ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 232 อาจารย์ผู้ถูกทำให้ตื่นตะลึง
บทที่ 232 อาจารย์ผู้ถูกทำให้ตื่นตะลึง
ด้านข้างกันนั้น เย่อวี๋หรานอธิบายให้เสินต้าเหนียงฟังเสียงเบา “ข้าเคยสอนการคำนวณให้พวกเขามาก่อนก็จริง แต่เพราะข้าได้เรียนรู้มาไม่มาก ด้านนี้ข้าเองก็ไม่ค่อยถนัดเท่าไหร่”
นางไม่ใคร่สันทัดรูปแบบการตั้งโจทย์ของคนสมัยโบราณ นางไม่ถนัดภาษาหนังสือของสมัยโบราณนี่นา
ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าก็ไม่แน่ว่าจะฟังเข้าใจ ภาษาหนังสือที่เรียบง่ายหน่อยพวกเขาพอจะวิเคราะห์ออกมาได้ แต่ถ้าซับซ้อนกว่านี้ก็ไม่เข้าใจแล้ว จำเป็นต้องให้อาจารย์เสินอธิบาย
ดังนั้นหลังจากอาจารย์เสินออกข้อสอบไปหลายข้อก็ตระหนักได้ว่า พวกเขาโดดเด่นด้านการคำนวณก็จริง แต่อ่านโจทย์ไม่เข้าใจก็ไร้ประโยชน์
แต่อาจารย์เสินก็ไม่โทษอีกฝ่ายที่อ่านไม่เข้าใจ ก่อนหน้านี้เพียงได้ท่องตำรา เรียนตัวอักษรง่าย ๆ และฝึกคำนวณพื้นฐานมาก่อนเท่านั้น เรื่องอื่นไม่มีใครสอน พวกเขาคงไม่อาจเรียนรู้จากความว่างเปล่า สำนึกรู้ได้ด้วยตนเองหรอกกระมัง
ไม่มีทางเลือก เขาได้แต่ใช้ภาษาพูดที่อีกฝ่ายฟังเข้าใจ “สมมติว่าต้นข้าวระดับบนสามมัด ต้นข้าวระดับกลางสองมัด ต้นข้าวระดับล่างหนึ่งมัด สามารถนวดข้าวเปลือกออกมาได้สามสิบเก้าโต่ว ต้นข้าวระดับบนสองมัด ต้นข้าวระดับกลางสามมัด ต้นข้าวระดับล่างหนึ่งมัด สามารถนวดข้าวเปลือกออกมาได้สามสิบสี่โต่ว ต้นข้าวระดับบนหนึ่งมัด ต้นข้าวระดับกลางสองมัด ต้นข้าวระดับล่างสามมัด สามารถนวดข้าวเปลือกออกมาได้ยี่สิบหกโต่ว ต้นข้าวระดับบน ระดับกลาง ระดับล่าง แต่ละชนิดสามารถนวดข้าวเปลือกออกมาได้มัดละกี่โต่ว?”
ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าที่ฟังเข้าใจแล้วก็รีบเขียนสมการออกมาและเริ่มคำนวณทันที
“อาเล็ก ท่านไม่ต้องคำนวณ ให้พวกข้าคำนวณนะขอรับ”
“ใช่ ๆๆ ถ้าท่านคำนวณก็ไม่มีงานของพวกข้าแล้วน่ะสิ”
“โจทย์นี่เอาไว้ทดสอบพวกข้านะ”
……
“อาจารย์ คำนวณออกมาได้แล้วขอรับ ต้นข้าวระดับบนหนึ่งมัดนวดออกมาได้เก้าเศษหนึ่งส่วนสี่โต่ว ต้นข้าวระดับกลางนวดออกมาได้สี่เศษหนึ่งส่วนสี่โต่ว ต้นข้าวระดับล่างนวดออกมาได้สองเศษสามส่วนสี่โต่ว” หลังตรวจสอบคำตอบกับจูชีอีกครั้ง ต้าเป่าก็ตอบเสียงดังฟังชัด
เห็นพวกเขาถกอภิปรายกันแล้วแก้โจทย์ออกมาข้อแล้วข้อเล่า อาจารย์เสินก็รู้สึกตะลึงพรึงเพริด
เพราะคำถามบางข้อ เขาเองยังต้องใช้เวลาไม่น้อยถึงจะคำนวณคำตอบออกมาได้ แต่ทั้งสามคนตรงหน้ากลับแก้โจทย์ได้ในเวลาเพียงครู่เดียว?!
เขายังเกรงว่าอีกฝ่ายจะคำนวณผิด จึงบอกให้ลูกสาวไปหยิบเศษกระดาษมาจากในห้องหนังสือแล้วเทียบคำตอบ แต่อะไรที่ถูกต้องอยู่แล้วก็ยังคงถูกต้องอยู่วันยันค่ำ ไม่อาจผิดไปได้
“พวกเจ้าคำนวณออกมาได้อย่างไร?”
ต้าเป่าและเอ้อร์เป่ากะพริบตาอย่างไร้เดียงสา “คำนวณออกมาเช่นนี้ขอรับ สมมติให้ข้าวเปลือกที่ได้จากการนวดมัดต้นข้าวระดับบนเป็น X ข้าวเปลือกที่ได้จากการนวดมัดต้นข้าวระดับกลางเป็น Y และข้าวเปลือกที่ได้จากการนวดมัดต้นข้าวระดับล่างเป็น Z แบบนี้ก็จะได้สามสมการ”
“ได้แก่ 3X+2Y+Z=39, 2X+3Y+Z=34, X+2Y+3Z=26 เสร็จแล้วก็เอาไปคำนวณต่อ”
แม้อาจารย์เสินจะไม่เข้าใจว่า X, Y, Z คืออะไร แต่ฟังพวกเขาอธิบายก็เข้าใจได้ คงเป็นคำที่ใช้แทนเจี่ย อี่ ปิ่ง ที่ยังไม่ทราบค่ากระมัง[1] ทว่าวิธีเขียนเช่นนี้ง่ายกว่าการเขียนเจี่ย อี่ ปิ่ง
อาจารย์เสินชะงัก “…”
แน่ใจหรือว่าเป็นดังที่พวกเขาว่าไว้ “อาจารย์ ท่านอย่าสอบยากเกินไปนะขอรับ พวกข้าแค่เคยเรียนแบบง่าย ๆ มาเท่านั้น”
ถ้านี่ว่าง่ายแล้ว ปีนั้นเขากับสหายร่วมสำนักผู้นั้นมาทางไหนก็ควรกลับไปทางนั้น ไม่ต้องสอบแล้ว
ยิ่งเป็นเช่นนี้ อาจารย์เสินก็ยิ่งชมชอบต้าเป่ากับเอ้อร์เป่า
แต่สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกเสียดายก็คือ อีกฝ่ายยืนยันว่าตนเองเป็น ‘ผู้ติดตาม’ เท่านั้น คนที่มาเรียนก็คือ ‘อาเล็ก’ ของพวกเขา
เมื่อเงยหน้ามองดวงตาใสกระจ่างของจูชีที่มองมาทางเขาราวกับเด็กน้อย อาจารย์เสินก็ไม่อาจกล่าวคำพูดในใจออกมาได้
ทำอย่างไรได้ ผู้ใดให้จูชีเป็นคนสมองทึ่ม ไม่อาจใช้สมอง แม้แต่วิเคราะห์โจทย์ก็ยังทำไม่เป็น ได้แต่ ‘ท่องจำถ่ายเดียว’
‘ท่อง’ ได้อย่างเดียวแล้วจะมีประโยชน์อันใด การสอบเคอจวี่ไม่ได้วัดกันที่ท่องจำเสียหน่อย
“จูต้าเหนียง ข้าคิดว่าท่านควรส่งเด็กสองคนนี้มาเรียนมากกว่า ไม่ว่าคนไหนก็มีอนาคตยาวไกลกว่าจูชีทั้งนั้น” อาจารย์เสินถึงขั้นออกปากว่า ขอเพียงนางสมัครใจส่งเด็กน้อยทั้งสองมาเรียน เขาสามารถลดค่าเล่าเรียนให้ได้ครึ่งหนึ่ง
หมายความว่าเก็บค่าเล่าเรียนคนเดียว แต่มาเรียนด้วยกันสองคน
ล้อเล่นกันหรือ ถ้าพลาดเด็กน้อยที่มีแววเช่นนี้ไป เมื่อใดเขาจึงจะบ่มเพาะซิ่วไฉสักคนออกมาได้?
ขอเพียงต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าตั้งใจศึกษาเล่าเรียน ด้วยพรสวรรค์ของพวกเขาในตอนนี้ วันหน้าต้องสอบเป็นซิ่วไฉได้แน่นอน
เขาเองเพียงหยุดอยู่ที่ซิ่วไฉ ไม่แน่ว่าพวกเขาสองคนอาจก้าวหน้าไปได้อีกขั้น ทำให้ความฝันที่จะได้เป็นจวี่เหรินของเขากลายเป็นจริง[2]
แม้จะเป็นเสินกวงจี้ลูกชายของเขา อาจารย์เสินก็ไม่เคยสัมผัสได้ถึงความหวังอันแรงกล้าเช่นนี้มาก่อน
“อาจารย์เสิน ข้าเข้าใจความปรารถนาดีของท่าน แต่พวกข้าเจรจากันมาแล้ว คราวนี้จะส่งเพียงเจ้าเจ็ดเรียนหนังสือ” เย่อวี๋หรานอดยิ้มออกมาไม่ได้ นางรู้ว่าต้าเป่าและเอ้อร์เป่าเฉลียวฉลาด แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม
ถ้าจูชีพลาดโอกาสนี้ไป วันหน้ายากนักที่จูชีจะมีโอกาสที่ดีเช่นนี้อีก
“แล้วพวกเขาสองคนเล่า?” อาจารย์เสินร้อนใจ ท่านไม่ส่งเด็กน้อยที่ฉลาดเฉลียวมา แต่กลับส่งคนสมองทึ่มมาเนี่ยนะ?
เสินต้าเหนียงโบกมือให้อาจารย์เสินนั่งลง “เจ้าร้อนใจทำไม? ผู้อื่นเพียงอยากส่งจูชีเรียนหนังสือ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ให้ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าเรียนด้วยกันเสียหน่อย”
แล้วจึงหันกลับมาถามเย่อวี๋หราน “ใช่หรือไม่ จูต้าเหนียง? ตอนนั้นเจ้าพูดว่าเจ้าส่งเจ้าเจ็ดบ้านเจ้ามาเรียนหนังสือก็เพื่อให้เขากลับไปสอนพวกเด็ก ๆ มิใช่หรือ?”
“ใช่แล้ว” เย่อวี๋หรานยิ้มพราย “ก่อนหน้านี้ข้ายังพูดอีกด้วยว่า ข้าส่งเจ้าเจ็ดมาเรียนก็เพราะเขาความจำดี ผ่านตาไม่ลืมเลือน เขาจะต้องจำสิ่งที่อาจารย์สอนได้แน่นอน พอกลับไปค่อยสอนให้พวกหลาน ๆ กล่าวได้ว่าข้าส่งเจ้าเจ็ดมาเรียนเพียงคนเดียวก็สามารถประหยัดค่าเล่าเรียนของพวกเด็ก ๆ ได้หลายคน”
“ข้ามีลูกชายเจ็ดคน ตอนนี้มีลูกชายสองคนที่มีลูก แต่ก็มีหลานชายสี่คนเข้าไปแล้ว รอจนลูกชายคนอื่น ๆ มีลูกกันหมด ข้าเองก็ไม่รู้ว่าถึงตอนนั้นจะมีหลานสักกี่คน”
“อาจารย์กล่าวว่าต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าอนาคตไกล แต่ถ้ามีอนาคตไกลแล้ว พวกเขาทั้งคู่ยังจะมีเวลามาสอนเด็กคนอื่น ๆ ในครอบครัวอีกหรือ?”
“พวกเขาไม่มีเวลา แต่เจ้าเจ็ดต้องมีเวลาแน่นอน”
……
อาจารย์เสินจึงนึกขึ้นได้ว่าผู้ที่มาทดสอบในตอนแรกคือใคร
เขาฉวยบันทึกการเดินทางขึ้นมา สุ่มเปิดหน้าหนึ่งแล้วอ่านให้จูชีฟัง จากนั้นค่อยให้จูชี ‘ท่องซ้ำ’
เมื่อทดสอบแล้ว อาจารย์เสินค่อยพบว่าที่แท้จูต้าเหนียงหาได้โกหก
ไม่ว่าเขาจะอ่านจากบนลงล่าง อ่านจากล่างขึ้นบน หรือถามหลังอ่านไปสักพักแล้ว จูชีล้วนท่องซ้ำได้โดยไม่ผิดไปแม้แต่คำเดียว
จูชีอาจไม่ใช่ลูกศิษย์ที่สมบูรณ์แบบ แต่ถ้าได้พบอาจารย์ที่ดี เขาก็สามารถเป็น ‘สะพาน’ อันสมบูรณ์แบบได้ ส่งต่อสิ่งที่ท่องมาแล้วให้อีกคนได้โดยไม่ตกหล่น
จวบจนยามนี้อาจารย์เสินค่อยนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ จูชีเป็นคนสอนต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ามากับมือนี่นา
ดังนั้นแม้ว่าจูชีจะเป็นคนทึ่มเพียงใดในสายตาเขา แต่สำหรับเด็ก ๆ แล้ว เขาก็คือ ‘อาจารย์ที่ดี’ คือคนที่เกิดมาเพื่อเป็นอาจารย์โดยแท้
“จูต้าเหนียง ข้ารับลูกศิษย์คนนี้” อาจารย์เสินตัดสินใจ
รับจูชีมาคนเดียว ต่างจากรับลูกศิษย์ทั้งโขยงตรงไหน?
เรื่องนี้ไม่เปลืองแรง เพียงให้เขานั่งฟังอยู่ข้าง ๆ ก็พอ พูดอะไรล้วนจำได้หมด
“เช่นนั้นต่อไปคงต้องรบกวนอาจารย์เสินแล้ว” เย่อวี๋หรานลุกขึ้นมา พาจูชี ต้าเป่า และเอ้อร์เป่าค้อมคำนับให้เขาด้วยความจริงใจ
นางรู้สึกขอบคุณอีกฝ่ายยิ่งนัก รู้ทั้งรู้ว่าจูชีเป็นคนสมองทึ่ม แต่ก็ยังยินดีรับเขาเอาไว้
แม้ว่าจูชีจะเป็น ‘ผู้มีพรสวรรค์น่าอัศจรรย์ใจ’ ในสายตานาง แต่ในสายตาของคนอื่น คนทึ่มก็ยังเป็นคนทึ่ม
ตราบใดที่จูชีถูกคนตัดสินว่าเป็น ‘คนสมองทึ่ม’ เขาก็ไร้หนทางให้ก้าวเดิน
[1] เจี่ย (甲) อี่ (乙) ปิ่ง (丙) เทียบเท่าได้กับ ก ข ค ในภาษาไทย หรือ A, B, C (หรือ X, Y, Z) ในภาษาอังกฤษ ใช้แทนลำดับ ค่าที่ไม่รู้หรือสิ่งสมมติ มีที่มาจากแผนภูมิสวรรค์ของจีน
[2] สมัยราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง บัณฑิตจีนจะไต่เต้าการสอบรับราชการเป็นขุนนางไปทีละขั้น ได้แก่ ถงเซิง ซิ่วไฉ จวี่เหริน (ผู้สอบผ่านระดับมณฑล) ก้งซื่อ จิ้นซื่อ โดยจิ้นซื่อคือผู้สอบผ่านรอบหน้าพระที่นั่ง จิ้นซื่อที่สอบได้สามอันดับแรกจะเรียกว่า จ้วงหยวน ปั๋งเหยี่ยน และทั่นฮวา