ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 573 ภูมิหลังของเถ้าแก่ถัง
บทที่ 573 ภูมิหลังของเถ้าแก่ถัง
“เฮอะเฮอะ!” เย่อวี๋หรานยิ้มเย็น “ถ้าท่านไม่รู้ ใต้หล้านี้น่ากลัวว่าคงไม่มีใครรู้อีกแล้วกระมัง? เถ้าแก่ถัง อย่าเล่นละครต่อไปเลย คนของท่านสารภาพหมดแล้ว…”
“สารภาพอะไรกัน ข้าฟังไม่เห็นจะเข้าใจ?” เถ้าแก่ถังยังคงแสร้งไม่รู้เรื่อง
เขาไม่รู้ว่าระหว่างนี้เกิดเหตุเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นมา การสอบถามทั่วไปกลับกลายเป็นการสอบสวนเขาไปเสียได้ เช่นนี้ย่อมไม่เป็นการดี
จูต้าเหนียงผู้นี้มีความเป็นมาอย่างไรกันแน่ นายอำเภอไต้จึงระมัดระวังถึงเพียงนี้?
เห็นที การดีดลูกคิดรางแก้วของเขาครั้งนี้เกรงว่าคงไม่สำเร็จแล้ว
ถึงจะเสียดายอยู่บ้าง แต่เถ้าแก่ถังก็ไม่คิดจะให้ตนเองติดร่างแหไปด้วย เขายิ้มบาง ๆ พลางใคร่ครวญหาวิธีปลีกตัวออกไปจากเรื่องนี้
เขาไม่เชื่อหรอกว่าเขาดำเนินการแยบยลขนาดนั้นแล้ว เรื่องนี้ยังจะสืบสาวมาถึงตัวเขาได้อีก?
อย่างมาก ทางนั้นก็คงคิดจะให้เขายอมรับออกมาเองกระมัง
“จนถึงตอนนี้เจียงซู่ก็ยังไม่กลับมาเลยใช่ไหม?” เย่อวี๋หรานถามคำถามแทงใจดำ
ม่านตาของเถ้าแก่ถังพลันหดลง เขาหันขวับมามองเย่อวี๋หรานอย่างไม่อาจควบคุม
เย่อวี๋หรานยกยิ้มมุมปาก แล้วจึงกล่าวว่า “ในฐานะคนสนิทของท่าน เจียงซู่ปิดปากสนิททีเดียว เพื่อง้างปากเขาก็ต้องลงแรงไปไม่น้อย แต่ถึงที่สุดแล้วคนเราย่อมต้องมีจุดอ่อน ไม่มีใครปิดปากไปได้ตลอดกาล”
จุดอ่อนของเจียงซู่? ชั่วพริบตานั้นเถ้าแก่ถังคิดไม่ออกเลยว่าเจียงซู่มีจุดอ่อนอะไรกันแน่
แต่ถึงอย่างไรเขาก็เป็นเถ้าแก่ของบ่อนพนันอี้ซิง ถ้าจิตใจไม่หนักแน่นพอก็คงไม่อยู่มาจนถึงทุกวันนี้แล้ว
เขาพยายามสงบจิตใจลง ถามอย่างเยือกเย็นว่า “ข้ารู้ว่าเจ้าคิดอะไรอยู่ แต่เจ้าคิดมากเกินไปแล้ว เจียงซู่ผู้นี้หาใช่คนดีอะไร ปกติเจ้าเล่ห์กลับกลอกเป็นที่สุด ถูกข้าตำหนิไปไม่กี่คำ หลายวันก่อนก็ขโมยของของข้าหนีไปไหนแล้วก็ไม่รู้”
“จะบังเอิญไปแล้วกระมัง? ข้าแค่พูดถึง เขาก็หนีไปแล้ว ถ้าข้าไม่พูดถึง เขาก็คงไม่หนีสินะ?”
“จูต้าเหนียง ใต้หล้านี้มีเรื่องบังเอิญมากมาย ข้าเองก็สุดปัญญาจะไปกะเกณฑ์ ผู้ใดจะรู้ว่าพอคนของข้าหายไปปุ๊บ เจ้าก็เอ่ยถึงคนผู้นี้พอดีเล่า? คนที่ไม่รู้คงคิดว่าพวกเจ้าร่วมมือกันเองเพื่อใส่ร้ายคนเป็นนายแล้ว” เถ้าแก่ถังนอกจากจะไม่ลนลานแล้วยังสาดน้ำเย็นกลับไปอีกต่างหาก
ทำไมจะไม่ได้เล่า เจ้าบอกว่าคนของข้าหนีไป แล้วทำไมข้าจะพูดบ้างไม่ได้ว่าการหนีของเขาเป็นการวางแผนเอาไว้ล่วงหน้า ทั้งยังเป็นการวางแผนร่วมกับคนบางคนอีกด้วย
เถ้าแก่ถังยังยกตัวอย่าง บอกว่าที่บ่อนพนันของเขามีคนคิดไม่ซื่อจำนวนไม่น้อย บางครั้งก็จะมีคนวางแผนร้ายต่อเขาเช่นนี้ วิธีการหลากหลายสารพัน เขาเองก็อับจนปัญญา
“ถ้าอย่างนั้นข้าก็แปลกใจมากแล้ว ถ้าคนผู้หนึ่งเป็นแค่เรื่องบังเอิญ แล้วถ้ามีสองคน สามคนเล่า?” เย่อวี๋หรานจับจ้องดวงตาของเถ้าแก่ถังขณะกล่าวว่า “ท่านว่าในโลกนี้จะมีเรื่องบังเอิญมากมายขนาดนั้นได้อย่างไร ทั้งส่งคนมาลอบสังหาร ทั้งทุ่มกระถางดอกไม้ใส่ศีรษะหวังฆ่าคน แถมยังมีคนตายแล้วมีคนมาฟ้องร้องอีกต่างหาก…ความบังเอิญทั้งหมดในโลกนี้ล้วนมาเกิดขึ้นกับครอบครัวเดียว? เถ้าแก่ถัง ท่านจะลองอธิบายเรื่องนี้ดูสักหน่อยไหม?”
ริมฝีปากของเถ้าแก่ถังแข็งทื่อ “ข้าไม่เข้าใจว่าเจ้ากำลังพูดอะไร?”
“เถ้าแก่ถังช่างเป็นผู้สูงศักดิ์มักลืมง่ายจริง ๆ หมี่ซานผู้นี้ก็คือคนที่มีไฝบนหน้าผู้นั้นอย่างไรเล่า ท่านคงไม่ลืมอีกแล้วกระมัง? เขาพูดออกมาเองนะว่าได้รับคำสั่งจากท่านให้ไปสังหารเจ้าเจ็ดบ้านข้า” เย่อวี๋หรานกล่าว “โชคดีที่เจ้าเจ็ดวาสนาดี เจ้าใหญ่กับเจ้าห้าไปหาเขาพอดีจึงช่วยเอาไว้ได้ ยังมีอาจารย์เป็นซิ่วไฉคนหนึ่ง ได้รับความเอ็นดูจากอาจารย์ ปีหน้าก็จะลงสนามสอบแล้ว แต่กลับมาเจอเรื่องแบบนี้ คนเป็นอาจารย์ก็ย่อมจะถามไถ่เป็นธรรมดา…”
เถ้าแก่ถังย่อมไม่เชื่ออยู่แล้ว แม้จะมีคนเยินยอว่าจูชีเรียนหนังสือเก่งกาจ แต่จูชีเป็นคนประเภทไหน เขายังจะไม่รู้อีกหรือ?
เขาส่งคนไปสืบที่หมู่บ้านสกุลจูแล้ว คนที่ปัญญาอ่อนมาสิบกว่าปีคนหนึ่งอยู่ดี ๆ ก็เรียนหนังสือเก่งขึ้นมาเนี่ยนะ?
เฮอะเฮอะ!
ต่อให้เรียนเก่งจริง แต่เวลาเพียงปีเดียวก็คิดจะสอบเคอจวี่ นี่มันความเพ้อฝันของคนปัญญาอ่อนชัด ๆ
ถ้าการสอบเคอจวี่เป็นเรื่องง่ายดายเพียงนั้น นายเก่าของเขาก็คงไม่ต้องใช้เวลาหลายปีเพื่อบ่มเพาะนายน้อยแล้ว น่าเสียดาย ทุ่มเทไปมากมาย แต่นายน้อยกลับโตมาเป็นคุณชายเสเพลคนหนึ่งที่เกือบจะล้างผลาญกิจการครอบครัวไปเสียแล้ว
เถ้าแก่ถังไม่ใช่คนที่ไม่เคยพบโลกกว้างมาก่อน เขาย่อมไม่เชื่อเสียงลือเสียงเล่าอ้างพวกนั้น
สาเหตุที่เขาคิดกำจัดจูชีก็เพื่อตัดความเป็นไปได้หนึ่งในหมื่นทิ้งก็เท่านั้น
กลับเป็นอาจารย์เสินที่อยู่เบื้องหลังจูชีเสียอีกที่ทำให้เขาปวดเศียรอยู่บ้าง หากอาจารย์เสินเข้ามาเกี่ยวด้วย เจ้าขุนนางเลอะเลือนผู้นี้ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคงระวังตัวแจ
แต่ซิ่วไฉที่เปิดสำนักศึกษาอยู่ในตรอกซอมซ่อฝั่งตะวันตกเพื่อหาเลี้ยงชีพคนหนึ่ง เขาจะยอมช่วยเหลือคนปัญญาอ่อนคนเดียวโดยไม่สนใจชื่อเสียงของตนเองได้จริง ๆ หรือ?
เถ้าแก่ถังคิดว่าจูต้าเหนียงผู้นี้คงพูดตลกไปอย่างนั้นเอง
บัณฑิตพวกนี้ เขาได้สัมผัสมามากกว่าจูต้าเหนียงเสียอีก ไฉนเลยจะไม่ทราบว่า คนพวกนี้ก็เป็นแค่คนที่รักชื่อเสียงยิ่งชีพและเป็นพวกหนอนตำราที่ทึกทักเอาเองว่าตัวเองมีคุณธรรมสูงส่งกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แล้วจะยอมออกหน้าเพื่อคนอื่นได้อย่างไร?
แม้จะพะวงเรื่องอาจารย์เสินอยู่บ้าง แต่เถ้าแก่ถังไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะปรากฏตัว จนกระทั่ง…
“เบิกตัวซิ่วไฉแซ่เสิน”
เมื่อนายอำเภอไต้กล่าวเช่นนั้น บุรุษที่สวมเสื้อคลุมยาว แต่งกายเช่นบัณฑิตผู้หนึ่งก็เดินเข้ามาจากข้างนอก
คิดไม่ถึงว่าผู้ที่มาพร้อมกับเขายังมีบรรดาซิ่วไฉคนอื่นในตำบลอันจิ่วอีกหลายคน
อ้อ ไม่ถูกสิ ยังมีจวี่เหริน*[1]อีกด้วย
เถ้าแก่ถัง “…”
เดี๋ยวนะ นี่เขาดูเบาความสามารถที่แท้จริงของคนสกุลจูไปงั้นหรือ?
นอกจากคนเหล่านี้ กลุ่มของนายท่านผู้เฒ่าซุนก็ทยอยมาถึงเช่นกัน รวมทั้งคนที่นายท่านผู้เฒ่าซุนเชิญมาด้วย
เถ้าแก่ถังไม่แยแสนายท่านผู้เฒ่าซุน แต่ถ้าผู้ที่มาด้วยกันกับเขาคือตระกูลเฉียนแห่งตำบลอันจิ่วเล่า?
เถ้าแก่ถังตะลึงพรึงเพริด เหตุใดแม้แต่ตระกูลเฉียนก็มาด้วย?!
เขาไม่อยากจะเชื่อ แค่สอบสวนไปได้ครึ่งทาง แต่กลับมีคนออกหน้าให้จูต้าเหนียงมากมายเพียงนี้ ในนั้นยังมีตระกูลเฉียนด้วยอีกต่างหาก
นั่นคือตระกูลเฉียนที่ไปกอดขาใหญ่ของตระกูลฝ่ายมารดาของโหลวไทเฮาในเมืองหลวงได้เชียวนะ
เถ้าแก่ถังไม่รู้ว่าคนอื่นรู้เรื่องหรือไม่ แต่เขาสืบมาแล้วว่าเหตุที่สกุลอวี๋ร่ำรวยขึ้นมาได้ก็เพราะได้เงินช่วยเหลือจากตระกูลเฉียน และก็เป็นเพราะเหตุนี้เอง เขาถึงได้สนใจสกุลจูขึ้นมา ต้องการ…
คราวก่อนสกุลอวี๋ซื้อสูตรทำชาดจากสกุลจูไปได้อย่างง่ายดาย ไฉนพอมาถึงรอบเขากลับกลายเป็นเช่นนี้ไปเสียได้?!
ถ้ากล่าวว่าการปรากฏตัวของคนเหล่านี้ทำให้เถ้าแก่ถังตกตะลึงไปแล้วรอบหนึ่ง เช่นนั้นเมื่อจูต้าเหนียงนำหลักฐานชิ้นแล้วชิ้นเล่าออกมา ทั้งยังนำหลักฐานที่พิสูจน์การกระทำอันชั่วร้ายของบ่อนพนันอี้ซิงตลอดหลายปีมานี้มาแสดงได้ เขาก็แทบจะประคองสติเอาไว้ไม่อยู่ “…”
เป็นไปได้อย่างไร?!
นังแก่นี่ไปรวบรวมหลักฐานมากมายขนาดนี้มาจากไหน?!
สวรรค์ นั่นเป็นเรื่องตั้งแต่เมื่อไหร่มาแล้ว…
ภูมิหลังของเขาถูกอีกฝ่ายขุดคุ้ยออกมาจนหมดเปลือก
เถ้าแก่ถัง อ้อ ไม่ใช่แล้วสินะ หากจะกล่าวให้ถูกต้องสมควรเรียกว่า ‘เถ้าแก่หัว’ หัวเซี่ยงหรง
หลายปีก่อน หัวเซี่ยงหรงยังเป็นเพียงนักเลงตัวเล็ก ๆ ข้างถนนคนหนึ่ง แต่เพราะฝีมืออันโหดเหี้ยมจึงดึงดูดลูกน้องมาได้กลุ่มหนึ่ง
ในตอนนั้น เขามีบารมียิ่งกว่าพี่เป้าในตอนนี้เสียอีก
เขาตระหนักถึงปัญหาข้อหนึ่งได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ เช่นเดียวกับพี่เป้า ทำอาชีพนี้คือการเอาชีวิตมาเดิมพัน ไม่ใช่อาชีพที่มั่นคงในระยะยาว
ประหนึ่งชะตาลิขิตเอาไว้อย่างไรอย่างนั้น วันหนึ่ง เขากับบรรดาน้องชายได้รับงานพิเศษมาชิ้นหนึ่ง เป็นการลอบสังหารขุนนางสักคน
พวกเขาทำภารกิจสำเร็จ แต่ไม่อาจมีชีวิตยืนยาว เพราะมีเพียงคนตายเท่านั้นจึงจะรักษาความลับเอาไว้ได้
หัวเซี่ยงหรงเป็นคนฉลาด ตอนที่เขาไปรายงานภารกิจได้ใช้อุบายเล็กน้อย ไม่ได้ไปด้วยตนเอง แต่ให้ผู้ช่วยคนหนึ่งปิดบังหน้าตาไปแทน
ส่วนเขาติดตามไปข้างหลังอย่างเงียบ ๆ
ไม่ผิดจากที่คิด ผู้ช่วยตัวปลอมคนนั้นรับเงินมาด้วยความยินดี ขณะตระเตรียมจะหมุนกายจากไปกลับถูกอีกฝ่ายใช้ดาบปาดคอ
หัวเซี่ยงหรงแอบอยู่กลางพุ่มไม้ หัวใจเต้นรัว ตระหนกตกใจเป็นที่สุด
[1] จวี่เหริน หรือ จวี่จื่อ 举子 หมายถึง ผู้สอบผ่านการสอบระดับมณฑล และมีสิทธิ์เข้าร่วมการสอบในเมืองหลวง