ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 310 ฤทธิ์เดชท่อนไม้
บทที่ 310 ฤทธิ์เดชท่อนไม้
“ขอร้องพวกเจ้าแล้ว น้องรอง น้องสาม น้องสี่ พวกเจ้าช่วยข้าด้วย”
“ข้าเป็นพี่สาวแท้ ๆ ของพวกเจ้า พี่สาวร่วมสายเลือด พวกเจ้าไม่อาจทอดทิ้งไม่ไยดีข้า ฮือ ๆๆๆ…”
“ข้าอายุยังน้อย หลานสาวสามคนของเจ้ายังเด็ก ข้าจะเป็นอะไรไปไม่ได้”
……
หลินซื่อ หลินซานเม่ย และหลินซื่อเม่ยเห็นพี่สาวคุกเข่าขอร้องน้ำหูน้ำตาไหลก็ทำใจไม่ได้
“จูต้าเหนียง ขอโทษด้วยเจ้าค่ะ” หลินซื่อเม่ยคุกเข่าลงตรงหน้าเย่อวี๋หราน “ข้าคุกเข่าให้ท่านแล้ว ข้ารู้ว่าทำเช่นนี้ออกจะไม่รู้ดีชั่ว แต่นางเป็นพี่สาวของข้า พี่สาวแท้ ๆ เชียวนะ ข้าเองก็จนปัญญา ฮือ ๆๆ…”
หลินซานเม่ยเองก็ลำบากใจ คุกเข่าลงโขกศีรษะให้เย่อวี๋หราน “ขอโทษด้วย จูต้าเหนียง พวกข้าผิดเอง พวกข้าสร้างปัญหาให้ท่าน”
พวกนางไม่กล้าเอ่ยปาก ‘ขอความเมตตา’ แต่โขกศีรษะให้ทั้งน้ำตาเช่นนี้ก็เท่ากับแสดงท่าทีของพวกนางชัดเจนแล้ว แม้จะขัดแย้งกับหลินต้าเม่ยเพียงใด พวกนางก็ไม่อาจเบิ่งตามองโดยไม่ไยดี
“ขอโทษเจ้าค่ะ ท่านแม่ ข้า…” หลินซื่อลำบากใจสุดแสน จะดึงน้องสาวสองคนขึ้นมาก็ไม่ใช่ จะคุกเข่าลงไปขอร้องก็ไม่ถูก
หลินต้าเม่ยที่อยู่ตรงหน้าเห็นปฏิกิริยาของพวกนางสามคนแล้วก็ลอบโล่งอก
เหมือนที่คิดไว้ไม่มีผิด เจ้าเด็กสามคนนี้ยังหลอกง่ายเหมือนเดิม!
เพื่อให้พวกนางช่วยเหลือตัวเองต่อไป หลินต้าเม่ยร้องห่มร้องไห้อย่างปวดใจกว่าเดิม “น้องรอง น้องสาม น้องสี่…”
ฉับพลันนั้น เสียงร้องไห้ดังระงมไปทั่วเรือนสกุลจู
สถานการณ์พลิกผันเช่นนี้ จูปาเม่ยกับหลี่ซื่อร้อนใจเสียแล้ว รู้สึกว่าพวกหลินซื่อสามพี่น้องช่างโง่เสียจริง ๆ
“ซานเม่ย ซื่อเม่ย พวกเจ้าทำอะไร? หลินต้าเม่ยเพิ่งตีพวกเจ้าไปหยก ๆ พวกเจ้ายังมาขอร้องแทนนางอีก?! พวกเจ้าจะโง่เกินไปแล้วกระมัง? ลุกขึ้นเร็วเข้า…” จูปาเม่ยวิ่งเข้าไปฉุดหลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยให้ลุกขึ้น
หลี่ซื่อก็เกลี้ยกล่อมหลินซื่อ “อย่าโง่ไปหน่อยเลย พี่สาวเจ้าเป็นคนอย่างไร เจ้ายังไม่รู้อีก? ท่านแม่ช่วยเหลือสกุลหลินเพราะเห็นแก่พวกเจ้ามากี่ครั้งแล้ว ครั้งไหนบ้างที่ไม่เสียแรงเปล่า? เจ้าคิดจริง ๆ หรือว่าหลินต้าเม่ยมองเจ้าเป็นน้องสาว ข้าว่านางก็แค่หลอกใช้เจ้านั่นแหละ…”
หลินต้าเม่ยเห็นว่ามีคนกระโดดเข้ามาเกลี้ยกล่อมพวกหลินซื่อสามพี่น้อง สีหน้าก็พลันเปลี่ยนไป “เกี่ยวอันใดกับพวกเจ้า? นี่เป็นเรื่องของพวกข้าพี่น้อง เกี่ยวข้องกับพวกเจ้าตรงไหน?”
จูปาเม่ยตอกกลับอย่างโมโห “จะไม่เกี่ยวได้อย่างไร? ซานเม่ยกับซื่อเม่ยกินบ้านข้านอนบ้านข้า ก็ต้องเกี่ยวข้องกับข้าอยู่แล้ว”
“เจ้าแล่นมาหาเรื่องถึงเรือนสกุลจูขนาดนี้แล้วยังมีหน้ามาบอกว่าไม่เกี่ยวข้องกับสกุลจูอีก? หน้าไม่อายจริง ๆ” หลี่ซื่อมีไหวพริบกว่าจูปาเม่ยมากนัก ชี้ให้เห็นว่าหลินต้าเม่ยเป็นคนก่อเรื่องเอง มาหาเรื่องถึงเรือนสกุลจู ไม่อย่างนั้นผู้ใดยังจะไปสนใจนาง?
คิดว่าคนสกุลจูกินอิ่มแล้วไม่มีอะไรทำนักหรือไร?
ไม่จำเป็นต้องให้เย่อวี๋หรานลงมือ หลี่ซื่อและจูปาเม่ยก็ทำให้หลินต้าเม่ยเผยธาตุแท้ เปลี่ยนจากร้องไห้เป็นด่าทอ หันมาทะเลาะกับพวกนาง
ก่อนนี้ยังมีสภาพน่าเวทนา ร้องไห้เจียนขาดใจ ชั่วพริบตาก็มีเรี่ยวแรงมาปะทะฝีปาก น้ำเสียงกราดเกรี้ยว
บุรุษสกุลจูที่เกือบจะถูกหลอกได้สำเร็จแล้วตะลึงงัน ไม่เพียงเท่านั้น พวกหลินซื่อที่ประหวัดถึงความสัมพันธ์ฉันพี่น้องก็ยืนอึ้งอยู่ตรงนั้นเช่นกัน
ทันใดนั้นพลันรู้สึกว่าตนเองโง่งมยิ่งนัก
ถูกหลอกมาก็ตั้งหลายครั้งหลายครา แต่ทุกครั้งที่พี่สาวของพวกนางเริ่มร้องไห้ เหตุใดพวกนางจึงตกหลุมพรางอยู่เรื่อย?
นอกจากความปวดใจ ยังรู้สึกหนาวเหน็บ ปวดร้าวใจไปทั้งดวง
ที่แท้ นี่ก็คือพี่สาวของพวกนาง?
เย่อวี๋หรานเห็นว่าพอสมควรแล้ว ก็หยิบท่อนไม้ขึ้นมาทุบประตูคราหนึ่ง
ปัง!
เสียงดังสนั่นทำให้คนในเรือนสะดุ้งตกใจไปตาม ๆ กัน
“จูต้าเหนียง ท่านจะทำอะไร?” หลินต้าเม่ยเห็นท่อนไม้ในมือเย่อวี๋หราน สีหน้าก็พลันแข็งค้าง
ตลกแล้ว คำเล่าลือว่าหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์เอะอะก็ใช้มีด นางจะไม่เคยได้ยินมาก่อนได้อย่างไร?
แม้ครั้งนี้จะไม่ใช่มีดแต่เป็นท่อนไม้ แต่ครั้นนึกถึงว่าท่อนไม้นั้นอาจฟาดลงบนร่างตัวเอง หลินต้าเม่ยก็อยู่เฉยไม่ไหวแล้ว
เย่อวี๋หรานไม่พูดสักคำ ตีสีหน้าเย็นชา ถือท่อนไม้ย่างสามขุมเข้ามาหา
หนึ่งก้าว
สองก้าว
สามก้าว
หลินต้าเม่ยมองจังหวะก้าวเดินไม่เร็วไม่ช้าของอีกฝ่าย ความกดดันพุ่งพรวด ก้าวถอยหลังอย่างประหวั่นลนลาน
แต่ดูเหมือนว่านางจะโชคไม่ดีเท่าใดนัก แม้เรือนสกุลจูจะผ่านการเก็บกวาดมาแล้ว แต่ไม่รู้ว่าใครเก็บกวาดไม่เรียบร้อย ยังมีหินก้อนหนึ่งอยู่บนพื้น เป็น ‘ของเล่น’ ของเด็กน้อยที่มากินข้าวที่เรือนสกุลจูสักคนไม่ระวังทำหล่นเอาไว้
หลินต้าเม่ยสะดุดก้อนหินลื่นล้มทันที
โครม!
นางล้มก้นจ้ำเบ้า ท่าทางขวัญหาย
“อุ๊บ” จูซื่อและจูอู่ที่ไม่กลัวว่าเรื่องราวจะลุกลามหลุดหัวเราะ “พี่สาม ท่านดูสิ นางกลัวท่านแม่จนมีสภาพนี้แล้วยังกล้ามาหาเรื่องอีก ฮ่า ๆๆๆๆ…”
จูซานก็กลั้นหัวเราะอยู่เช่นกัน ไม่รู้จริง ๆ ว่าควรพูดอย่างไรดี
หลินต้าเม่ยได้รับความลำบากและต้องอับอายในเวลาเดียวกัน จึงหันหน้ามาทางนี้อย่างขุ่นขึ้ง “ผู้ใดกลัวหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์? เจ้าออกมาให้ข้าเดี๋ยวนี้นะ ผู้ใดกลัว?”
จูซื่อกลอกตาแล้วกล่าวว่า “ผู้ใดกลัวก็ชัดอยู่แล้วไม่ใช่หรือ?”
จูอู่ผสมโรง “ใช่แล้ว เจ้าไม่กลัวแล้วจะล้มได้อย่างไร?”
หลินต้าเม่ยอับอายจนแทบอยากมุดดินหนี ขณะเดียวกันก็เคียดแค้นผู้ชายสกุลจู
คนสกุลจูไม่มีตัวดีสักคน!
แน่นอนว่านางยังเอาความโกรธไปลงกับหลินซื่อ หลินซานเม่ย และหลินซื่อเม่ย
ถ้าไม่ใช่เพราะสามคนนี้ไม่ช่วยเหลือนาง นางจะต้องขายหน้าขนาดนี้หรือ?
“พวกเจ้า…”
ทว่าหลินต้าเม่ยยังพูดไม่จบ เย่อวี๋หรานก็เดินไปถึงตรงหน้า ยกท่อนไม้ขึ้นมาวางไว้เหนือขมับหลินต้าเม่ย
หลินต้าเม่ยตระหนกจนจิตใจสั่นสะท้าน
ตึกตัก!
ตึกตัก!
ตึกตัก!
นางหันกลับมาช้า ๆ สัมผัสได้ว่าปลายท่อนไม้ปาดผ่านขมับไปบนผิวหนังแล้วมาหยุดอยู่ตรงกลางหน้าผากของตนเอง
“ท่าน…จะทำอะไร?” หลินต้าเม่ยมองเย่อวี๋หราน แววตาฉายความพรั่นพรึงเต็มเปี่ยม
ขณะนั้น ในหัวนางมีเพียงภาพเดียวนั่นก็คือ ถูกคนใช้ท่อนไม้ฟาดศีรษะจนแตกโพละ มันสมองสีขาวไหลทะลัก
“ข้าอยากทำอะไร? คำถามนี้ ข้าควรถามเจ้ามากกว่ากระมัง?” สายตาเย่อวี๋หรานจ้องนางเขม็ง เอ่ยถามด้วยสีหน้าปราศจากความรู้สึก “เจ้าคิดจะทำอะไร?”
รังสีกดดันผู้คนแผ่คลุมลงมา หลินต้าเม่ยรู้สึกเหมือนถูกกดทับไว้ใต้มหาบรรพต ไร้กำลังจะต่อกร
นางหายใจกระชั้น แย้งกลับโดยสัญชาตญาณ “เปล่า ข้าไม่ได้คิดจะทำอะไรทั้งนั้น”
เย่อวี๋หรานออกแรงเพียงเล็กน้อยก็สามารถกดดันให้หลินต้าเม่ยเอนไปข้างหลังทีละนิดได้แล้ว
เมื่อคนนั่งอยู่โดยไม่มีมือค้ำเอาไว้บนพื้น เอนหลังเล็กน้อยก็ไม่กระไร แต่เมื่อเอนไปข้างหลังมากขึ้นเรื่อย ๆ แรงกดดันก็จะเพิ่มตาม กระทั่งจุดถ่วงน้ำหนักขาดสมดุล สุดท้ายก็จะหงายหลังล้มลงพื้น
ยามนั้น หลินต้าเม่ยรู้สึกเช่นนั้นเอง มือของนางวางไว้บนขา ไม่อาจหยิบยืมแรงได้เลย
ศีรษะยื่นไปข้างหลังไม่หยุด จุดถ่วงน้ำหนักเปลี่ยนที่ นางอยากเอามือมาค้ำไว้บนพื้นด้านหลังเพื่อยันร่างตนเองไว้ใจจะขาด
ทว่าเบื้องหน้าคือสายตาเย็นเยียบของเย่อวี๋หราน หากนางกล้าขยับแม้เพียงเล็กน้อย อีกฝ่ายก็กล้าใช้ท่อนไม้ตีกะโหลกศีรษะนางแตกกระจุยเช่นกัน
[หมายเหตุจากทีมงาน] ตั้งแต่ตอนที่ 311 เป็นต้นไปขอเปลี่ยนชื่อหมู่บ้านสกุลหลิว (หมู่บ้านของหลิวมู่) เป็นหมู่บ้านสกุลหลี่ว์เนื่องจากนักเขียนเปลี่ยนชื่อหมู่บ้าน เพื่อไม่ให้ชนและเกิดความสับสนกับหมู่บ้านสกุลหลิวซึ่งเป็นหมู่บ้านใหญ่ (หมู่บ้านของหลิวซื่อ)