ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 264 สองสะใภ้ทะเลาะกัน
บทที่ 264 สองสะใภ้ทะเลาะกัน
กว่าจะกลับถึงเรือน ท้องฟ้าก็ค่อนข้างมืดลงแล้ว
หลิ่วซื่อ หลิวซื่อ และหลี่ซื่อทำอาหารเสร็จนานแล้ว พวกนางและคนอื่น ๆ ในครอบครัวรับประทานอาหารเสร็จแล้วก็นั่งรออยู่ในเรือน
“พวกท่านแม่ทำไมยังไม่กลับมาอีกนะ? คงไม่มีอะไรเกิดขึ้นกระมัง?” หลี่ซื่อกล่อมลูกน้อยพลางถามต่อไปว่า “ท่านพ่อ ท่านว่าควรส่งคนไปรับครึ่งทางดีหรือไม่เจ้าคะ?”
จูเหล่าโถวครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะตอบออกไป “รอดูไปก่อนเถอะ ถ้าถึงที่สุดแล้วยังไม่มา ข้าค่อยพาเจ้าใหญ่กับเจ้ารองออกไปดู”
หลิวซื่อสะกิดหลิ่วซื่อเบา ๆ แต่อีกฝ่ายไม่พูดอะไร
หลิวซื่อออกจะไม่พอใจเสียแล้ว จึงกระซิบกับอีกฝ่ายว่า “ให้พวกผู้ชายทำงานมาทั้งวัน มืดค่ำเพียงนี้ยังต้องตามท่านพ่อออกไปรับคนอีก ทำไมท่านไม่พูดอะไรสักคำ?”
หลิ่วซื่อมีท่าทางทึ่มทื่อ “ว่าอะไรนะ?”
“นั่นสามีท่านทั้งคนนะ ท่านไม่เป็นห่วงเลยหรือ?”
“ข้าซักเสื้อผ้าให้เขา ทำอาหารให้เขา คลอดลูกให้เขา ยังต้องเป็นห่วงเขาเรื่องอะไรอีก?”
หลิวซื่อได้ยินเช่นนี้ก็ยอมแล้ว นางรู้อยู่แล้วว่าพี่สะใภ้ใหญ่พึ่งพาไม่ได้
“ท่านพ่อ มืดขนาดนี้แล้ว ประเดี๋ยวคงไม่ต้องออกไปแล้วกระมังเจ้าคะ?” เมื่อไม่มีทางเลือกอื่นจริง ๆ หลิวซื่อจึงได้แต่ก้าวออกมาพูดเอง “ทุกคนปักกล้ากันมาทั้งวันแล้ว ทั้งเมื่อยเอวปวดหลัง เหน็ดเหนื่อยยิ่งนัก ถ้ายังต้องออกไปข้างนอกอีก ร่างกายยังจะรับไหวอยู่หรือ? นอกจากนี้ ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นจริง ๆ ถ้าแม้แต่ท่านแม่ยังรับมือไม่ไหว พวกเรายังจะทำอะไรได้? พวกเราก็ยิ่งทำอะไรไม่ได้อยู่ดี”
ขาดก็แต่พูดออกมาตรง ๆ ว่า ถ้าท่านแม่ยังไม่กลับมา พวกเขาออกไปรับครึ่งทางก็ไม่มีประโยชน์ เปลืองแรงเปล่า
“เจ้าพูดแบบนี้ข้าฟังไม่เข้าหูเท่าไหร่เลยนะ เจ้าหมายความว่าอย่างไรกันแน่? ท่านแม่จัดการไม่ได้ พวกเราก็ไม่ต้องไปสนใจท่านแม่แล้ว?” หลี่ซื่อไม่พอใจ ทะเลาะกันกับหลิวซื่อขึ้นมาแล้ว
เมื่อเย่อวี๋หรานไม่อยู่เรือน หลิวซื่อยังจะกลัวหลี่ซื่องั้นหรือ?
นางสวนกลับทันทีว่า “ฮ่า! คนที่เจ้าเป็นห่วงคือท่านแม่หรือสามีเจ้า ตัวเจ้ารู้ดีที่สุด ทำไมเจ้าเป็นห่วงสามีตัวเองได้ แล้วข้าจะเป็นห่วงสามีของข้าบ้างไม่ได้รึ? เจ้ากลัวสามีตัวเองจะเกิดเรื่อง ข้าเองก็กลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับสามีของข้าระหว่างทางเหมือนกันนั่นแหละ”
“สามีเจ้านั่นแหละที่เกิดเรื่อง! พี่สะใภ้รอง ท่านจะพูดจาไม่น่าฟังเกินไปหรือเปล่า? ท่านกำลังแช่งชักใครอยู่งั้นหรือ? อย่าคิดว่าท่านแม่ไม่อยู่แล้วท่านก็จะทำตัวอวดดีได้นะ ข้าคนหนึ่งแหละที่ยังอยู่ที่นี่”
“ข้าแช่งใคร? ข้าพูดความจริงไม่ใช่หรือไร? เจ้าห้ากับเมียได้รับบาดเจ็บ ถูกคนอื่นทำร้ายจนเลือดอาบ ไม่รู้ว่าเป็นหรือตาย ท่านแม่กลับพาเจ้าสี่ออกจากบ้านไปคนเดียว แล้วจะรับมือไหวงั้นหรือ? นี่เป็นเรื่องที่ชัดเจนออกนี่นา?”
คราวนี้ราวกับแหย่ถูกรังแตนเข้า หลี่ซื่อโมโหปรี๊ด ยัดลูกน้อยใส่อ้อมอกของหลิ่วซื่อที่อยู่ข้าง ๆ แล้วพุ่งเข้าไปตีกับหลิวซื่อทันที
“บังอาจมาแช่งชักสามีข้า ข้าจะตีเจ้าให้ตาย!”
“โอ๊ย!” หลิวซื่อไม่ทันตั้งตัว จึงถูกหลี่ซื่อข่วนหน้าจนเห็นรอยเลือดเป็นสาย
หลิวซื่อร้องเสียงแหลม “หลี่หรูตง! เจ้ากล้าตีข้า?! ข้าขอสู้ตายกับเจ้า!”
หลิ่วซื่อที่กอดเด็กน้อยอยู่สะดุ้งตกใจ อยากรีบเข้าไปแยกคน แต่เด็กน้อยในอ้อมอกพลันร้องไห้ขึ้นมา
“อุแว้ ๆๆ…”
หลิ่วซื่อร้อนใจยิ่งนัก ได้แต่กล่อมเด็กน้อยในอ้อมอกเสียก่อน
จูปาเม่ย หลินซานเม่ย และหลินซื่อเม่ยที่รับหน้าที่ดูแลเด็กน้อยอีกคนก็ได้ยินเสียงความวุ่นวายทางนี้แล้วเช่นกัน จึงรีบอุ้มเด็กออกมาดู
เมื่อเห็นเหตุการณ์ข้างนอกก็ประหลาดใจยิ่งนัก “พี่สะใภ้รอง พี่สะใภ้สี่ ทำไมพวกท่านตีกันแล้วเล่า?!”
ทว่าไม่มีใครสนใจพวกนางสักคน
บังเอิญยิ่งนัก ผู้ชายที่เหลืออยู่ในเรือนก็เป็นพวกที่พูดจาไม่เป็นพอดี ครั้นเห็นสภาพยุ่งเหยิงเช่นนี้ก็มือเท้าสับสน ไม่รู้เลยว่าควรลงมือจากตรงไหน
เย่อวี๋หรานยังไม่ทันถึงประตูเรือนก็ได้ยินเสียงอึกทึกครึกโครมดังมาจากเรือนของตัวเอง นางตกตะลึงยิ่งนัก รีบบอกลาสารถีเกวียนเทียมวัว แล้วพาจูซื่อ จูอู่ และหลินซื่อเร่งฝีเท้ากลับเรือนทันที
“ทำอะไรกัน?!”
เสียงตวาดดังขึ้น บันดาลให้คนในเรือนทั้งหมดตกใจจนสงบลงทันที
โดยเฉพาะคนที่กำลังตบตีกันทั้งสอง ต่างก็ตกใจจนตัวโยนเลยทีเดียว
“พวกเจ้าสองคนนี่มันยังไงกัน? ข้าออกไปแค่วันเดียว ทำไมพวกเจ้าตีกันเสียแล้ว?” เหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน ต้องใช้ทั้งแรงกายและกำลังสมอง ตอนนี้เย่อวี๋หรานอารมณ์ขุ่นมัวยิ่งนัก
นางมีสีหน้าเย็นเยียบ มองคนที่อยู่ในเรือนก็รู้สึกขัดหูขัดตาอย่างมาก
“พวกนางสองคนตีกันแล้ว พวกเจ้าที่ยืนอยู่รอบ ๆ ตายกันหมดแล้วหรือไร? ยังไม่รู้จักจับแยกอีก?”
“เมียเจ้าใหญ่ เด็กร้องขนาดนั้นแล้ว เจ้าก็ไม่รู้จักปลอบ?”
“จูปาเม่ย โตขนาดนี้แล้ว แค่เด็กคนเดียวยังดูแลไม่ได้ เลี้ยงเจ้าจนโตมาขนาดนี้จะมีประโยชน์อะไร?”
……
ทุกคนที่ยืนอยู่รอบ ๆ ล้วนถูกเย่อวี๋หรานด่ากราดรายคน
แม้จะด่าอย่างรุนแรง แต่เห็นได้ชัดว่าคนสกุลจูคุ้นเคยเสียแล้ว ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดจึงรู้สึกโล่งอกขึ้นมา
ราวกับว่า อ้อ ท่านแม่โมโหแล้ว เช่นนั้นเรื่องนี้ก็ถือว่าผ่านไปแล้วล่ะ
เย่อวี๋หรานให้จูต้ากับจูเอ้อร์ยกเก้าอี้มาให้นางนั่ง ด่าเสร็จแล้วก็สั่งให้หลิวซื่อกับหลี่ซื่อยืนเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นต่อหน้านาง
เมื่อทั้งเรือนเงียบสงบลงอีกครั้ง เด็กน้อยทั้งสองที่กำลังร้องไห้งอแงก็ได้หลิ่วซื่อและจูปาเม่ยกล่อมจนหยุดร้องได้ในที่สุด
พวกนางไม่กล้าอยู่ชมความครึกครื้นในเรือนต่อไป จึงอ้างว่ากล่อมเด็กนอนหลับไปแล้วและรีบไปจากตรงนั้นทันที
ใช่แล้ว! การดูเรื่องสนุกไม่สำคัญเท่ากับการรักษาชีวิตนะ
ครั้นมองตามเงาหลังของพวกนางที่ราวกับกำลังหนีไปเช่นนั้น ผู้ชายสกุลจูก็รู้สึกอิจฉาอยู่ครามครัน ทว่าพวกเขาไม่ได้อุ้มเด็กน้อยที่รอให้ตนเองกล่อมนอนอยู่ จึงได้แต่ยืนอยู่ที่เดิม เพื่อรับฟังคำสั่งของคนบางคน
เมื่อเย่อวี๋หรานเข้าใจสาเหตุที่หลิวซื่อกับหลี่ซื่อตบตีกันก็รู้สึกปวดเศียร “พวกเจ้าว่างมากไม่มีอะไรจะทำแล้วใช่หรือไม่? เรื่องนี้จำเป็นต้องทะเลาะวิวาทกันด้วยรึ? พวกเจ้าเป็นพี่น้องสะใภ้ คนหนึ่งเป็นพี่สะใภ้ อีกคนเป็นน้องสะใภ้ ชาตินี้ทั้งชาติถูกกำหนดไว้แล้วว่าต้องเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน ต้องได้พบหน้ากันทุกวัน เรื่องเล็กแค่นี้ก็ทะเลาะจนถึงขั้นตีกัน วันหน้าถ้าพวกเจ้าแยกเรือนแล้วยังจะไปมาหาสู่กันอยู่ไหม?”
เย่อวี๋หรานสั่งสอนคนทั้งคู่หนัก ๆ ไปยกหนึ่ง
หลิวซื่อกับหลี่ซื่อก้มหน้ายอมรับความผิด ไม่มีคนไหนกล้าปริปาก
เพราะพวกนางรู้ว่า ไม่ว่าเหตุผลของการตีกันคืออะไร เรื่องนี้พวกนางก็ทำไม่ถูกจริง ๆ
“เอาล่ะ ไปยืนสำนึกผิดตรงกำแพงข้าง ๆ ข้าบอกให้หยุดเมื่อไหร่ค่อยกลับห้องไปพักผ่อน”
จนถึงตอนนี้เย่อวี๋หรานก็ยังไม่ได้กินข้าวเย็น ท้องกิ่วจนหน้าอกแทบจะแนบสนิทกับแผ่นหลังอยู่แล้ว หลังจากลงโทษให้พวกนางไปยืนหันหน้าเข้าหากำแพงเพื่อสำนึกผิด ก็ให้หลินซื่อไปดูในห้องครัวว่ายังมีของกินอะไรหรือไม่
หลิ่วซื่อคอยสังเกตเสียงความเคลื่อนไหวข้างนอกมาตลอด เมื่อได้ยินว่าหลินซื่อจะเข้าไปในห้องครัวก็รีบวิ่งออกมาอย่างเงียบ ๆ นางเข้าไปในห้องครัวแล้วบอกหลินซื่อว่า “พวกข้าเหลืออาหารไว้ให้แล้ว อุ่นเอาไว้บนเตา ยกออกไปแล้วก็กินได้เลย”
“ขอบคุณเจ้าค่ะ พี่สะใภ้ใหญ่” หลินซื่อกดเสียงลงจนเบาหวิว กลัวว่าคนที่อยู่ข้างนอกจะได้ยินเข้า
“ล้วนเป็นคนครอบครัวเดียวกัน เป็นเรื่องสมควรทำอยู่แล้ว ข้ากลับห้องก่อนนะ” ครั้นกล่าวจบ หลิ่วซื่อก็รีบร้อนเดินกลับห้องตัวเอง
หลินซื่อตรวจดูของที่อยู่ในหม้อเล็กน้อย จากนั้นก็หาถาดมาใส่แล้วยกออกไปข้างนอก “ท่านแม่ พวกพี่สะใภ้ใหญ่เหลืออาหารเย็นไว้ให้เจ้าค่ะ พวกเรารีบกินกันเถอะ”
“ได้กินข้าวเสียที ข้าหิวจะตายอยู่แล้ว” จูซื่อกับจูอู่ที่หิ้วท้องหิวรออยู่เหมือนกันไม่จำเป็นต้องให้เรียกก็เข้ามาช่วยจัดโต๊ะอาหารและเตรียมตัวกินข้าวทันที
ช่วงฤดูเพาะปลูก อาหารของครอบครัวสกุลจูยังคงบริบูรณ์เช่นเคย นอกจากมีข้าวสวยแล้วยังมีเนื้อมีปลา รับประกันได้ว่าล้วนแต่เป็นสิ่งที่ช่วยให้อิ่มท้องได้อย่างแน่นอน