ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 508 ทุกคนล้วนอกตัญญู
บทที่ 508 ทุกคนล้วนอกตัญญู
“อาจไม่ค่อยน่าฟังนัก แต่หากครอบครัวเราขาดพ่อเจ้าไปก็ไม่ได้ส่งผลต่อปากท้องของพวกเจ้า เสื้อผ้าหรือกระทั่งการใช้ชีวิตของพวกเจ้า แต่หากขาดข้าไป เฮอะเฮอะ…”
“เจ้าต้องจำไว้ว่าผู้หญิงที่เข้มแข็งไม่ใช่ว่าจะคว้าใจผู้ชายไว้ได้ และคิดว่าจะไม่ถูกผู้ชายทอดทิ้ง แต่ที่จริงคือไม่ต้องไปสนใจเลย”
“หากเขายังอยู่ข้างเจ้า เจ้าก็ต้องรักและเห็นคุณค่าของเขา หากเขาไม่อยู่แล้ว เจ้าก็ต้องยังคงสามารถใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างดี”
…..
เรื่องที่จูเหล่าโถวนอกใจทำให้รู้สึกว่าผู้ชายทั้งโลกล้วนไม่ใช่คนดีอันใด ด้วยเหตุนี้จึงยังทำให้จูปาเม่ยกังวลใจเรื่องการจะแต่งงานเข้าไปในครอบครัวใหม่
จู่ ๆ ก็รู้สึกว่าจะมีผู้ชายหรือไม่ก็ไม่สำคัญเลย
ที่สำคัญคือนางจะสามารถเลี้ยงดูตัวเอง และสามารถใช้ชีวิตต่อไปอย่างดีได้หรือไม่
ก่อนหน้าที่จะถูกกล่อมจนหลับ จูปาเม่ยก็ยังถามอีกประโยคหนึ่ง “ท่านแม่เจ้าคะ ตามกฎของราชวงศ์เซินถู หากผู้หญิงที่อายุสิบแปดปีแล้วยังไม่ออกเรือน พ่อแม่จะต้องถูกลงโทษใช่หรือไม่เจ้าคะ? ดูเหมือนไม่ว่าในภายภาคหน้าข้าจะกลายเป็นคนเก่งกาจมากเพียงใดก็ไม่อาจไม่แต่งงานได้…”
“ตอนนี้เจ้าเพิ่งจะอายุเท่าไหร่เองทำไมถึงได้รีบร้อนนัก? นั่นเป็นปัญหาที่ต้องพิจารณาในอีกหลายปีข้างหน้า จะว่าไปไม่ใช่ว่าเจ้าไม่ต้องแต่งงาน เพียงแต่ยามที่จะแต่งก็ต้องเลือกให้ถี่ถ้วนเสียก่อน เอาล่ะ นอนเถอะ รีบนอนรีบตื่นจะได้เป็นการดูแลให้ใบหน้าสวยเข้าไว้” เย่อวี๋หรานดึงผ้าห่มมาห่มให้
จากนั้นตะเกียงก็ถูกดับ
ยามที่สติสุดท้ายเลือนรางไป จูปาเม่ยก็นึกขึ้นได้ว่า ข้าลืมอะไรไปหรือไม่?
นอกห้องที่มืดสนิท
จูต้าและจูเอ้อร์ดึงจูเหล่าโถวกลับเข้าไปในห้อง และยังถูกชี้หน้าด่าไปคราหนึ่ง
เหตุผลนั้นง่ายมาก เพราะพวกเขาฟังเพียงหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์เท่านั้นน่ะสิ หนึ่งการประณาม หนึ่งการปฏิบัติ เขาผู้เป็นพ่อพูดมานานค่อนวัน พวกเขาสองคนเงียบเฉยไม่แม้แต่จะปริปากจนทำให้คนเขารู้สึกไม่ดี
จูเหล่าโถวโกรธแทบตาย
เขาอยากจะตะโกนเสียงดังแต่กลับกลัวว่าเพื่อนบ้านจะได้ยินเข้าจนเสียหน้า
ดังนั้นสุดท้ายแล้วคนที่ด่าคนอื่นก็คือเขา และคนที่ทนแทบไม่ไหวก็เป็นเขาเอง
หากจะบอกว่าจูต้าและจูเอ้อร์ไม่สนใจก็ไม่ถูกนัก
เขาทั้งสองคนลองเกลี้ยกล่อมแล้วแต่จูเหล่าโถวหาได้ฟังไม่ เขาสองคนจึงทำอะไรไม่ได้ ประกอบกับพวกเขารู้สึกว่าไม่มีพี่น้องคนอื่นที่พูดคุยด้วยได้ หลังจากเกลี้ยกล่อมไปสองสามประโยคจึงเงียบต่อไป
ถึงอย่างไรก็โน้มน้าวไม่ได้แล้วจะเสียเวลาพูดไปเพื่ออะไรเล่า?
ไม่เพียงแต่โน้มน้าวไม่ได้แต่ยังทำให้พ่อของพวกเขาโกรธอีกด้วย
“ท่านพ่อ ถ้าท่านไม่มีอะไรแล้ว พวกข้าสองคนกลับห้องไปพักก่อนนะขอรับ”
“ดึกมากแล้วพรุ่งนี้ยังต้องทำงานด้วยขอรับ!”
หลังจากทำหูทวนลม จูต้าและจูเอ้อร์ไม่คิดว่าจูเหล่าโถวอยู่ในห้องตัวเองแล้วยังจะสามารถก่อเรื่องอะไรได้
ผ่านไปครู่หนึ่ง เมื่อคิดว่าคงไม่มีเรื่องแล้วจึงเดินออกไป
จูเหล่าโถวโกรธเป็นอย่างมาก อึดอัดในอกจนเลือดแทบกระอักถึงขนาดแทบจะหมดสติไปเสียตรงนั้น
เขานั่งตัวสั่นอยู่ข้างเตียงครู่หนึ่งพลางทุบอกตัวเอง ใช้เวลาอยู่นานกว่าจะฟื้นตัว
“เด็กสารเลว!”
“ล้วนอกตัญญูกันทุกตัว กตัญญูกันหมด”
“น่าโมโหเสียจริง!”
……
พูดตามตรง จูเหล่าโถวอึดอัดจริง ๆ
หลังจากเรื่องของแม่ม่ายฉินแดงขึ้นมา เย่อวี๋หรานก็จัดการความวุ่นวายอย่างรวดเร็วและที่ผ่านมาก็คอยจับตาดู
พวกผู้น้อยข้างล่างก็ไม่ได้ยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูด
แต่ถึงพวกเขาไม่ยกขึ้นมาพูดก็ไม่ได้หมายความว่าจูเหล่าโถวจะไม่คิดมาก บางครั้งก็จะเห็นพวกเขาแอบไปคุยเรื่องอะไรลับหลัง เขาสงสัยว่าคนเหล่านั้นกำลังนินทาเรื่องของเขาหรือเปล่า?
เมื่อเขาเดินมา พวกเขาก็จะหยุดพูด
เขากลายเป็น ‘มนุษย์ล่องหน’ ในบ้านไปแล้ว ดังนั้นทุกคนจึงล้วนหลีกเลี่ยงเขา แม้แต่หลานทั้งสองคนก็ถูกหลี่ซื่อหาข้ออ้างเอาตัวไปไม่ให้เขาแตะต้อง
ไม่ใช่เพราะกลัวว่าเขาจะไปสอนเรื่องไม่ดีให้เด็กหรือ?
ความสงสัยในใจนับวันยิ่งหยั่งรากลึกและเติบโตขึ้น
ลมหอบหนึ่งพัดจนตะเกียงบนโต๊ะดับลง
จูเหล่าโถวกลับนั่งอยู่ตรงนั้นไม่ขยับ เพราะในห้องมีเขาอยู่แค่คนเดียว จุดหรือไม่จุดไฟจะต่างกันตรงไหน?
มองไปยังห้องที่เงียบสงัด ในใจของเขาก็ว่างเปล่า ถูกความอ้างว้างเกาะกุมที่หัวใจ
ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยรู้สึกเลย แต่ยามนี้เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านถึงอายุไม่ยืน ไม่ใช่เพราะไม่มีอาหารกินแต่เป็นเพราะอ้างว้างเกินไป
ทุกคนล้วนยุ่งกันหมด ไม่มีใครสักคนที่ใส่ใจเจ้า เป็นห่วงเจ้า หรือนึกถึงเจ้า ความรู้สึกเช่นนี้สามารถฆ่าคนให้ตายได้
วันนี้ทุกอย่างปะทุออกมาอย่างกะทันหัน อันที่จริงเขาก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ความรู้สึกที่ทุกคนเมินเฉยนั้นทำให้รู้สึกอึดอัดจนทนไม่ไหวจริง ๆ
เขายอมทะเลาะกับคนเหล่านั้น ยอมถูกต่อว่ายังดีกว่าต้องมารู้สึกว่าไม่มีใครสนใจเขา
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
ด้านนอกห้องมีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
จูเหล่าโถวตกใจ มีคนมาหรือ?!
เขารีบนั่งตัวตรงทั้งยังจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่
เขาไม่สนใจว่าใครมา เพียงแต่หวังว่าจะมีใครสักคนอยู่เป็นเพื่อนเขา
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“เข้ามา ประตูไม่ได้ลงกลอน” ในน้ำเสียงที่จูเหล่าโถวตอบกลับไปมีความกระสับกระส่ายที่เขาเองก็ไม่รู้ตัว
เย่อวี๋หรานผลักประตูเข้ามา “ทำไมไม่จุดตะเกียงเล่า ข้าก็คิดว่าเจ้าหลับไปแล้ว”
“เป็นเจ้านี่เอง…” จูเหล่าโถวรู้สึกขยาดกลัวขึ้นมาบ้าง เขารู้ว่านางมาทำไม
ถึงกลัวว่าจะถูกต่อว่า แต่ก็ยังหวังว่านางจะอยู่ต่ออีกสักหน่อย
เขาหยิบที่จุดไฟออกมาจุดไฟที่ตะเกียง
เมื่อไฟสว่างขึ้น เขาก็ย้ายเก้าอี้มาให้เย่อวี๋หรานนั่ง ดูระมัดระวังตัวอย่างมาก
ปกติแล้วห้องของจูเหล่าโถวนั้นจะเป็นจูปาเม่ยมาช่วยทำความสะอาด เย่อวี๋หรานก็ไม่ค่อยได้เข้ามานัก นางเงยหน้ามองโดยรอบครู่หนึ่ง โอ้ สะอาดมากทีเดียว!
แต่ถึงอย่างไรสองพ่อลูกก็เพิ่งทะเลาะกันไป เย่อวี๋หรานจึงไม่ได้พูดเรื่องนี้ขึ้นมา นางเพียงกล่าวว่า “เมื่อครู่ข้าเพิ่งไปคุยกับจูปาเม่ยมา จิตใจของสาวน้อยนั้นค่อนข้างอ่อนไหว คิดว่าคงเป็นมาสักระยะแล้ว พวกเราก็ยุ่งกันมากจึงไม่ทันได้สังเกตนาง นึกไม่ถึงว่าเด็กน้อยเช่นนั้นกลับมีเรื่องที่เก็บไว้ในใจแล้ว…”
“เป็นความผิดข้าเอง เป็นข้าที่ไม่ทันสังเกต เรื่องนี้ข้าต้องขอโทษเจ้าด้วย”
“เจ้าก็อย่าไปโกรธนางนักเลย นางทำผิดโดยไม่ได้ตั้งใจ เมื่อครู่นางปากไวไป อีกสักพักข้าจะให้นางมาขอโทษเจ้า”
……
นี่เป็นความฉลาดเฉลียวของเย่อวี๋หราน นางยอมรับความผิดพลาดของจูปาเม่ยแต่ก็ทำให้ ‘ความผิด’ ของจูปาเม่ยอ่อนลง ทั้งยังออกตัวรับผิดชอบเองด้วย
เป็นผลให้ความไม่พอใจของจูเหล่าโถวพลันลดลง
ไม่ว่าจะพูดอย่างไร ในยุคสมัยที่ ‘พ่อเป็นใหญ่’ เช่นนี้ การกระทำของจูปาเม่ยเป็นการท้าทาย ‘ปิตาธิปไตย’ อย่างแท้จริง
หากเปลี่ยนเป็นครอบครัวอื่น คาดว่าเรื่องนี้คงผ่านไปไม่ง่ายนัก
“ตอนนั้นข้าก็โกรธเกินไปจนหุนหันพลันแล่นตีนาง ปกติข้าไม่ตีใครหรอก…”
หากเย่อวี๋หรานโกรธเขา จูเหล่าโถวยังอาจจะสามารถตะโกนเสียงแข็งกลับไปได้ แต่ไม่คิดว่าคนจะเข้ามาในห้องเพื่อ ‘ขอโทษ’ อย่างกะทันหัน จึงทำให้เขาลำบากใจอยู่บ้าง
สีหน้าของเขาเหยเกเล็กน้อย
เห็นได้ชัดว่าเขารู้ว่าปกติภรรยาของเขา ‘รักและทะนุถนอม’ ลูกสาวเพียงใด แม้แต่ลูกชายเขายังไม่แตะต้องสักนิ้ว แต่นี่กลับตีแก้วตาดวงใจของนาง ทำให้เกรงว่านางจะ ‘โกรธ’ จึงต้องกลับมาทำความสะอาดห้องเอง
ตอนนี้เขาก็อายุมากแล้ว อำนาจการเงินในบ้านก็อยู่ในมือของหญิงเฒ่า หากหญิงเฒ่าคิดจะจัดการเขาจริง ๆ เขาก็ไม่มีทางต่อต้านได้เลย
เช่นเดียวกับเรื่องของแม่ม่ายฉินก่อนหน้านี้ หากมองดูความสัมพันธ์ของพ่อกับแม่เขา รวมถึงความสัมพันธ์ของน้องชายและน้องสะใภ้ก็พอจะดูสถานะของครอบครัวนี้ออก ต่อหน้าเย่อวี๋หรานนั้น เขาเป็นคนที่มีสถานะต่ำสุด
“ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นพ่อที่ดีคนหนึ่ง ลูกชายบ้านอื่นมีคนไหนบ้างที่ตอนเด็กไม่ถูกพ่อลงโทษ? แต่บ้านพวกเราเจ้าเคยแม้แต่จะง้างมือเสียที่ไหนเล่า? ตอนที่ข้ายังอายุน้อยก็อารมณ์ร้อนนัก ยามที่อารมณ์ไม่ดียังไปหยิบไม้กวาดมาตีเลย…” เย่อวี๋หรานยังคงเยินยอต่อเพื่อเสริมความมั่นคงให้ลักษณะนิสัย ‘ไม่ตีเด็ก’ ของเขา