ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 266 เกิดเรื่องกับข้าวสาลีแล้ว
บทที่ 266 เกิดเรื่องกับข้าวสาลีแล้ว
“เรื่องนี้ยังต้องให้เจ้าบอกอีกหรือ?” หลี่ซื่อกล่าว “เจ้าคิดว่าผู้หญิงที่พี่น้องเจ้าแต่งเข้ามาแต่ละคนอ่อนแอไร้พิษสงหรือไร? เจ้าคอยดูไปเถอะ ตอนนี้เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น ในอนาคตพอต่างคนต่างมีลูก ค่อย ๆ มีเงินกันแล้ว คงมีเรื่องเยอะกว่านี้อีก”
“จะไปสนใจพวกนางทำไม พวกเราแค่ใช้ชีวิตตัวเองให้ดีก็พอแล้ว” จูซื่อหาววอด บอกว่าเขายุ่งมาทั้งวัน ง่วงแล้ว อยากจะนอนแล้ว
ครั้นพลิกตัวลงนอนก็หลับไปทั้งอย่างนั้น
หลี่ซื่อชะงัก “…”
ข้าเลี้ยงลูกมาทั้งวัน ทั้งยังต้องทำอาหาร ข้าเองก็เหนื่อยเหมือนกันเถอะ?
น่าเสียดาย หลี่ซื่อนอนไม่หลับ เรื่องสะใภ้คนอื่น ๆ วนเวียนอยู่ในสมองนางเต็มไปหมด
การอยู่ร่วมกับสะใภ้คนอื่น ๆ เป็นศาสตร์อย่างหนึ่ง ก่อนนางจะออกเรือน มารดาก็สอนนางมาไม่น้อย หลังจากนางออกเรือนให้จูซื่อที่มีพี่น้องมากมายเช่นนี้ มารดาของนางยิ่งกังวลเรื่องนี้เป็นพิเศษ ทุ่มเทสั่งสอนนางมากกว่าเดิม
นอกจากเรื่องที่หลี่ซื่อยืนกรานจะออกเรือนให้จูซื่อ ที่จริงแล้วในเรื่องอื่น ๆ นางก็เชื่อฟังมารดาของนางยิ่งนัก
นางคิดว่ามารดาของนางฉลาดมาก มิฉะนั้นก็คงไม่อาจมัดใจบิดามาได้นานหลายปีเช่นนี้
แน่นอนว่าแม่สามีก็เก่งกาจมากเช่นกัน แต่รูปแบบของแม่สามีนางไม่อาจ ‘เลียนแบบ’ ได้ ทั้งยัง ‘ทำ’ ได้ไม่ดีอีกด้วย การเอาอย่างมารดาของนางดูจะเป็นไปได้มากกว่า
ลูกชายแต่ละคนของเย่อวี๋หราน แต่ละคู่ต่างก็มีปัญหาในครอบครัวของตนเอง เพียงแต่ปกติแล้วมีนางคอยข่มเอาไว้ อีกทั้งทุกคนยังต้องกินข้าวหม้อเดียวกัน ในระยะเวลาอันสั้นนี้จึงยังไม่ปะทุออกมาก็เท่านั้นเอง
ครอบครัวของจูซื่อนับว่าเป็นคู่ที่สงบสุขมากที่สุดแล้ว แต่พอเป็นคู่ของจูอู่ เรื่องที่ชวนให้คนเป็นห่วงก็มีมากกว่าเดิม
ฉากที่เย่อวี๋หรานไปเห็นโดยบังเอิญเมื่อคราวก่อนเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น
ความสัมพันธ์ระหว่างจูอู่กับหลินซื่อ บอกว่าเรียบง่ายก็คงเรียบง่าย เรื่องที่ทั้งสองคนชอบพอกันนั้นจริงแท้ไม่เท็จ แต่เมื่อเกี่ยวพันถึงผลประโยชน์และการแลกเปลี่ยน เรื่องราวบางด้านก็เปลี่ยนเป็นซับซ้อนขึ้นมา
ยกตัวอย่างเช่นเมื่อเกิดเรื่องครั้งนี้ ‘ความไม่เชื่อใจ’ ที่หลินซื่อมีต่อจูอู่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความไม่เชื่อมั่นในชีวิตคู่ของนาง นางรู้สึกลึก ๆ ว่าจูอู่สามารถทอดทิ้งนางได้ทุกเมื่อ
แม้ว่านางจะไม่พูดออกมา ทว่าก็เป็นไปได้ว่าตัวนางเองก็ยังไม่ตระหนักถึงเรื่องนี้เช่นกัน แต่จิตใต้สำนึกของนางคิดเช่นนี้เอง
ทั้งสองคนถูกขังไว้ในเล้าหมูมาครึ่งค่อนวัน ทั่วร่างเหม็นคลุ้ง
หลังกินข้าวเสร็จ จูอู่ก็พาหลินซื่อคลำทางในความมืดไปอาบน้ำริมลำธาร
ถ้ามาตามลำพัง หลินซื่อต้องไม่กล้าแน่นอน แต่มีจูอู่มาด้วย นางจึงไม่กลัวเพียงนั้นอีก อีกทั้งในเรือนยังไม่มีอ่างอาบน้ำที่เป็นกิจจะลักษณะ และอากาศก็ยังร้อนแบบนี้ เลือกแม่น้ำบริเวณที่ปลอดคน กอดอ่างไม้แอบอาบน้ำสักรอบก็ไม่มีทางมีคนรู้
“หลินเหลียนฮวา ข้าคิดว่ามีเรื่องบางอย่างที่ข้าต้องคุยกับเจ้าให้รู้เรื่อง”
ประโยคนี้มาอย่างกะทันหัน ทำให้หลินซื่อใจหายวาบ “อะไร? เจ้าจะคุยกับข้าเรื่องอะไร?”
หัวใจดวงน้อยเต้นรัว กลัวว่าเขาจะเอ่ยข้อเรียกร้องที่เกินขอบเขต
“ตอนกลางวันข้าพูดไปแล้ว ตอนนี้น้องสาวทั้งสองคนของเจ้ามาพึ่งพาครอบครัวข้า เรื่องพี่สาวของเจ้า เจ้าก็ไม่ต้องไปยุ่งอีกแล้ว” ก่อนหน้านี้จูอู่เห็นแก่ความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยา คิดว่าอะไรที่สามารถช่วยได้ก็ช่วย แต่จากเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ เขาไม่คิดว่าพี่สาวของหลินซื่อจะน่าช่วยตรงไหน
ก็เหมือนกับที่มารดาของเขาว่าไว้ สามารถช่วยเหลือคนอื่นได้ แต่ต้องดูความสามารถของตัวเองด้วย เจ้ามีความสามารถช่วยเหลือคนอื่นได้ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าทำให้ตนเองต้องเดือดร้อน เช่นนั้นก็ไม่คุ้มค่าแล้ว
จูอู่เป็นคนเห็นแก่ตัว เขาไม่มีจิตใจไม่เกรงกลัวต่อสิ่งใด เขาเพียงหวังว่าชีวิตน้อย ๆ ของตนเองจะสามารถดำเนินไปได้อย่างสุขสบายก็พอแล้ว
“ตอนนี้ก็ไม่ได้ยุ่งแล้วนี่นา…” หลินซื่อไม่กล้าพูดมาก
ตอนที่พวกนางกำลังจะจากมา ดูจากท่าทีของเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสหมู่บ้านสกุลหลิวแล้ว เหมือนจะต้องการให้หลิวต้าซุ่นและหลิวมู่แลกเปลี่ยนคู่ครองกัน พี่สาวของนางออกเรือนไปให้กับหลิวมู่ จะอย่างไรก็คงดีกว่าอยู่กินกับหลิวต้าซุ่นต่อไปกระมัง?
ส่วนหลานสาวสามคนนั้น…
เสือร้ายยังไม่กินลูกตัวเอง หลิวต้าซุ่นจะฆ่าพวกนางได้ลงคอหรือ?
“ข้าหมายถึงในอนาคต” เนื่องจากเป็นยามราตรี จูอู่มองไม่เห็นสีหน้าของหลินซื่อ แต่เขาก็กล่าวอย่างจริงจังยิ่งนัก “เรื่องพี่สาวของเจ้าจะต้องเละไม่เป็นท่าแน่นอน ท่านแม่ก็บอกแล้วว่าวันหน้าคงไม่ยุติลงง่าย ๆ ครอบครัวพวกเราเดิมทีก็มีปัญหาเยอะอยู่แล้ว ยังจะเอาแรงที่ไหนไปยุ่งเรื่องพี่สาวเจ้าได้ทุกวี่ทุกวัน?”
“ไม่ได้ยุ่งทุกวันเสียหน่อย…”
“ไม่ว่าแบบไหนก็ห้ามยุ่งทั้งนั้น ต่อไปพี่สาวเจ้าก็คงจะออกเรือนไปกับหลิวมู่ ถ้านางทำชีวิตตัวเองฉิบหายอีกก็ไม่ใช่ปัญหาของคนเป็นสามีอีกแล้ว แต่เป็นพี่สาวเจ้าต่างหากที่มีปัญหา ถ้าเจ้าเข้าไปยุ่งเรื่องพี่สาวเจ้าอีก ข้าเกรงว่าต่อไปเจ้าก็คงเป็นเหมือนกับนาง”
หลินซื่อ “…”
กล่าวถึงที่สุดแล้ว คงเป็นเพราะสามีนางรังเกียจพี่สาวนางแล้วกระมัง?
คนในครอบครัวตัวเองถูกคนอื่นรังเกียจ วิพากษ์วิจารณ์ ความรู้สึกแบบนี้ยากจะรับไหวจริง ๆ นั่นแหละ
แต่เมื่อคิดถึงเรื่องทั้งหลายที่พี่สาวนางทำ หลินซื่อก็คิดว่า เฮ้อ…แม้แต่ข้ายังรังเกียจ แล้วยังจะทำอย่างไรได้?
วันรุ่งขึ้นเมื่อตื่นขึ้นมา หลังจากกินมื้อเช้าอย่างเรียบง่ายเสร็จแล้ว เย่อวี๋หรานก็พาทุกคนในครอบครัวไปปักกล้าที่เหลือในทุ่งนาจนเสร็จ
เทียบกับคนอื่นที่หว่านเมล็ดพันธุ์ลงบนผืนดินโดยตรงแล้วรดน้ำทุกวัน เห็นได้ชัดว่าต้นกล้าของครอบครัวสกุลจูสูงกว่าราวหนึ่งช่วงศีรษะ กอปรกับวิธีการเพาะปลูกรูปแบบใหม่ยังดึงดูดคนจำนวนไม่น้อยในหมู่บ้านสกุลจูมามุงดูรอบ ๆ
ถ้าไม่ใช่เพราะว่าเย่อวี๋หรานกลัวว่าพวกเขาจะเหยียบนาน้ำเสียหาย ไม่อนุญาตให้พวกเขาลงมาในพื้นที่เพาะปลูก เพียงอนุญาตให้พวกเขายืนมองจากบนคันนา พวกเขาคงต้องลงมาในนาน้ำเพื่อมาทดลองทำด้วยตนเองสักคราแน่นอน
“จูเหล่าโถว บ้านพวกเจ้ากำลังทำอันใดกันอยู่หรือ?”
“ถอนไปถอนมาแบบนี้ ต้นกล้าพวกนั้นไม่ตายหมดหรือไร?”
“บ้านพวกเจ้าใส่ปุ๋ยไปเท่าไหร่กันแน่ ต้นกล้าของพวกเจ้าถึงได้สูงเช่นนี้?”
……
จูเหล่าโถวเพิ่งจะได้ขึ้นมาพักผ่อนก็มีคนล้อมเข้ามาถกถามเรื่องนี้กับเขาเสียแล้ว
ยังมีคนบอกให้เขาหาเวลาว่างไปดูบ่อปุ๋ยหมักที่เรือนพวกเขาหน่อยว่าเป็นอย่างไรบ้างแล้ว เมื่อถึงเวลาต้องใช้งานจะสามารถนำมาบำรุงดินได้หรือไม่
แน่นอนว่ามีคนเยาะเย้ยว่าครอบครัวของจูเหล่าโถวทำมั่วซี้ซั้ว คงว่างมากสินะ ถึงได้ล้างผลาญพืชพรรณธัญญาหารเช่นนี้
ทั้งยังมีคนเผ่นไปฟ้องกับเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสของหมู่บ้าน โชคดีที่เย่อวี๋หรานไปแจ้งไว้ก่อนแล้ว ไม่อย่างนั้นเป็นไปได้ว่าเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสคงพาคนมาหยุดพวกนางแล้วเรียกตัวไปคุยด้วยแน่นอน
ฤดูกาลเพาะปลูกแบบนี้ ไม่ยอมเพาะปลูกกันดี ๆ มาทำเรื่องไร้สาระเช่นนี้ทำไม? อยากอดตายทั้งครอบครัวงั้นเรอะ?
“จูต้าเหนียง แผนการของเจ้าก่อนหน้านี้เจ้าได้บอกกับข้าแล้ว แต่ความเคลื่อนไหวของเจ้าออกจะครึกโครมไปหน่อยนะ มีคนมาฟ้องร้องกับข้าหลายคนแล้ว เจ้าระวังเอาไว้บ้าง อย่าปล่อยให้เกิดความผิดพลาดขึ้นได้ คนอื่นมาหาข้าถึงที่ ข้าเองก็ไม่สะดวกจะปฏิเสธ”
“เจ้าหน้าที่ ข้าเข้าใจ ท่านวางใจเถอะ ข้าไม่ให้ท่านต้องลำบากใจแน่นอน” เย่อวี๋หรานส่งชาดอกไม้ที่ชงเสร็จแล้วไปให้ นางกล่าวว่า “สิ่งที่ข้าทำอยู่ตอนนี้เป็นเพียงการทดลองเท่านั้น หมายความว่าเรื่องนี้จะไม่ส่งผลกระทบชีวิตประจำวันของพวกข้า ข้ารู้ดีว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ ความกังวลใจหนึ่งเดียวของข้าในตอนนี้ก็คือ กลัวว่าจะมีคนไม่เข้าใจแล้วหลับหูหลับตาทำตามข้า แบบนั้นจะเกิดเรื่องเอาได้ เรื่องนี้คงต้องรบกวนเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสให้ช่วยสอดส่องให้แล้ว”
หมู่บ้านชาวนาหาได้มีของดีอะไร ชาดอกไม้พวกนี้เป็นจูปาเม่ย หลินซานเม่ย และหลินซื่อเม่ยช่วยกันเอาดอกไม้ไปตากแห้ง
เย่อวี๋หรานเลือกที่ดีสักหน่อย ส่งไปเป็นสินน้ำใจให้เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโส หากพวกเขานำไปใช้สำหรับรับรองแขกก็ยังนับว่าไม่เลว
“ตกลง เจ้ารู้ก็ดีแล้ว ข้าแค่มาบอกเจ้าเอาไว้สักหน่อย เจ้าจะได้รู้เอาไว้”
เย่อวี๋หรานยิ้ม กำลังจะพูดอะไรบางอย่างก็พลันเห็นจูซื่อวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหา “ท่านแม่ แย่แล้วขอรับ ข้าวสาลีฤดูหนาวของพวกเรา ข้าวสาลีฤดูหนาว…”
จูซื่อพูดไปหอบไป พักใหญ่ก็ยังไม่ได้พูดประเด็นสำคัญออกมา
เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสใจหายวาบ “เจ้าไม่ต้องรีบร้อน ดื่มน้ำแล้วค่อยพูด”
พูดแล้วก็ส่งจอกชาดอกไม้ที่เย่อวี๋หรานเพิ่งจะส่งมาให้ตนเองไปให้จูซื่อ
จูซื่อรับมาดื่มรวดเดียวหมดจอก “แฮ่ก ๆๆ…”