ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 256 มารดาของต้าซุ่นมีพรสวรรค์
บทที่ 256 มารดาของต้าซุ่นมีพรสวรรค์
ไม่อาจทราบได้ว่าเป็นเพราะผลกระทบทางจิตใจหรือไม่ ครั้นหลิวต้าซุ่นถูกนางมองเช่นนั้นก็ถึงกับใจเต้นแรง
“อา! พามาแล้วก็พาเข้ามาเถอะ พอดีเลย จะได้ถามจูต้าเหนียงดูว่านางจะจัดการเรื่องนี้เช่นไร” เจ้าหน้าที่เผยใบหน้ายิ้มแย้มและหันไปมองทางเย่อวี๋หราน “เจ้าเห็นว่าเรื่องนี้…”
เย่อวี๋หรานเตรียมตัวเตรียมใจไว้แล้ว เมื่อนางมาถึงหมู่บ้านสกุลหลิว ไม่ว่าจะคาดเดาแผนการของคนที่อยู่เบื้องหลังถูกต้องหรือไม่ เรื่องนี้นางก็ต้องออกมาเผชิญหน้าอยู่ดี
อา…แต่เดิมข้าไม่ได้ตั้งใจจะก่อปัญหา แต่ปัญหากลับมาหาถึงที่เช่นนี้ นางจะไปทำอะไรได้อีกเล่า?
“ได้จังหวะพอดี ข้าก็อยากจะถามเสียหน่อยว่าสรุปแล้วเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับสกุลของพวกเจ้ากันแน่ ตอนกลางวันแสก ๆ พวกเจ้ายังกล้าลักพาตัวลูกชายและลูกสะใภ้ของข้า มันอะไรกัน นี่รังแกคนสกุลจูของข้าโดยไม่ไว้หน้ากันเลยหรือ?”
หลิวต้าซุ่นใจฝ่อ ครั้นถูกสายตาอีกฝ่ายจ้องมองมาก็ถึงกับทำให้หนังศีรษะชาหนึบ จำต้องพูดออกมาว่า “จูต้าเหนียง ท่านเข้าใจผิดแล้ว พวกเราหาได้มีเจตนาจะทำร้ายลูกชายและลูกสะใภ้ของท่าน ที่สำคัญคือพวกเขา…เป็นพวกเขาที่เข้ามาสอดเรื่องครอบครัวของพวกเรา ข้าใจร้อนไปชั่วขณะจึงเชิญพวกเขามาเป็นแขกของสกุลข้า”
“ใช่ แค่เชิญมาเป็นแขกเท่านั้น”
“หากไม่เชื่อ จูต้าเหนียงก็ลองดูที่พวกเขาสิ พวกเขาไม่มีบาดแผลตามตัวเลยแม้แต่น้อย หากไม่ใช่เพราะเป็นแขก คนจะมีสภาพดีเช่นนี้หรือ?”
เพราะเขากลัวที่จะลงมือ หากมีเรื่องกระทบกระทั่งกัน ครอบครัวของพวกเขาไม่ใช่ว่าจะต้องต่อกรกับหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์หรือ?
ในยามนี้หลิวต้าซุ่นไม่ได้พอใจนัก ยังดีที่เขายั้งมือทำเพียงแค่ ‘มัด’ คนไว้โดยที่ไม่ได้ทำอะไรสักนิด
ไม่เช่นนั้นเรื่องนี้คงจะพูดยากกว่านี้
“ความหมายของเจ้าคือ สกุลของพวกเจ้าเชิญคนไปเป็นแขกด้วยการจับมัดไว้หรือ? แล้วยังจับไปมัดไว้ที่เล้าหมูอีกด้วยน่ะหรือ? เรื่องนั้นก็ได้ งั้นให้คนมัดเจ้าไว้ในเล้าหมูสักสามวันสามคืนดู” น้ำเสียงของเย่อวี๋หรานฉายแววจริงจัง ไม่เหมือนพูดเล่นแม้แต่น้อย
“หา?!” หลิวต้าซุ่นตกใจ “จะ จะ จะ…จะต้องมัดจริง ๆ หรือ?”
“ทำไมเล่า เจ้าคิดว่าข้าพูดเล่นหรือ? ทีเจ้ายังมัดลูกชายกับลูกสะใภ้ของข้า ปล่อยให้พวกเขาอยู่ในเล้าหมูได้ แล้วทำไมเจ้าจะไปอยู่บ้างไม่ได้เล่า?”
หลิวต้าซุ่นไม่กล้าปฏิเสธ และยังไม่กล้าพูดถึงเหตุผลแท้จริงที่เขาจับจูอู่และหลินซื่อมัดไว้เช่นกัน
เย่อวี๋หรานส่งเรื่องนี้ไปให้เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสจัดการโดยตรง
นางกล่าวว่า “อย่างไรพวกเขาก็เป็นคนจากหมู่บ้านสกุลหลิวของพวกท่าน หมู่บ้านสกุลหลิวจะจัดการอย่างไร คนนอกอย่างข้าจะสอดมือเข้ามาคงไม่ดี แต่เพราะพวกเขา ‘เชิญ’ ลูกชายและลูกสะใภ้ของข้าไปเป็นแขกในเล้าหมู เช่นนั้นพวกเขาคงหมายความว่าจะอยู่ในเล้าหมูสักสามวันก็ไม่เลว จะกินดื่มหรืออะไรก็ทำในนั้นทั้งหมดเสีย”
“ถึงยามนั้นข้าจะให้เจ้าสี่ของบ้านข้ามาตรวจดูเสียหน่อย”
“ที่เหลือก็ไม่มีอะไรแล้ว เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสเชิญจัดการกันเองเถิด”
จบคำพูดรวบรัดนั้น เย่อวี๋หรานก็ส่งต่อเรื่องทั้งหมดกลับไปให้เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสอย่างคาดไม่ถึง
หลินซื่อเองก็ยังตกตะลึง
ครั้งนี้ท่านแม่จัดการเบาเกินไปหรือไม่?
ไม่ทันที่นางจะได้พูด จูอู่ก็บิดแขนอีกข้างของนางเล็กน้อยให้นางหุบปาก
หลินซื่อไม่พอใจ จ้องมองไปยังเขาทันที
จูอู่ทำท่าทางเหมือนจะตบอีกฝ่าย
หลินซื่อจึงหดคอไม่กล้าส่งเสียง
เมื่อครู่นี้ต่อให้นาง ‘ถกเถียง’ กับแม่สามีไปก็เปล่าประโยชน์ ยามนี้จูอู่จะกล้าตีนางต่อหน้าแม่สามี แน่นอนว่านางยิ่งไม่กล้าพูด
“นี่…นี่จะไม่เป็นไรรึ?” เจ้าหน้าที่รีบพูด “จูต้าเหนียง สกุลพวกเขากับสกุลของพวกเจ้ามีความสัมพันธ์ต่อกัน…”
ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบ เย่อวี๋หรานก็ขัดขึ้นมาเสียก่อนว่า “เจ้าหน้าที่หลิว สองเรื่องนี้แตกต่างกัน ไม่ใช่ว่าเพราะสกุลของพวกเขากับสกุลของพวกข้ามีความสัมพันธ์ต่อกัน ผู้หญิงสกุลเขาแต่งเข้ามาเป็นคนสกุลข้าแล้วจะให้ปล่อยสกุลของพวกเขาไปหรือ? ยามที่พวกเขาลักพาตัวลูกชายข้าไปล้วนไม่เห็นแก่ความสัมพันธ์ที่มีต่อกัน แล้วจะให้ข้าเห็นแก่ความสัมพันธ์ของสกุลแล้วปล่อยพวกเขาไปเช่นนั้นหรือ?”
“ไม่ใช่…”
ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น!
เจ้าหน้าที่ร้อนใจขึ้นมา “จูต้าเหนียง สกุลของพวกเขาต้องการจะให้หลินต้าเม่ยลดฐานะจากเมียเอกไปเป็นเมียรอง แล้วให้หม่าซานเหนียงแต่งเข้า ไม่ว่าหมู่บ้านไหนนี่ก็เป็นเรื่องอื้อฉาวทั้งนั้น นี่ยังไม่นับว่าคนที่พวกเขาลดสถานะลงเป็นพี่สาวของลูกสะใภ้ของเจ้าอีก หากเรื่องนี้แพร่ออกไปต้องไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่”
“คือเช่นนี้ คนอื่นแต่งเข้าเป็นเมียรอง ส่วนบ้านเจ้าแต่งเข้าไปเป็นเมียเอก” ผู้อาวุโสรีบพูดอยู่ข้าง ๆ “แม้ว่าขาพวกเราจะเปื้อนโคลน ไม่พูดถึงเรื่องนี้ แต่เมียเอกก็คือเมียเอก ลูกสะใภ้ที่ทำตามหลักสามแม่สื่อหกพิธีการ[1]แล้ว จะกลายมาเป็นเมียรองได้อย่างไร?”
เย่อวี๋หรานเลิกคิ้ว คล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “เช่นนั้นแล้วพวกท่านจะจัดการอย่างไรเล่า?”
“พวกเรา…” เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสตัวแข็งทื่อ
ถ้าพวกเขารู้ว่าต้องจัดการอย่างไร แล้วจะ ‘เชิญ’ นางมาหรือ?
แม่ของหลิวต้าซุ่นกลัวเย่อวี๋หราน แต่ไม่กลัวเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสในหมู่บ้านของตัวเอง ทันทีที่ได้ยินเรื่องนี้และไม่เข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้นก็ด่าสาดเสียเทเสียออกมา
“ไอ้คนชั่วไร้ศีลธรรมหลิว ไอ้เดรัจฉานหลิว พวกเจ้าสองคนสมควรถูกหั่นเป็นพันชิ้น ที่แท้พวกเจ้าก็มีความคิดเช่นนี้นี่เอง”
“พวกเจ้ามันไม่ใช่คน พวกเจ้าคิดจะตัดขาดลูกหลานเช่นนี้รึ ถึงข้าตายข้าก็นอนตายตาไม่หลับ ถึงเป็นผีข้าก็จะตามไปหลอกหลอนพวกเจ้า”
“ฮือ ๆๆ…สวรรค์ไม่มีตา ชาติก่อนสกุลหลิวของพวกข้าไปทำกรรมอะไรไว้ ทำไมแค่อยากจะให้แม่ไก่ที่ออกไข่ได้แต่งเข้าสกุลมันถึงได้ยากเพียงนี้?”
……
ด่าไปด่ามาก็ยังไม่กล้าพูดอะไรถึงเย่อวี๋หราน ทำได้เพียงด่าเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสทั้งสองคนเท่านั้น
หากว่าก่อนที่เย่อวี๋หรานจะมาที่นี่ไม่ได้ให้หลี่ซื่อมาสืบข่าวคราวไว้ก่อน คาดว่าเมื่อได้ยินเรื่องนี้แล้วคงยังเหมือนอยู่ในเมฆหมอก ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นเป็นแน่
นางยิ้มออกมาเล็กน้อย
มารดาของต้าซุ่นมีพรสวรรค์นัก ด่าออกมาได้นานตั้งครึ่งค่อนวันโดยที่ไม่พูดซ้ำคำเดิมเสียด้วย
เห็นได้ชัดว่าไม่มีเหตุผลใดให้เข้าข้างนาง แต่ฟังคนด่าขึ้นมาแล้วก็ราวกับทั้งโลกจะต้องขอโทษนาง
เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสถูกด่าทอจนปวดหัวและหมดความอดทน “ปิดปากนางให้ข้าหน่อย”
หลิววั่งไฉรีบให้คนถอดถุงเท้าข้างหนึ่งมาอุดปากนางทันที
หลายคนที่อยู่ข้าง ๆ เห็นเข้าก็รู้สึกสะอิดสะเอียนไม่น้อย
แหวะ…
หลินซื่อถึงกับปิดจมูก นี่ทำให้นางนึกถึงเรื่องที่ถูกขังไว้ในเล้าหมู และรู้สึกว่าได้รับการดูแลดีกว่าหญิงเฒ่าในตอนนี้มาก
อย่างน้อยก็ไม่มีคนเอาของสกปรกมายัดเข้าปากนางไม่ใช่หรือ?
“เจ้าอยากถูกปิดปากด้วยหรือไม่?” ถึงอย่างไรปิดปากคนหนึ่งก็น่าจะปิดอีกคนหนึ่งด้วย เจ้าหน้าที่จึงหันไปทางหลิวต้าซุ่น
หลิวต้าซุ่นรีบส่ายหัว “ไม่ต้อง ๆ ท่านเจ้าหน้าที่ ท่านวางใจ ข้าจะไม่พูดจาไร้สาระแน่นอน”
“เช่นนั้นก็ได้ ไว้ค่อยคุยกันทีหลัง” เจ้าหน้าที่หันกลับมาช่วยผู้อาวุโสพูดเกลี้ยกล่อมเย่อวี๋หรานต่อ โดยหวังว่านางจะสามารถออกหน้าจัดการเรื่องนี้ได้
“พวกท่านไม่คิดว่ามันน่าขันไปหน่อยหรือ? ข้าเป็นเพียงคนจากหมู่บ้านอื่น ถ้าสอดมือเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องของหมู่บ้านสกุลหลิวแล้วเรื่องนี้แพร่ออกไป คนจะคิดเช่นไรกับหญิงเฒ่าเช่นข้าเล่า?”
เจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสอยากจะพูดจริง ๆ ว่า ‘เจ้ายังต้องสนว่าคนจะคิดเช่นไรอีกหรือ? เดิมทีชื่อเสียงเจ้าก็ไม่ได้ดีอยู่แล้ว และยังไม่มีใครกล้ามายั่วโมโหเจ้าเช่นกัน’
พวกเขาไม่ได้คิดจะยั่วโมโหนาง แต่ในเมื่อไม่มีใครกล้ามายั่วโมโหนางอยู่แล้ว เพราะเหตุนั้นถึงได้ตั้งใจ ‘พา’ นางมาจัดการไม่ใช่หรือ?
“เอาล่ะ พวกท่านเลิกเกลี้ยกล่อมข้าได้แล้ว หากพวกท่านต้องการให้ข้าจัดการเรื่องของหมู่บ้านสกุลหลิวของพวกท่านก็ต้องมีเหตุผลที่ฟังขึ้น หากไม่มีเหตุผลสักข้อ คนแก่ใกล้ลงโลงเช่นข้าจะเสียหน้าก็แล้วไปเถอะ แต่ข้ายังมีลูกมีหลาน พวกเขายังต้องใช้ชีวิตอยู่ที่เชิงเขาไท่ตัง ข้าไม่สามารถทำให้พวกเขาเดือดร้อนไปด้วยได้”
เมื่อเห็นว่าเย่อวี๋หรานไม่ได้เด็ดขาดจนเกินไป เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสก็มีความสุขขึ้นมา และรีบพูดทันทีว่า “จะไม่มีเหตุผลได้อย่างไร? หลิวต้าซุ่นลักพาตัวลูกชายและลูกสะใภ้เจ้า เจ้าจะยืนหยัดแทนลูกชายและลูกสะใภ้ของเจ้า เช่นนี้มันจะเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องได้อย่างไร?”
เย่อวี๋หรานคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม นางมองไปยังพวกเขาอีกครั้งและพูดว่า “ที่พูดนั่นออกมาจากใจใช่หรือไม่?”
[1] สามแม่สื่อหกพิธีการ เป็นหลักสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการแต่งงานตามความเชื่อโบราณของจีน สามแม่สื่อ หมายถึง แม่สื่อสามคน ได้แก่ แม่สื่อฝ่ายชาย แม่สื่อฝ่ายหญิง และแม่สื่อที่เป็นคนกลางของทั้งสองฝ่าย หกพิธีการ หมายถึง ขั้นตอนการปฏิบัติตั้งแต่การหมั้นหมายไปจนถึงพิธีแต่งงาน ได้แก่ การสู่ขอ การขอวันเกิด การเสี่ยงทาย การมอบสินสอด การขอฤกษ์ และการรับเจ้าสาว