ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 548 พ่อลูกสกุลเฉียน
บทที่ 548 พ่อลูกสกุลเฉียน
แม้จะแก้พิษให้จูเอ้อร์เม่ยได้แล้ว แต่เย่อวี๋หรานก็ไม่คิดจะเปิดเผยออกไป นางตั้งใจว่าจะใช้แผนซ้อนแผน ทำให้จูเอ้อร์เม่ยถูกพิษสักครั้ง เพื่อดึงคนที่อยู่หลังม่านออกมา
บางครั้งพูดอย่างเดียวแต่ไร้หลักฐาน คนอื่นก็คงไม่เชื่อ มีแต่ต้องได้เห็นกับตาตนเองจึงจะเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง
เย่อวี๋หรานตัดสินใจไปบอกเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสหมู่บ้านสกุลจูให้พวกเขารับทราบล่วงหน้าเพื่อป้องกันเหตุไม่คาดคิด
ช่วงนี้หากไม่มีเหตุจำเป็น จูซานก็จะไม่กลับมาที่เรือน เพื่อไม่ให้กระทบต่อจูชีที่กำลังเตรียมตัวสอบ
อากาศเย็นลงทุกขณะ จูเอ้อร์เม่ยกลับเรือนมาได้สักพักแล้ว แต่เหล่าเฉียนที่รอข่าวคราวที่หมู่บ้านเฉียนเฉวียนใกล้จะทนไม่ไหวแล้ว
เพราะตั้งแต่เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสหมู่บ้านสกุลจูมาคราวก่อน เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสในหมู่บ้านเฉียนเฉวียนก็เอาแต่กดดันให้เขารับปาก
ไม่ได้มีเพียงผู้อาวุโสสกุลเฉียนเท่านั้นที่มา ผู้อาวุโสคนอื่น ๆ ในหมู่บ้านก็มาด้วยเช่นกัน คนทั้งโขยงพูดกรอกหูเขาไม่หยุด
“เหล่าเฉียน เจ้าต้องการอะไรกันแน่? เจ้าคิดจะทำร้ายคนทั้งหมู่บ้านเพื่อตัวเจ้าคนเดียวงั้นเรอะ?”
“เจ้าพูดความจริงมาเดี๋ยวนี้ เจ้าคิดจะไปรับจูเอ้อร์เม่ยกลับมาตอนไหน?”
“ข้าเตือนเจ้าไว้เลยนะว่าห้ามปลดจูเอ้อร์เม่ยเด็ดขาด นางเป็นน้องสามีของหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ ความสัมพันธ์จะแย่แค่ไหนก็ยังเป็นน้องสามีอยู่ดี เจ้าทำเช่นนี้เท่ากับตบหน้าพวกเขา”
“เจ้ารู้ไหมว่าตอนนี้หมู่บ้านสกุลจูของพวกเขาร้ายกาจปานไหน? ยังไม่พูดถึงมันเทศที่เก็บเกี่ยวกันไปล่าสุด เฉพาะการเพาะปลูกต้นฤดูใบไม้ผลิปีหน้า ยังต้องให้พวกเขามาสอนวิธีทำนาน้ำให้อยู่นะ”
“ถ้าเจ้ากล้าทำให้คนทั้งหมู่บ้านไม่ได้ทำนาน้ำและปลูกมันเทศไปกับเจ้า เจ้าก็รอรับการพิจารณาตัดสินขับไล่เจ้าออกจากหมู่บ้านเฉียนเฉวียนได้เลย”
……
ในยุคสมัยนี้ การถูกขับไล่ออกจากหมู่บ้านหรือถูกลบชื่อออกจากวงศ์ตระกูลเป็นเรื่องร้ายแรงอย่างมาก
หมู่บ้านมักเชื่อมโยงกับวงศ์ตระกูล ขณะที่ทั้งหมู่บ้านและวงศ์ตระกูลยังผูกพันกับที่ดินทำกินซึ่งเกษตรกรให้ความสำคัญประดุจชีวิต หากถูกขับออกจากหมู่บ้านหรือลบชื่อออกจากวงศ์ตระกูล ก็หมายความว่าที่ดินเพาะปลูกภายใต้ชื่อตนเองก็จะถูกหมู่บ้านหรือวงศ์ตระกูลเรียกคืน ไม่เหลืออะไรแม้แต่อย่างเดียว
หากเกษตรกรไม่มีที่ดินก็เท่ากับว่าไม่มีเครื่องหาเลี้ยงชีพ เท่ากับว่าชีวิตนี้จบสิ้นแล้ว
เหล่าเฉียนก้มศีรษะเพื่อซ่อนสีหน้าโกรธแค้นของตนเองเอาไว้
รอจนผู้อาวุโสเหล่านั้นจากไปไกล เหล่าเฉียนค่อยเงยหน้าขึ้นมองไปทางพวกเขา “พวกลูกหมาที่เห็นแก่ได้…”
“รอก่อนเถอะ พอข้ารวยเมื่อไหร่ พวกเจ้าหรือจะอยู่ในสายตาข้า”
“ถึงตอนนั้นต่อให้พวกเจ้ามาขอร้องข้าถึงที่ ข้าก็ไม่อยู่ที่นี่หรอก”
“หมู่บ้านโกโรโกโสแบบนี้ คิดว่าข้าอยากอยู่นักเรอะ? ฝันไปเถอะ…”
ตอนแรกคนยังไปได้ไม่ไกล เขาไม่กล้าด่าทอเสียงดังเกินไป
แต่พอเริ่มไม่เห็นเงาคนแล้ว เสียงของเขาก็ดังขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับมีแต่ต้องทำเช่นนี้จึงจะสามารถระบายความขุ่นเคืองในใจออกมาได้
เขาแน่ใจว่าคนในหมู่บ้าน ‘ดูถูก’ เขาเช่นนี้เพราะครอบครัวของเขายากจนเกินไป
เขาจะให้พวกนั้นได้เห็น วันใดที่ลูกชายของเขาช่วยจัดการธุระให้ ‘คนใหญ่คนโต’ ได้สำเร็จ พวกเขาก็จะมีเงินทองเหลือกินเหลือใช้ ถึงตอนนั้นก็จะมีแต่ลาภยศสรรเสริญไม่จบสิ้น
เพิ่งกลับถึงเรือนก็เห็นหลานชายหลานสาวหลบอยู่ตรงมุมกำแพง ท่าทางเหมือนเพิ่งถูกทุบตีมา
สะใภ้ใหญ่ยกอาหารออกมาจากห้องครัวด้วยท่าทางขลาดเขลา
เหล่าเฉียนเห็นเช่นนั้นก็ทราบว่าลูกชายกลับมาแล้วจึงรีบเดินเข้าไปในเรือน
ภายในเรือน เฉียนซินเห็นอาหารที่ภรรยายกเข้ามาก็ตบโต๊ะด้วยความโมโห “นี่มันอาหารหมูหรืออะไร? ข้าบอกให้เจ้าใส่ข้าวเยอะ ๆ เจ้ากลับเอาแต่ผักป่ามาให้ข้า เจ้าเห็นข้าเป็นหมูงั้นเรอะ?”
ภรรยาของเฉียนซินตกใจจนร่างสั่นเทิ้ม “เปล่า…เปล่านะ…ไม่เหลือของกินแล้ว”
เพราะแม่สามีถูกพ่อสามีไล่กลับบ้านเดิมไปแล้ว อาหารการกินภายในเรือนจึงไม่มีการจำกัดปริมาณอีก พ่อสามีให้ทำเท่าไหร่ก็ทำเท่านั้น
คราวนี้ดีนัก ผ่านไปไม่กี่วัน ข้าวสารก็หมดแล้ว
ใช่ว่าภรรยาของเฉียนซินจะไม่เคยรายงานเรื่องนี้ต่อพ่อสามีมาก่อน แต่เรื่องนี้ยามปกติแม่สามีเป็นคนดูแล พ่อสามีไม่สนใจด้วยซ้ำ เพียงโบกมือกล่าวว่า “ให้เจ้าหุงก็หุงไปสิ พูดอะไรเยอะแยะ?”
คนอื่นพอเกี่ยวข้าวเสร็จแล้วยังได้เก็บเกี่ยวมันเทศต่ออีกรอบ แต่ครอบครัวพวกตนเล่า ข้าวสารที่เก็บเกี่ยวมาได้ก็ถูกเฉียนซินกล่อมเอาไปขายแลกเงินหมดแล้ว อ้างว่าจะนำไปลงทุนทำการค้า แต่กลับไม่เกิดผลงอกเงยแต่อย่างใด
ไม่ง่ายเลยกว่าจะได้มันเทศพวกนั้นมา ยังนึกว่าจะสามารถใช้ประทังให้ผ่านช่วงฤดูหนาวไปได้ แต่สุดท้ายกลับอันตรธานไปจนหมด
กล่าวได้ว่าทั้งหมู่บ้านเฉียนเฉวียน ผู้ที่น่าสมเพชที่สุดก็คือครอบครัวพวกตนแล้ว
ช่วงเวลานี้ครอบครัวคนอื่นได้กินแย่หน่อยก็จริง แต่อย่างน้อยในถังข้าวสารก็ยังมีข้าวสารเหลืออยู่ จะแย่แค่ไหนก็ไม่มีทางอดตาย แต่ครอบครัวพวกตนเล่า เกรงว่า…
“ผู้หญิงล้างผลาญ แค่ดูแลเรือนเจ้าก็ทำได้ไม่ดี? ในเรือนจะไม่มีของกินได้อย่างไร? เนื้อที่ข้าเอากลับมาคราวก่อนเล่า?”
“กินหมดไปตั้งแต่ครั้งก่อนแล้ว” ภรรยาของเฉียนซินเอ่ยเสียงเบา
เดิมทีก็ไม่ได้มีมากอะไร กินคนละคำก็หมดแล้ว อาหารที่มีล้วนให้เหล่าเฉียนและเฉียนซินกินไปจนหมด
เฉียนเสี่ยวซินที่ไม่ได้รับความโปรดปรานยังถูกเฉียนซินเตะโครมเพราะคีบเกินมาชิ้นเดียว
ด้วยเหตุนี้ เฉียนเสี่ยวซินจึงเกลียดพี่ชายผู้นี้ของตนแทบตาย
“คราวก่อนได้มันเทศมาไม่ใช่เรอะ? ยังมีข้าวสารจากช่วงเก็บเกี่ยว…” เฉียนซินกล่าว
น้ำเสียงของภรรยาเขาเบาลงกว่าเดิม “ยกให้เจ้าเอาไปแลกเงินหมดแล้ว…”
ส่วนว่าเงินที่แลกมาได้นั้นไปไหนหมด นางไม่กล้าถามแม้แต่น้อย เอาเป็นว่าไม่เห็นแม้แต่เงา
“ข้าถามคำ เจ้าก็ตอบคำ อยากตายใช่ไหม?” เฉียนซินพบว่าความรับผิดชอบทั้งหมดล้วนถูกผลักมาที่ตนเองก็พลันโมโห ตวัดมือตบหน้านางฉาดหนึ่ง
เพียะ!
ใบหน้าครึ่งซีกของภรรยาเฉียนซินบวมขึ้นมาทันที แต่นางกลับทำเหมือนไม่รู้สึกเจ็บ ไม่แม้แต่จะยกมือขึ้นมาปิดหน้า แต่ยังยืนอึ้งอยู่ตรงนั้นเนิ่นนานไม่ขยับ
เฉียนซินบริภาษยกใหญ่
“เอาล่ะ ไม่ต้องด่าแล้ว ตอนแรกก็โง่อยู่แล้ว เจ้ายิ่งด่านางก็คงโง่กว่าเดิม…” เหล่าเฉียนเกลี้ยกล่อม
ไม่ใช่เพราะสงสารลูกสะใภ้ แต่เป็นเพราะเขามีเรื่องจะหารือกับเฉียนซิน จึงไม่ต้องการเสียเวลา
“ก็โง่อยู่แล้ว ด่าหรือไม่ด่าต่างกันตรงไหน?” เฉียนซินกล่าวด้วยสีหน้าเย้ยหยัน “ท่านพ่อ ข้าไม่ได้โทษท่านนะขอรับ ตอนแรกท่านไม่ควรหาเมียโง่แบบนี้มาให้ข้าเลย ผู้หญิงชนบทแบบนี้มีอะไรดี? สู้ผู้หญิงในตำบลไม่ได้แม้แต่ปลายเส้นผม…”
เขาพูดออกมาต่อหน้าภรรยาตนเอง ไม่ไว้หน้าอีกฝ่ายแม้แต่น้อย
น้ำเสียงเหยียดหยามนั้น ราวกับว่าตนเองยอดเยี่ยมเสียเต็มประดา
เหล่าเฉียนดูเหมือนจะเห็นด้วย “เรื่องนี้โทษข้าได้เรอะ? แม่เจ้าเป็นคนจัดการให้นี่นา เจ้าเป็นคนทำการใหญ่ ตอนนั้นข้าก็บอกแม่เจ้าแล้วว่าไม่เห็นด้วยกับงานมงคลนี้ แต่แม่เจ้าบอกว่าบ้านของนางไม่เอาสินสอด ให้เปล่า จึงรับกลับมาให้เจ้า…”
“ให้เปล่ายังจะเป็นของดีได้อย่างไร? ท่านดูนางสิ ทำอะไรมาให้กินก็ไม่รู้?” เฉียนซินโยนชามผัดผักไปตรงหน้าเหล่าเฉียนแล้วกล่าวว่า “จะให้กินอย่างไร? เอาไปให้หมูมันยังไม่กินเลย”
“นี่ ทำไมจะกินไม่ได้? เจ้าก็โตมาได้เพราะของพวกนี้ไม่ใช่เรอะ?” เหล่าเฉียนถาม “ตอนนี้โตแล้ว ออกไปเจอโลกกว้างข้างนอกนั่นแล้วก็กลับมาตั้งแง่รังเกียจสินะ ผ่านไปอีกหน่อย แม้แต่พ่อคนนี้ก็คงจะรังเกียจด้วยใช่ไหม?”
เขายังหวังจะพึ่งพาลูกชายคนนี้เพื่อจะได้ใช้ชีวิตสุขสบายอยู่นะ ย่อมไม่หวังให้มีเรื่องแบบนั้น
เฉียนซินมองบิดาตนเองเป็นเชิงบอกว่ายังมีคนอื่นอยู่ด้วย
เหล่าเฉียนเห็นว่าลูกสะใภ้ยังอยู่ที่เดิมก็โมโห “โง่อะไรปานนี้ ยังยืนอยู่นี่หาพระแสงอะไร? เอาข้าวมาส่งเสร็จแล้วก็ออกไปซะ”
ภรรยาเฉียนซินกระวีกระวาดออกไปจากเรือน
ออกมาถึงข้างนอก นางยังได้ยินเสียงพ่อสามีสำทับออกมา “ห้ามแอบฟัง ได้ยินไหม ไม่อย่างนั้นข้าจะให้เฉียนซินหักขาสุนัขของเจ้าซะ”
ภรรยาของเฉียนซินถอยกรูดไปไกลโดยไม่พูดอะไรสักคำ
บรรดาลูกชายลูกสาวเห็นนางตรงไปทางประตูเรือนก็รีบตามมาด้วย
“ท่านแม่ ท่านจะไปไหน?”
มือน้อย ๆ ที่มอมมอมข้างหนึ่งคว้าชายชุดของนางเอาไว้
จวบจนยามนี้ แววตาเลื่อนลอยของภรรยาเฉียนซินค่อยบังเกิดระลอก นางมองลูกตนเองแล้วดวงตาก็พลันแดงก่ำ จากนั้นจึงพูดว่า “เปล่า แม่ไม่ไปไหนทั้งนั้น แค่จะไปยืนอยู่ตรงประตูเรือน”
“ท่านแม่ พวกข้าไปยืนกับท่านด้วย”
“พวกข้าไปด้วย”