ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 350 สองบ้านดูตัว
บทที่ 350 สองบ้านดูตัว
จูซานเสิ่น จูซื่อเสิ่น พ่อเฒ่าจู และแม่เฒ่าจูที่ยืนมองอยู่ข้าง ๆ ไม่กล้าส่งเสียงสักแอะ แต่พวกเขาก็ต้องยอมรับว่า เมื่อผ่านการจัดการของหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ เด็กหนุ่มสองคนนี้ก็ดูดีขึ้นมากทีเดียว
ไม่ ไม่ใช่แค่ดูดีขึ้นมาก แต่เปลี่ยนไปสิ้นเชิงเลยต่างหาก
ก่อนหน้านี้ยังเป็นหนุ่มน้อยชนบทกะโปโลไม่เข้าตา แต่เมื่อนางลงมือแปลงโฉม คนก็กลายเป็นหนุ่มน้อยในเมืองขึ้นมาทันตาเห็น น่ามองยิ่งนัก
จูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นเพิ่งรู้เป็นครั้งแรกว่า ‘ลูกชายข้าดูดีเช่นนี้ได้ด้วยหรือเนี่ย!’
เสียเวลาไปเล็กน้อย แม้ผลลัพธ์จะยังไม่ได้ดั่งใจ แต่อย่างน้อยก็ดีขึ้นแล้ว
เย่อวี๋หรานย้ำให้พวกเขาจดจำความรู้สึกเช่นนี้เอาไว้ให้ดี ถ้าคนไหนกล้าทำให้นางขายหน้า กลับมาได้เห็นดีกับนางแน่
จูซานจ้วงและจูซื่อหู่สั่นสะท้าน ฮือ ๆๆ…พวกข้าไม่ไปแล้วได้ไหม? ท่านป้าน่ากลัวเกินไปแล้ว!
ไม่รู้เลยว่าพี่น้องสกุลจูเหล่านั้น (ลูกชายของเย่อวี๋หราน) ใช้ชีวิตผ่านมาได้อย่างไร
พวกจูซื่อและจูอู่ “…”
ไม่ พวกเจ้าคิดมากไปแล้ว ปกติแม่ข้าไม่ทำแบบนี้!
ไม่ง่ายเลยกว่าจะออกจากเรือนมาได้ จูซานจ้วงและจูซื่อหู่ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
แน่นอนว่าระหว่างเดินทางก็ตรากตรำอย่างยิ่ง ต้องระวังท่วงท่ากิริยาของตนเอง ครั้นทำไม่ถูกเป็นต้องมีสายตาพิฆาตกวาดมาทันที
ราวกับปฏิกิริยาตอบสนองฉับพลันกระนั้น เมื่อสายตาพิฆาตมองมา จูซานจ้วงและจูซื่อหู่ก็จะยืนตัวตรงทันใด
จูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นเห็นเช่นนั้น ในใจก็บังเกิดความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย
ลูกชายข้าอยู่ต่อหน้าข้ายังไม่ว่านอนสอนง่ายขนาดนี้ ทำไมพออยู่ต่อหน้าป้าของเขาก็เปลี่ยนไปราวกับมุสิกเผชิญแมวเช่นนี้เล่า?
แม้จะคิดว่าไม่ยุติธรรม แต่เมื่อพวกนางสองคนคิดถึงว่าบางครั้งตนเองยังกลัวหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์อยู่มาก จึงได้แต่ระงับโทสะ
คนชนบทไม่ได้พิถีพิถันอะไรมากมาย หาได้ถือสาเรื่องชายหญิงที่ยังไม่แต่งงานไม่อาจพบหน้า เพราะหากเป็นเช่นนั้น สาวน้อยชนบทก็คงไม่ต้องไปทำนากันแล้ว
ขณะที่ในทางปฏิบัติ แม้แต่จูปาเม่ยก็ยังต้องช่วยงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ในเรือนอยู่เสมอ ถึงฤดูกาลเพาะปลูกก็ต้องไปช่วยงานในทุ่งนา ลูกสาวครอบครัวใดบ้างไม่ได้เติบโตมาเช่นนี้?
แน่นอนว่าหากหมั้นหมายแล้วหรือต้องไปดูตัว เพื่อไม่ให้แม่นางน้อย ‘ขี้ริ้ว’ เกินไปนัก ครอบครัวที่รักเอ็นดูลูกสาวก็จะให้ลูกสาวเก็บตัวอยู่ในเรือน ให้พวกนางดูแลรักษาตัวเองให้งดงามสักหน่อย ครอบครัวฝ่ายชายจะได้ไม่รังเกียจ
แม่นางหลิวเยี่ยนก็จัดอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ เมื่อรับรู้ว่าต้องดูตัว นับตั้งแต่เข้าฤดูใบไม้ผลิเป็นต้นมา ครอบครัวนางจึงไม่ให้นางออกมาทำนาอีก
ในฐานะลูกสาวคนโต ซักผ้าทำอาหาร งานบ้านงานเรือนย่อมไม่ต้องพูดถึง กอปรกับฐานะครอบครัวไม่เลว จึงนับว่านางมีชีวิตที่ค่อนข้างสุขสบาย
เรื่องเดียวที่ทำให้นางปวดเศียรคงเป็น หลิวเอ้อร์เม่ย ลูกพี่ลูกน้องผู้หญิงของนางผู้นั้นแล้ว
นอกจากจะไม่ฉลาด หลิวเอ้อร์เม่ยเห็นว่าตอนนี้นางไม่ได้ไปทำงานในนาก็คอยมารังควานนาง ทำให้คนหงุดหงิดรำคาญใจ
นั่นปะไร นางเพิ่งนั่งลงเด็ดผักในลานเรือนได้ไม่เท่าไหร่ หลิวเอ้อร์เม่ยก็โผล่ออกมาจากเรือนหลังใกล้ ๆ “เอ๊ะ พี่สาวทำอะไรอยู่หรือเจ้าคะ? วันนี้ต้องดูตัวไม่ใช่หรือ ทำไมมานั่งทำงานอยู่ตรงนี้เล่า เดี๋ยวมือก็หยาบกระด้างเอาหรอก แล้วคนเขาจะรังเกียจเอาได้ หากไม่ต้องการท่านแล้ว อย่างนั้นก็แย่พอดีน่ะสิ”
หลิวเยี่ยนไม่สนใจอีกฝ่าย
หลิวเอ้อร์เม่ยพูดอยู่นาน เห็นอีกฝ่ายไม่ตอบสนอง โทสะในใจไร้ที่ระบาย ยิ่งมาก็ยิ่งโหมแรง จึงยื่นเท้าเข้าไปเตะตะกร้าตรงหน้าหลิวเยี่ยนพลิกคว่ำด้วยความโมโห “เด็ด ๆๆ เด็ดหัวเจ้าสิ ข้าพูดกับเจ้านะ ทำไมเจ้าไม่พูดกับข้า?”
หลิวเยี่ยนกลอกตา บอกใบ้ให้นางมองไปข้างหลัง
หลิวเอ้อร์เม่ยหันกลับไปมองก็เห็นคณะของเย่อวี๋หรานยืนอยู่ตรงประตูเรือน นางจำแม่สื่อที่อยู่ในกลุ่มคนได้จึงนิ่งค้างไปทันที
“เจ้าวางกับดักข้า?! หลิวเยี่ยน ข้าสู้ตายกับเจ้าแล้ว” หลิวเอ้อร์เม่ยจากอับอายกลายเป็นโกรธก็ปรี่เข้าไปหาหลิวเยี่ยน
แต่หลิวเยี่ยนจะนั่งอยู่ตรงนั้นรอให้อีกฝ่ายเข้ามาทำร้ายงั้นหรือ? นางลุกขึ้นทันทีที่หันกลับมา ยกเก้าอี้แล้วเดินหนีเข้าไปในเรือน “ท่านแม่ มีคนมาหาเจ้าค่ะ”
หลิวเอ้อร์เม่ยยังไม่ทันได้บุกตามไป หลิวเอ้อร์เสิ่นก็เดินออกมาจากในครัว “ใครมา?”
เพิ่งพูดจบก็เห็นหลิวเอ้อร์เม่ยเอาศีรษะพุ่งเข้ามาหา พลันขมวดคิ้วมุ่น
“หลิวเอ้อร์เม่ย เจ้ามาทำอะไรตรงนี้? กลับเรือนเจ้าไป”
หลิวเยี่ยนฉวยโอกาสนี้เดินเข้าไปในห้องครัว
“ข้า…ป้ารอง พี่สาวรังแกข้าเจ้าค่ะ” หลิวเอ้อร์เม่ยเห็นว่าตามคนเข้าไปไม่ทันก็โมโหจนขยี้เท้า “ท่านต้องจัดการให้ข้านะเจ้าคะ พี่สาวทำเกินไปแล้ว ข้าอุตส่าห์พูดกับนางด้วยเจตนาดี แต่นางกลับมารังแกข้า…”
“เอาล่ะ หยุดโวยวายได้แล้ว รีบกลับห้องไป” ขณะนั้นหลิวเหล่าไท่ก็ออกมาจากห้องครัวเช่นกัน เมื่อเห็นหลานสาวเจ้าปัญหาก็ต้องปวดเศียรเวียนเกล้า
หลิวเหล่าไท่เรียกหาสะใภ้คนโต บอกให้นางรีบพาคนกลับไป
วันนี้ลูกสาวของสะใภ้รองดูตัว ลูกสาวของสะใภ้ใหญ่กลับมาก่อปัญหา นี่มันเรื่องอะไรกัน?
“ขออภัยจริง ๆ ที่เรือนรกไปหน่อย พวกท่านเชิญนั่งก่อน” หลิวเหล่าไท่ทักทายอย่างกระดาก แม้แต่หลิวเอ้อร์เสิ่นยังยกเก้าอี้ ยกน้ำ เชื้อเชิญแขกเหรื่อนั่งลง
แม่สื่อมีประสบการณ์มามาก รีบคลี่คลายสถานการณ์ ไม่เอ่ยถึงการก่อกวนก่อนหน้านี้สักคำ เพียงแนะนำคนจากครอบครัวฝ่ายชาย
“บังเอิญเสียจริง ทางด้านพวกท่านคือท่านป้า วันนี้คนที่มากับพวกเราก็คือป้าของซานจ้วงเหมือนกัน ขอแนะนำให้พวกเจ้าสักเล็กน้อย ท่านนี้คือจูต้าเหนียง ผู้ที่สร้างเรือนหลังใหม่ในหมู่บ้านสกุลจูเมื่อเร็ว ๆ นี้ก็คือครอบครัวนางนั่นเอง ป้าแท้ ๆ ของซานจ้วงเลยนะ สนิทสนมกับครอบครัวของซานจ้วงยิ่งแล้ว คราวนี้ได้ยินว่าซานจ้วงจะมาดูตัวจึงมาช่วยโดยเฉพาะ” แม่สื่อแนะนำต่อไปพร้อมรอยยิ้ม “ท่านนี้คือแม่ของซานจ้วง ส่วนท่านนี้คืออาหญิงของเขา…”
“ไอ้หยา ที่แท้ท่านก็เป็นป้าเหมือนกันหรือ บังเอิญจริง ๆ ทางด้านข้าก็มีป้าเหมือนกัน” หลิวเหล่าไท่กล่าวตอบพร้อมรอยยิ้ม “แต่ฝั่งพวกข้าไม่ได้ยอดเยี่ยมเหมือนท่านป้าสกุลจูของพวกเจ้าที่ได้สร้างเรือนหลังใหม่ นางน่ะเพียงคลอดลูกชายให้สกุลหลิวของพวกข้าสองคนเท่านั้นแหละ”
“คลอดลูกชายสองคนก็ไม่ใช่ความชอบเล็กน้อยแล้ว แสดงให้เห็นว่าสกุลหลิวของพวกท่านมีผู้สืบทอด ท่านก็รอให้พวกเขาสองคนแต่งสะใภ้เข้ามา ถึงตอนนั้นค่อยคลอดเหลนชายอ้วนจ้ำม่ำให้ท่านอุ้มสักคน” แม่สื่อย่อมไม่ปล่อยให้หัวข้อนี้กร่อยไปอยู่แล้ว จึงตอบกลับไปด้วยถ้อยคำที่น่ายินดี
ชมครอบครัวนี้เสร็จก็ชมครอบครัวนั้น อาศัยคำพูดไม่กี่คำก็แนะนำสองครอบครัวได้เสร็จสรรพ
ทั้งยังดึงจูซานจ้วงออกมาให้คนสกุลหลิวยลโฉม เพื่อพิสูจน์ว่านางไม่ได้โกหก คนหนุ่มสกุลจูมีรูปลักษณ์โดดเด่นโดยแท้ แค่มองก็ทราบว่าเป็นเด็กหนุ่มที่มีชีวิตชีวาคนหนึ่ง
ขณะนั้น หลิวเยี่ยนหลบอยู่หลังม่านในห้องครัว ลอบมองออกมาอย่างเงียบ ๆ
หลายเดือนมานี้ข่าวลือจากหมู่บ้านสกุลจูมีมาไม่ขาด ที่กล่าวขวัญถึงมากที่สุดก็คือครอบครัวของจูเหล่าโถว ครอบครัวของจูเหล่าซานท่านนี้กลับไม่ค่อยมีข่าวคราวอะไรมาให้ได้ยิน
ยิ่งเป็นจูซานจ้วง ลูกชายของเขาก็ยิ่งสืบข่าวได้น้อยลงไปอีก
หลิวเยี่ยนทราบเจตนาของคนในครอบครัวดี ต้องการหาคนที่มีฐานะดี ๆ ให้นางสักคน น่าเสียดายที่ลูกชายของจูเหล่าโถวแต่งงานหมดแล้ว ไม่อย่างนั้นก็อาจไปทาบทามให้นาง
เชื่อมสัมพันธ์กับครอบครัวจูเหล่าโถวไม่ได้ ครอบครัวพี่น้องของเขาก็ดีเหมือนกัน ด้วยเหตุนี้ จูซานจ้วงจึงเข้ามาอยู่ในสายตาของคนสกุลหลิว
จูซานจ้วงถูกสตรีที่ออกเรือนแล้วทั้งหลายล้อมเอาไว้ก็ประหม่ายิ่งนัก ขวัญกล้าเพียงไหนก็ไม่กล้าพูดจา ได้แต่ปล่อยให้สตรีสกุลหลิวถามนั่นถามนี่ พินิจมองตามอำเภอใจ
จูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นก็อมยิ้มถามเรื่องราวครอบครัวสกุลหลิวได้ไม่น้อย เป็นต้นว่าในครอบครัวมีสมาชิกกี่คน ตอนนี้ยุ่งกันหรือไม่ ถึงฤดูเก็บเกี่ยวทำงานไหวหรือเปล่า ปกติแม่นางน้อยในเรือนชอบทำอะไรในยามว่าง