ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 461 ทำให้เขาไม่เหลือศักดิ์ศรีความเป็นชาย
บทที่ 461 ทำให้เขาไม่เหลือศักดิ์ศรีความเป็นชาย
เย่อวี๋หรานทราบว่าอีกฝ่ายมาเพื่อเหตุใด แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงรับน้ำใจของอีกฝ่ายไว้
ย่าของลี่ฮวารั้งอยู่เพียงไม่นานก็จากไป
ผู้มากประสบการณ์มักเจ้าเล่ห์ไหลลื่น ทราบว่าการประจบคนอื่นนั้นไม่อาจใจร้อน จี้ถึงจุดแล้วหยุดมือเป็นดีที่สุด
นางเพิ่งจากไป หลี่ซื่อก็วิ่งกลับมาอย่างอดรนทนไม่ไหว ถามอย่างสงสัยว่า “ท่านแม่ ย่าของลี่ฮวามาเรือนพวกเราทำไมหรือเจ้าคะ?”
“เจ้าไม่ได้ถาม?” เย่อวี๋หรานลูบชายแขนเสื้อพลางเอ่ยถาม
หลี่ซื่อส่ายหน้า “ข้าจะถามได้อย่างไรเจ้าคะ มาเยือนเรือนเราครั้งแรก เป็นแขกแปลกหน้าดี ๆ นี่เอง เห็นได้ชัดว่ามีธุระ ทั้งยังพูดว่ามาหาท่านแม่ ข้าเดาว่าถึงข้าจะถาม ย่าของลี่ฮวาก็ไม่แน่ว่าจะตอบ”
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ แล้วเจ้ามั่นใจได้อย่างไรว่าข้าจะตอบ?”
หลี่ซื่อสะอึก จริงด้วย ตอนนี้ท่านแม่ยังมีโทสะ นางทำเช่นนี้มิเท่ากับหาเรื่องใส่ตัวหรอกหรือ?
“พอได้แล้ว นางมาพูดเรื่องแม่ม่ายฉิน” เย่อวี๋หรานตอบ “แม่ม่ายฉินถูกเจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสขังเอาไว้ นางมาส่งข่าวว่าตอนนี้แม่ม่ายฉินถูกส่งกลับเรือนไปแล้ว…”
ไม่รอให้อีกฝ่ายพูดจบ หลี่ซื่อก็ร้อนใจเสียแล้ว จึงกล่าวอย่างตกใจว่า “หา?! ให้กลับไปทั้งอย่างนี้หรือ ท่านแม่ นางหน้าไม่อายถึงเพียงนี้ ไม่ลงโทษอะไรก็ส่งนางกลับไปทั้งอย่างนี้หรือเจ้าคะ?”
“ข้ายังพูดไม่จบ” เย่อวี๋หรานหน้านิ่ง
หลี่ซื่อรีบกล่าวว่า “ท่านพูดต่อเลยเจ้าค่ะ”
“เด็กในท้องไม่อยู่แล้ว” พูดจบ เย่อวี๋หรานก็กลับเข้าไปในห้องโดยไม่สนใจหลี่ซื่ออีก
หลี่ซื่อแตกตื่นตกใจ แต่ในไม่ช้าก็ได้สติคืนมา ใช่แล้ว เด็กในท้องแม่ม่ายฉินเดิมทีก็ไม่รู้ว่ามาได้อย่างไร เก็บเอาไว้มีแต่จะเป็นภัย แท้งไปก็ดีแล้วไม่ใช่หรือ?
เมื่อไม่เห็นเงาแม่สามีอีก นางจึงกลับไปที่เรือนหลังเก่าเพื่อแจ้งข่าวแก่คนอื่น ๆ
หลิ่วซื่อ หลิวซื่อ และหลินซื่อต่างห้อมล้อมเข้ามา
“ไม่มีแล้วจริง ๆ?” หลิวซื่อออกจะไม่เชื่อถือ “แม่ม่ายฉินมาโวยวายถึงเรือนพวกเราแล้ว นางจะยอมให้เอาเด็กออกง่าย ๆ หรือ?”
นางรู้สึกว่าเรื่องราวไม่ได้เรียบง่ายปานนั้น
“เรื่องนี้ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร นี่ก็เพราะมีคนมาแจ้งข่าวกับท่านแม่แล้วไม่ใช่หรือ ในเมื่อมาบอกท่านแม่ แสดงว่าเรื่องนี้เป็นไปได้มากกว่าคงเป็นเรื่องจริง” หลี่ซื่อกล่าว
“พวกเจ้าว่าท่านพ่อรู้เรื่องไหม?” หลิวซื่อถาม
ชั่วขณะนั้นกลับไม่มีใครเอ่ยปาก
เวลานั้น จูเหล่าโถวทราบเรื่องหรือยัง?
เขากำลังทำงานอยู่ในทุ่งนา ย่อมไม่รู้เรื่องอยู่แล้ว
ทำงานไปได้สักพักก็รู้สึกเหน็ดเหนื่อยอ่อนแรง จึงวางจอบไว้บนคันนาแล้วนั่งลงพักผ่อน
จูต้ากับจูเอ้อร์เงยหน้ามองเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร ก้มหน้าถอนหญ้าต่อไป
เจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสกล่าวไว้แต่แรกแล้วว่า ทุกคนช่วยกันรับผิดชอบเรื่องกล้ามันเทศในแปลงเพาะชำ ส่วนครอบครัวพวกเขารับหน้าที่เอามันเทศมาปลูก
หลังแจกจ่ายกล้ามันเทศเสร็จแล้วก็ต้องจัดการพื้นที่สำหรับปลูกมันเทศสักรอบ ไม่เพียงต้องลงปุ๋ยใหม่ แต่ยังต้องกำจัดวัชพืชบริเวณนั้นอีกด้วย มิเช่นนั้นยอดพันธุ์มันเทศยังไม่ทันได้งอก ยอดอ่อนก็คงถูกหญ้าพวกนี้แย่งสารอาหารไปก่อนแล้ว
จูซื่อกับจูอู่ไม่ได้อยู่ทางนี้ด้วย ครอบครัวพวกเขานอกจากแปลงเพาะชำมันเทศผืนนี้แล้ว ยังปลูกเพิ่มเองอีกแปลงหนึ่ง
คนผู้หนึ่งวิ่งมาทางนี้แต่ไกล
“จูเหล่าโถว…” คนผู้นั้นร้องเรียก
ครั้นเข้ามาใกล้อีกหน่อย จูเหล่าโถวก็จำได้ว่าเป็นคนในหมู่บ้าน “เจ้าเองหรอกหรือ ไม่ทำงานที่นาเจ้า มาหาข้ามีเรื่องอะไร?”
“แหะแหะ…ทำงานมาทั้งเช้าแล้วนี่นา เหนื่อยน่ะ อยากพักสักหน่อย” คนผู้นั้นยิ้มแย้มพลางนั่งลงข้างจูเหล่าโถว
ความจริงแล้ว ตอนนี้จูเหล่าโถวไม่อยากพบคนในหมู่บ้านเลย
ก่อนหน้านี้ใครเห็นเขาก็ต้องยิ้มแย้มเพื่อ ‘เอาใจ’ เขา ตอนนี้กลับบอกได้ไม่ชัดเจนเสียแล้ว ไม่แน่ว่าอาจกำลังยิ้มเยาะอะไรอยู่ก็เป็นได้
คนผู้นั้นมองจูต้ากับจูเอ้อร์ที่กำลังทำงานก็ทำทีพยักเพยิด กล่าวกับจูเหล่าโถวเสียงเบาว่า “ลูกชายสองคนนี้ของเจ้ากตัญญูไม่เบา เจ้าพักผ่อนแล้ว พวกเขายังทำงานอยู่เลย”
“เลี้ยงลูกชายมาจนโตก็เพื่อการนี้ไม่ใช่รึ?” จูเหล่าโถวตอบ
“ข้ารู้ ทุกคนคลอดลูกชายเลี้ยงลูกชายก็เพราะเรื่องนี้ แต่เจ้า…” คนผู้นั้นเลิกคิ้ว บอกเป็นนัยว่า “ทำแบบนั้นแล้วนี่นา ลูกชายเจ้าไม่มีใครไม่พอใจบ้างเลยหรือ?”
จูเหล่าโถวตวัดสายตามองมาอย่างไม่พอใจ “พูดจาไม่เป็นก็ไม่ต้องพูด กลับไปนาเจ้านู่น”
“โธ่ อย่าเป็นแบบนี้สิ คราวที่แล้วข้าเป็นคนส่งข่าวให้เจ้าไม่ใช่เรอะ ข้าก็แค่เป็นห่วง เรื่องใหญ่ขนาดนี้ หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ไม่เอาเรื่องเจ้า?”
จูเหล่าโถวไม่สบอารมณ์เสียแล้ว เย่อวี๋หรานจะจัดการหรือไม่จัดการเขา ลั่นกลอนประตูเรือนไปก็เป็นเรื่องในครอบครัวของเขา
คนผู้นี้ต้องการอะไรกันแน่?
ท่าทางเหมือนมาดูเรื่องสนุกอย่างนั้นแหละ?
“เกี่ยวอะไรกับเจ้า!” จูเหล่าโถวตอบกลับอย่างอารมณ์เสีย
“ไอ้หยา มีอะไรน่าอายกัน? ข่าวก็แพร่ออกมาแล้ว” คนผู้นั้นกล่าว
“ข่าวอะไร?” ได้ยินเช่นนั้น จูเหล่าโถวก็กางหูผึ่งสอบถามทันที
หลายวันมานี้เขาไม่กล้าไปเดินเล่นในหมู่บ้านเพราะกลัวว่าจะได้ยินคำครหา
แต่พวกเขาพูดอะไรกันแน่ เขากลับอยากรู้มากมาย
“ไม่ใช่อะไรที่น่าฟังนักก็แล้วกัน” คนผู้นั้นกล่าว “เจ้าก็ใช่ว่าจะไม่รู้ ชื่อเสียงของเจ้าในหมู่บ้าน…กลัวเมียน่ะ พวกเขาพูดกันว่าเจ้าคงถูกจัดการอนาถแน่ แต่ข้าเห็นว่าเจ้าก็ยังอยู่ดีนี่นา ไม่เห็นว่าแขนขาข้างไหนจะหายไป เจ้าอย่าไปฟังพวกเขาพูดเหลวไหล…”
จูเหล่าโถว “…”
ไม่มีใครหวังว่าเขาจะอยู่ดีมีสุขเลยหรือ?
ยังจะมาแขนขาหายไปอะไรอีก ทำไมไม่ขอให้เขาไปตายเสียเล่า!
“เจ้าอย่าเก็บไปใส่ใจ มีแต่คำเหลวไหลทั้งนั้น อย่าไปสนใจเลย เจ้าดูพวกลูกชายของเจ้าสิ แต่ละคนกตัญญูทั้งนั้น เท่านี้ก็ไม่เป็นไรแล้ว คนเราน่ะ พอแก่ตัวลงก็ปรารถนาแค่นี้ไม่ใช่หรือไร ขอเพียงพวกเขากตัญญูเช่นนี้ต่อไป อย่างอื่นล้วนไม่ใช่ปัญหา…” คนผู้นั้นกล่าวต่อ
“พวกเขายังพูดอะไรอีก?” จูเหล่าโถวถาม
“ก็พูดหมดแล้วนี่นา?”
“ไม่มีอย่างอื่นแล้ว?”
“มีแต่คำพูดไม่น่าฟังทั้งนั้น พูดไปก็ระคายหูเจ้า ข้ามาคราวนี้ก็เพราะอยากมาบอกให้เจ้าสบายใจ ทางด้านแม่ม่ายฉิน ตอนนี้เรียบร้อยแล้ว” คนผู้นั้นทำท่าทีประกอบ “ไม่มีแล้ว”
จูเหล่าโถวมองท้องของอีกฝ่าย “ไม่มีแล้ว?!”
คนผู้นั้นพยักหน้า “ใช่ ไม่มีแล้วจริง ๆ ย่าของลี่ฮวาพูดเอง แม่ม่ายฉินประพฤติตัวสำส่อนเองนี่นา เป็นชู้กับคนตั้งหลายคน ไม่รู้ว่าตกลงแล้วเป็นลูกของใครกันแน่ ทั้งยังไม่มีใครยอมรับอีกต่างหาก ถึงได้ให้เอาออก…เจ้าคงไม่ได้อยากได้เด็กคนนั้นกระมัง?”
“ที่ไหนกันเล่า” จูเหล่าโถวย่อมไม่ยอมรับอยู่แล้ว
แม้จูเหล่าโถวจะคิดว่าเด็กในท้องแม่ม่ายฉินคงเป็นลูกของตัวเอง แต่หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์เป็นใหญ่ในเรือน เขาจะกล้าพาพวกนางแม่ลูกเข้าเรือนมาได้อย่างไร?
หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ถึงขั้นลั่นวาจาไว้แล้วว่า ถ้าเขากล้าทำเช่นนั้นก็จะไล่เขาออกจากเรือนไปตัวเปล่า
ไม่ว่าจะบิดามารดาของเขา หรือลูกชายลูกสาวทุกคนล้วนยืนอยู่ฝ่ายหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์อย่างเห็นได้ชัด ต่อให้เขากล้ากว่านี้ก็ไม่กล้าทำเช่นนั้นลับหลังนางหรอก
เฮ้อ…ถึงจะไม่อยากยอมรับ แต่อายุมากแล้ว เรี่ยวแรงเสื่อมโทรม ถ้าถูกไล่ออกจากบ้านตัวเปล่า ไม่มีลูกชายเลี้ยงเขา ต่อไปเขาจะทำอย่างไร?
เด็กในท้องแม่ม่ายฉินคนนั้น หากต้องรอจนเด็กคนนั้นโตขึ้นมา ตนเองก็คงเหลือแต่กระดูกแล้ว
แต่เมื่อได้ยินคนผู้นั้นบอกว่าแม่ม่ายฉินประพฤติตัวสำส่อน จิตใจเขากลับยากจะยอมรับ “เจ้าพูดจริงหรือ แม่ม่ายฉินเป็นคนแบบนั้นจริง ๆ?”
คนผู้นั้นได้ยินน้ำเสียงเช่นนั้นก็หันขวับมามองจูเหล่าโถวเต็มสองตา แล้วกล่าวเสียงเบาว่า “เจ้าพูดอะไรน่ะ? นางนอนกับเจ้าได้ ยังจะไปนอนกับคนอื่นไม่ได้งั้นรึ? เจ้าโง่หรือเปล่า…”
จูเหล่าโถว “…”
ถ้าข้าโง่ ข้าจะแต่งเมียที่คลอดลูกเก่งปานนั้นได้งั้นเรอะ?
คลอดลูกเยอะก็จริง เก่งกล้าสามารถก็จริง แต่แข็งกร้าวเกินไป ทำให้เขาไม่เหลือศักดิ์ศรีความเป็นชาย