ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 55 เอาเสบียงมาแลกคน
บทที่ 55 เอาเสบียงมาแลกคน
ถ้าเป็นนางจะต้องสร้างเรื่องให้ยิ่งใหญ่เอิกเกริกแน่นอน แต่แม่สามีกลับ…
เอาเถอะ หลี่ซื่อไม่ใคร่เข้าใจนักว่าเหตุใดแม่สามีจึงทำดีโดยไม่หวังผลตอบแทนเช่นนี้ แต่ได้ยินมารดาของจูเสียวเสวี่ยพูดว่าผ่านไปหลายวันจะมา ‘ขอบคุณ’ ถึงเรือน นางก็สบายใจแล้ว
แม่สามีลำบากอยู่ครึ่งค่อนวัน นางไม่อยากให้แม่สามีเหนื่อยเปล่าหรอกนะ
ระหว่างทางขากลับ หลี่ซื่อยังตะล่อมถามจากจูปาเม่ย นางอยากรู้รายละเอียดมากกว่านั้น
มารดาของแม่นางน้อยสองคนนั้นครั้นได้ข่าวก็ตกใจแทบสิ้นสติ กลัวว่าจะมี ‘เรื่องไม่คาดฝัน’ เกิดขึ้นกับลูกสาวของตัวเอง
ฟ้ายังไม่มืดก็เร่งรัดให้สามีออกจากเรือนพร้อมกับหอบหิ้วข้าวของมุ่งหน้ามาที่หมู่บ้านสกุลจู เพื่อไปรับลูกสาวมาจาก ‘หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์’ ผู้นั้น
ระหว่างทางยังเจรจากับสามีว่า “เจ้าว่าประเดี๋ยวข้าควรแสดงละครอย่างไรดีจึงจะสมจริง?”
สามีมองนางแล้วเอ่ยว่า “เจ้าคิดว่ามีสักกี่คนในหมู่บ้านสกุลจูที่กล้ามีเรื่องกับหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ผู้นั้น?”
“…”
“แสดงไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ภรรยาของท่านเจ้าหน้าที่ทางการก็บอกแล้ว ไม่ว่าพวกเราจะไปรับคนอย่างนอบน้อมถ่อมตนหรือไปทวงคนอย่างเอิกเกริก ก็ล้วนแต่อาศัยชื่อเสียงของหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ผู้นั้น คนอื่นไม่สงสัยหรอก”
“…” ฟังแบบนี้แล้วดูเหมือนจะน่ากลัวกว่าเดิมเสียอีก
ทว่าความจริงแล้วทุกอย่างก็ไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่พวกเขาคิด
เย่อวี๋หรานไม่คิดจะร่วมแสดงละครไปกับพวกเขา นางยกเก้าอี้ไม้ออกไปนั่งรออยู่หน้าเรือน ให้ลูกชายหลายคนจุดคบเพลิง เพื่อรอ ‘ทวงหนี้’ อย่างโจ่งแจ้ง
อยากได้ลูกสาวกลับไป?
ก็ได้ เอาเสบียงอาหารมาแลกกับลูกสาวก็สามารถรับคนกลับไปได้แล้ว
หากไม่เอาเสบียงมาแลกก็คุมตัวคนไว้ ให้ลูกสาวของพวกเขาอยู่ทำงานที่เรือนสกุลจูสักหลายวัน รอจนชดใช้อาหารที่กินไปหมดแล้วค่อยปล่อยคน
เย่อวี๋หรานพูดเสียงเย็นไม่กี่ประโยคก็จัดการเรื่องราวได้แล้ว
วันถัดมาก็มีเสียงเล่าลือในหมู่บ้านสกุลจู
“ได้ยินหรือยัง เมื่อวานนี้มีแม่นางน้อยจากหมู่บ้านข้างเคียงมาเล่นกับเสี่ยวเม่ยบ้านหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ แต่กลับถูกนางคุมตัวไว้ ให้ครอบครัวเอาเสบียงอาหารมาแลกคน”
“ไม่หรอกมั้ง?!”
“ไม่ใช่อะไรกัน เป็นเช่นนั้นแหละ เรือนข้าอยู่ข้าง ๆ เรือนของหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ไม่ใช่รึ? ยามค่ำฟ้ามืด จุดคบเพลิงกันเสียสว่างโร่เชียวล่ะ”
“ทำไมข้าไม่ได้ยินเสียงเลยล่ะ? จริงหรือเปล่าเนี่ย?”
“หากรอจนเจ้าได้ยินเรื่องก็คงจบไปนานแล้ว เดี๋ยวนี้เล่ห์กลของหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ลึกล้ำกว่าเมื่อก่อนเสียอีก ถ้าเป็นสมัยก่อนนางยังมาโวยวายใส่เจ้าอยู่บ้าง ตอนนี้ไม่ทันไรก็ถือมีดมาหา ผู้ใดยังจะมาเปลืองน้ำลายกับเจ้า?”
……
คำกล่าวที่ว่า ‘ถือมีดมาหา’ ทำให้ทุกคนนึกถึงเรื่องราวในวันนั้นที่ได้เห็นกับตาตัวเองว่าเย่อวี๋หรานถือมีดหั่นผักบุกไปถึงเรือนจูถงฮว่าและฟันประตูเรือนเสียพังยับ
หลังเกิดเรื่อง มีคนวิ่งไปที่เรือนของจูถงฮว่าเพื่อดูมีดที่ถูกโยนทิ้งไว้ที่นั่นโดยเฉพาะ มีดเล่มนั้นถูกฟันจนเป็นรอยบิ่น ไม่อาจใช้งานได้อีกแล้ว
สามารถจินตนาการได้ว่าตอนนั้นหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ใช้เรี่ยวแรงไปมากแค่ไหน แล้วถ้าฟันไปบนร่างคน…
เพียงครุ่นคิดเช่นนี้ก็มีคนตัวสั่นเทิ้ม ทยอยบอกต่อคนอื่น ๆ ว่าจะหาเรื่องใครก็อย่าได้ไปหาเรื่องหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์บ้านจูเหล่าโถวเชียว น่ากลัวเกินไปแล้ว
ด้วยเหตุนี้ เมื่อหลิ่วซื่อกับหลิวซื่อขึ้นเขาไปเก็บผักก็จะถูกคนในหมู่บ้านมองด้วยสายตาเห็นอกเห็นใจ เสมือนว่าพวกนางถูกหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ทรมานทรกรรมมาเสียอย่างนั้น
พวกนางพูดออกไปได้หรือไม่ว่าทุกวันพวกนางได้กินแป้งกรอบขนมเปี๊ยะ ไม่เหมือนครอบครัวอื่นที่ได้กินแต่โจ๊กโหรงเหรงที่แค่มองลงไปก็เห็นก้นหม้อ?
แม้จะไม่เข้าใจว่าแม่สามีทำเรื่องดีงามแท้ ๆ แต่เหตุใดจึงถูกกล่าวหาเช่นนี้อีก แต่ครั้นนึกถึงว่าในเรือนมีข้าวสารเพิ่มมาครึ่งกระสอบเล็กกับไข่ไก่อีกประมาณสิบฟอง พวกนางจึงเก็บปากเก็บคำไว้
แม่สามีบอกแล้วว่าไม่ต้องสนใจว่าคนข้างนอกพูดอะไรกัน ไม่เจ็บไม่คันเสียหน่อย ของที่กินลงท้องได้จึงสำคัญกว่า
ตอนนี้พวกนางยังไม่ได้กินไข่ไก่ แต่แม่สามีพูดแล้ว รอจนสิ้นสุดช่วงเก็บเกี่ยวหน้าสารท แผนการเรียนหนังสือก็จะเริ่มต้นขึ้นทันที หากใครได้ที่หนึ่ง คนนั้นก็จะได้กินไข่เต็มใบ
หลิ่วซื่อกับหลิวซื่อแอบท่องสิ่งที่ได้เรียนรู้มาจากต้าเป่า เอ้อร์เป่า และจูชีอย่างเงียบ ๆ
สะใภ้สี่คนนั้นหากวัน ๆ ไม่มีอะไรทำก็จะเรียกหาต้าเป่ากับเอ้อร์เป่า ถามว่าพวกเขาได้ร่ำเรียนอะไรจากแม่สามีมาแล้วบ้าง ก่อนจะจำมาสอนลูกในท้องของตัวเอง พวกนางไม่อาจรั้งท้ายได้ จึงรีบสั่งสมความรู้ทำ ‘คาบพิเศษ’ ให้ตัวเองไปก่อน
“ฮัดชิ้ว” เย่อวี๋หรานจามขึ้นมาหนหนึ่ง
“ท่านแม่ คงไม่ใช่ว่ามีคนคิดถึงท่านอยู่นะเจ้าคะ?” หลี่ซื่อยิ้มถามอย่างเริงร่า
ฮิฮิ ในเรือนมีของกินเพิ่มขึ้นมาในคืนเดียว นางย่อมเบิกบานใจอยู่แล้วสิ
ตอนนี้ในเรือนไม่มีของกินอะไรมาก รอจนฤดูกาลเก็บเกี่ยวคราวนี้ผ่านพ้นก็จะมี ‘ของขวัญแสดงความขอบคุณ’ มาอีกครั้ง
ตอนแรกหลี่ซื่อก็ไม่เข้าใจว่าไฉนแม่สามีจึงยอมแบกหม้อก้นดำใบนี้ แต่ครั้นนางได้รับผลประโยชน์ที่จับต้องได้ รวมถึงสายตาเห็นอกเห็นใจจากคนในหมู่บ้าน นางจึงเข้าใจแจ่มแจ้ง ความรู้สึกอิ่มอกอิ่มใจนี้อย่าได้ดีงามเกินไปนักเลย!
เย่อวี๋หรานชำเลืองมองนาง “เจ้าซักผ้าเสร็จแล้วหรือ?”
“ฮิฮิ ข้าแช่ไว้ก่อนเดี๋ยวค่อยซักเจ้าค่ะ ท่านแม่ ท่านวางใจเถอะ ข้าจะตากก่อนเวลากินมื้อเที่ยงแน่นอนเจ้าค่ะ”
“คร้านจะสนใจเจ้าแล้ว” เย่อวี๋หรานลุกขึ้นแล้วเข้าไปในห้องเพื่อดูว่าสร้อยข้อมือที่จูปาเม่ยถักคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว
นางคิดว่าตนเองมอบหมาย ‘การบ้าน’ ให้จูปาเม่ยแล้ว แต่จูปาเม่ยยังมีเวลาไปเตร็ดเตร่ข้างนอกจนถูกคน ‘หลอกลวง’ เอาได้ คงเป็นเพราะการบ้านที่นางมอบหมายให้น้อยเกินไปเป็นแน่ ดังนั้นนางจึงเพิ่มการบ้านให้จูปาเม่ยไปอีกเท่าตัว ทุกวันจะต้องถักสร้อยข้อมือให้พี่สะใภ้ทุกคนคนละหนึ่งเส้นโดยไม่ซ้ำกัน
นอกจากใบจงตากแห้ง เย่อวี๋หรานยังสอนให้จูปาเม่ยนำวัสดุอย่างอื่นมาประยุกต์ใช้ในการถักร่วมกับใบจง เป็นต้นว่าแถบผ้าหรือเส้นด้าย ขอเพียงคิดว่าเอามาใช้ด้วยกันแล้วสวยงามล้วนเอามาลองใช้ดูได้ทั้งสิ้น
ทั้งแบบที่ซับซ้อน เรียบง่าย ลวดลายมากหรือลายน้อย นางไม่สนใจว่าทำออกมาแล้วจะล้มเหลวหรือไม่ ทั้งหมดนี้ล้วนแต่นำมาลองทำจนหมดสิ้น
ครั้นเห็นเย่อวี๋หรานเดินเข้ามา จูปาเม่ยก็รีบลุกขึ้นเรียกหาว่า “ท่านแม่”
“อื้ม” เย่อวี๋หรานส่งสัญญาณบอกให้นางทำต่อ ก้มศีรษะลงดูสร้อยเส้นที่นางถักไปก่อนหน้านี้
“ฝีมือของเสี่ยวเม่ยก้าวหน้าแล้ว เส้นนี้เทียบกับเส้นก่อนหน้าแล้วเรียบร้อยกว่ามาก แต่ว่าใช้ใบจงมากไปหน่อย” หลี่ซื่อตามเข้ามา เอาสร้อยเส้นที่วางอยู่บนโต๊ะมาเทียบกับเส้นที่อยู่บนข้อมือของตนเอง “เสี่ยวเม่ย เจ้าต้องตั้งใจทำต่อไปนะ พี่สะใภ้สี่จะได้สวมสร้อยงาม ๆ ไว้บนข้อมือหรือไม่ล้วนต้องพึ่งพาเจ้าแล้ว”
จูปาเม่ยถลึงตาใส่นาง “ฮึ!”
หลี่ซื่อยิ้มแย้มอย่างไม่ถือสาสักนิด นางหันมาพูดกับเย่อวี๋หรานว่า “ท่านแม่ ข้ามีอะไรจะถามท่าน ก่อนหน้านี้ข้าสวมสร้อยข้อมือออกไปทำงานข้างนอกใช่ไหมเจ้าคะ? มีคนเห็นเข้าก็ถามว่าข้าได้มันมาจากไหน อยากใช้สิ่งของมาแลกกับข้า ท่านแม่ ข้าแลกได้ไหมเจ้าคะ?”
“มีคนอยากได้ของแบบนี้?” เย่อวี๋หรานประหลาดใจ
“ทำไมจะไม่อยากได้ล่ะเจ้าคะ?” หลี่ซื่อซึมซับบทเรียนจากการแอบขายน้ำเชื่อมผลไม้คราวที่แล้ว ตั้งใจว่าคราวนี้จะทำอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา
นางพูดต่ออีกว่า “แบบที่เรียบ ๆ อย่างนี้ พวกเราก็ขายราคาถูกหน่อย ทำเป็นสร้อยข้อมือเด็ก ส่วนแบบที่เสี่ยวเม่ยถักออกมามีลวดลายเยอะ ๆ ก็ทำเป็นสร้อยข้อมือสำหรับพวกแม่นางน้อย ทำให้สวยหน่อยจะต้องมีคนอยากได้แน่นอนเจ้าค่ะ โดยเฉพาะสร้อยข้อมือที่ท่านแม่ทำพวกนั้น งดงามยิ่งนัก พวกข้าเห็นแล้วยังอยากได้ นับประสาอะไรกับคนอื่น แม่นางน้อยคนไหนบ้างไม่รักสวยรักงาม? แต่ติดตรงที่ไม่มีเงินเท่านั้น ทองหรือเงินพวกนี้ พวกเราซื้อไม่ไหว แต่ซื้อพวกผ้าหรือเชือกป่านก็น่าจะได้อยู่นี่เจ้าคะ?”
นางยังกล่าวอย่างเสียดายว่าสร้อยข้อมือพวกนี้สีอ่อนไปไม่งามพอ ถ้าสีสันหลากหลายกว่านี้หน่อย สวยดุจเดียวกับแถบผ้า การค้าขายนี้ก็จะง่ายขึ้นแล้ว