเดียว หลังจากนั้นก็หนีหายไปแล้ว
เรื่องราวหลังจากนั้นก็ไม่กระจ่างแล้ว นี่มันเรื่องอะไรกัน?
เย่อวี๋หรานตามหลี่ซื่อไปถึงสถานที่เกิดเหตุ
หลินซื่อตบตีกับสตรีผู้หนึ่งอุตลุต อีกฝ่ายอายุมากกว่านาง ดุร้ายยิ่งนัก หลินซื่อไม่ใช่คู่ต่อสู้ของนาง
หลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ยเห็นว่าพี่รองเสียเปรียบก็อยากเข้าไปช่วย แต่แม่นางน้อยที่ยังไม่ออกเรือนสองคน ทั้งยังเป็นเด็กสาวอายุราวสิบขวบยังจะช่วยอะไรได้ ก็แค่ทำให้วุ่นวายกว่าเดิม
“เจ้ากล้าตีข้า?! ข้าจะเอาเลือดหัวเจ้า!”
“หญิงสารเลว กล้ามาล่อลวงพี่เขยข้า ข้าจะฆ่าเจ้า”
……
อีกฝั่ง จูอู่กับพวกพี่ชายช่วยกันจับหลิวต้าซุ่นเอาไว้ ทำให้เขาไม่อาจตอบโต้
“ปล่อยโว้ย! พวกเจ้าปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ!” หลิวต้าซุ่นตวาดกร้าว ด่าทอว่าคนสกุลจูเป็นหมาหมู่ อาศัยพวกมากรังแกคนอื่น
ใบหน้าของจูอู่ถูกข่วนเป็นรอยแผล เขาจึงเตะร่างหลิวต้าซุ่นอย่างโมโห “หุบปากไปเลย ผายลมอะไรของเจ้า ตอนเจ้าตีข้า ทำไมไม่พูดว่าตัวเองหน้าไม่อาย แก่แล้วยังมาตีเด็ก?”
เทียบกับหลิวต้าซุ่นที่อายุสามสิบต้น ๆ จูอู่ที่อายุสิบกว่าปีนับว่าเด็กกว่ามาก
เขาด่าหลิวต้าซุ่นว่า ‘คนแก่ตีเด็ก’ ก็ไม่ได้ด่าผิดไปเลย
“ทำอะไรน่ะ?! หยุดมือให้ข้าเดี๋ยวนี้นะ!” เย่อวี๋หรานแหกปากร้องเสียงดัง แต่ความเคลื่อนไหวหาได้หยุดชะงัก นางเก็บท่อนไม้ขึ้นมาได้อันหนึ่งก็ฟาดไปทางสตรีที่กำลังตบตีอยู่กับหลินซื่อ
นางไม่ได้ตีบริเวณอื่น เพียงเล็งตำแหน่งต้นขา น่องขา และแขน ตีเฉพาะส่วนที่ตีแล้วเจ็บเท่านั้น
ตีไปพลางแผดเสียงว่า “ไม่รักชีวิตแล้วหรือถึงกล้ามาตีลูกสะใภ้ข้า คิดว่า ‘หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์’ ชื่อนี้เรียกกันเล่น ๆ เรอะ? หญิงป่าเถื่อนอย่างเจ้ามาจากที่ไหนกัน กล้าตีสะใภ้บ้านข้า แม่จะฟาดให้!”
ส่วนพวกจูอู่ที่พิชิตไว้ได้แล้วคนหนึ่งนั้นนางไม่ได้สนใจ
ตลกแล้ว ถ้านางไม่ปกป้องคนในครอบครัวตัวเอง ยังต้องรอให้หลินซื่อถูกคนตบตีต่อไปหรือไร?
หลิ่วซื่อกับหลิวซื่อสองคนนั้นก็ใช้การไม่ได้ เอาแต่ยืนแหกปากร้องอยู่ข้าง ๆ ไม่รู้จักเข้ามาช่วย
เมื่อเย่อวี๋หรานทำเช่นนี้ สตรีผู้นั้นก็เจ็บจนร้องไห้โฮ ได้แต่ร่ำร้องด่าทอพลางหลบไปหลบมา
แม้จะเป็นเช่นนี้ก็ยังถูกตีไปหลายไม้
หลินซื่อ หลินซานเม่ย และหลินซื่อเม่ยก็นับว่าสลัดหลุดมาได้แล้ว
หลินซื่อผู้น่าสงสาร ตอนออกมายังสวมชุดใหม่ มีดอกไม้ผ้าประดับผม แต่ชั่วเวลาแค่ประเดี๋ยวเดียว สิ่งของบนศีรษะก็หายไปแล้ว ผมที่รวบเอาไว้ก็หลุดลุ่ย ราวกับสตรีวิปลาสอย่างไรอย่างนั้น
น้องสาวทั้งสองคนก็ไม่ได้ดีกว่ากันเท่าไหร่ ผมเผ้าถูกกระชากจนกระเซอะกระเซิง มีสภาพแบบคนที่ถูกรังแกมาอย่างหนักหน่วงเช่นกัน
เย่อวี๋หรานครุ่นคิด “…”
หมายความว่าสตรีในครอบครัวนี้ นอกจากนางแล้ว ไม่มีใครต่อยตีเป็นเลยงั้นหรือ?
“เจ้าเป็นใคร ทำไมมาตีข้า?” สตรีผู้นั้นหนีไปหลบในมุมปลอดภัยได้แล้วก็ถลึงตามองเย่อวี๋หรานอย่างขุ่นแค้น
“ข้าเป็นใคร? ข้าเป็นเมียของจูฮ่าวชี่แห่งหมู่บ้านสกุลจู ผู้อื่นเรียกว่า ‘จูต้าเหนียง’ อะไรกัน เจ้าเป็นใครก็ไม่รู้มารังแกสะใภ้ห้าบ้านข้า ข้าจะแก้แค้นแทนนางก็ไม่ได้? ใต้หล้านี้มีเรื่องเช่นนี้ที่ใดกัน? ถ้ามีละก็ ข้าขอบอกไว้ตรงนี้ ใครกล้าแตะต้องลูกสะใภ้ข้าแม้ปลายเส้นผม ข้าก็จะทำให้คนผู้นั้นไม่อาจอยู่อย่างสงบ” เย่อวี๋หรานมีสีหน้าเย็นชา ลั่นวาจาออกมาโดยไม่สนใจว่ารอบข้างมีคนดูอยู่หรือไม่ ก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้นข้าไม่รู้ แต่ข้าเห็นกับตาว่าเจ้ารังแกลูกสะใภ้ข้า ข้าก็มาเพื่อแก้แค้นให้ลูกสะใภ้น่ะสิ
สตรีผู้นั้นสูดลมหายใจอันหนาวเหน็บ “หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์?!”
“ถูกต้อง ข้าเอง”
เมื่อรู้แล้วว่าคนตรงหน้าเป็นใคร สตรีที่ก่อนหน้านี้ยังเดือดจัดก็พลันใจฝ่อ ความมั่นใจหายไปในทันควัน “จู…จูต้าเหนียง ทำไมท่านถึงอยู่ที่นี่?”
[1] ‘ใจพ่อแม่ไซร้ช่างน่าเวทนาเอย’ 可怜天下父母心 เป็นวรรคทองจากกลอนของซูสีไทเฮา (ค.ศ.1835 – ค.ศ.1908) หมายถึง คนเป็นพ่อแม่มักคิดเพื่อลูกทุกอย่าง ต่อให้ลูกไม่เข้าใจหรือเข้าใจผิดไปก็ยังเอาใจใส่ดูแลลูกดุจเดิม ตอนวันเกิดอายุครบหกสิบปีของมารดา ซูสีไทเฮาไม่สามารถไปร่วมงานได้ จึงส่งของขวัญและแต่งกลอนส่งไปให้แทน ความว่า 世间爹妈情最真,泪血溶入儿女身。殚竭心力终为子,可怜天下父母心!หมายถึง “ความรักพ่อแม่แสนพิสุทธิ์ ฝากโลหิตหลั่งไหลในกายบุตร ทุ่มเทเหนื่อยยากเพื่อแก้วตาดวงใจ ใจพ่อแม่ไซร้ช่างน่าเวทนาเอย!”