ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 583 ช่วงเวลาดี ๆ อันแสนสั้นของหญิงปากสว่าง
บทที่ 583 ช่วงเวลาดี ๆ อันแสนสั้นของหญิงปากสว่าง
ไม่ผิดไปจากที่คิด ระหว่างที่หารือกัน ส่วนใหญ่แล้วจูต้าไม่ได้สอดปาก เพียงแค่กางหูผึ่งตั้งใจฟังและจดจำเอาไว้ในใจ
ถ้ามีสิ่งใดไม่เข้าใจ เขาก็จะถามจูอู่หรือเย่อวี๋หรานเป็นการส่วนตัว พยายามทำให้ตัวเองเข้าใจ
จูอู่ก็เช่นกัน เขาอธิบายให้พี่ชายที่คิดตามไม่ทันฟังด้วยท่าทีใจเย็นอย่างหาได้ยาก
แม้จะไม่ได้เข้าใจทะลุปรุโปร่ง แต่ก็เข้าใจภาพรวมแล้ว
ครั้นเห็นสองพี่น้องเข้ากันได้อย่างหาได้ยาก เย่อวี๋หรานก็ลอบคิดว่า ‘หรือที่ผ่านมา เป็นนางเองที่แยกพวกเขาออกเป็นสองฝั่งมากเกินไป?’
ถ้าไม่เรียกหาจูต้ากับจูเอ้อร์ ก็จะเรียกจูซื่อและจูอู่ แต่ถ้าสลับกลุ่มกันบ้างอาจให้ผลลัพธ์ที่ต่างออกไปก็ได้
ต่อให้ไม่มีผลลัพธ์อะไร แต่ได้บ่มเพาะความใกล้ชิดระหว่างพี่น้องก็ไม่เลวเหมือนกัน
เมื่อข่าวที่เย่อวี๋หรานกลับหมู่บ้านสกุลจูแล้วแพร่งพรายออกมา ปฏิกิริยาของคนในหมู่บ้านก็แตกต่างกันไป
แต่ในภาพรวม คนส่วนใหญ่ค่อนข้างยินดี
ยกตัวอย่างเช่นจูถงฮว่าที่กล่าวว่า “ถูกปล่อยตัวแล้ว? ข้านึกแล้ว จูต้าเหนียงเป็นคนดีแบบนั้นจะไปทำร้ายใครได้อย่างไร คงมีเรื่องเข้าใจผิดกันแน่ ๆ”
“ออกมาก็ดีแล้ว ออกมาแล้วก็สบายใจได้เสียที” จูเหวินรุ่ยเอ่ยเสริม “จูต้าเหนียงกลับมา เรื่องเพาะปลูกปีหน้าก็วางใจได้แล้ว”
วาจาประโยคหลังกล่าวตรงใจคนจำนวนมาก
เดิมทีนั้นทุกคนรอให้ผ่านช่วงปีใหม่ไปจะได้ทำนาน้ำตามเย่อวี๋หราน แต่กลับมีเรื่องคดีฆาตกรรมแทรกขึ้นมาจนเย่อวี๋หรานต้องเข้าคุกไป
ตอนนั้นทุกคนล้วนร้อนใจ จูต้าเหนียงเข้าคุกแล้ว ใครจะพาพวกเขาไปสู่ความร่ำรวยเล่า?
ช่วงสองวันที่เย่อวี๋หรานไม่อยู่เริ่มมีคนนั่งไม่ติด วิ่งมาเจรจากับเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสสกุลจู “อย่างนี้ไม่ได้การนะขอรับ ถ้าจูต้าเหนียงไม่ได้ออกมา การเพาะปลูกปีหน้าของพวกเราก็ทำไม่ได้แล้วน่ะสิ?”
“รีบร้อนไปทำไม? คดียังไม่ตัดสินเลย? จูต้าเหนียงเป็นคนอย่างไร พวกเจ้าก็ไม่รู้? มันไม่มีอะไรหรอก…” เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสของหมู่บ้านสกุลจูทราบว่าจูเอ้อร์เม่ยยังมีชีวิตอยู่ คดีนี้ไม่เคยเกิดขึ้นด้วยซ้ำ
แต่ไม่รู้ว่าจูต้าเหนียงจะได้ออกมาตอนไหน ต้องได้รับความลำบากอะไรหรือไม่
ทว่านี่ก็เป็นเรื่องอับจนปัญญา ผู้ใดใช้ให้มีคนมาเพ่งเล็งสกุลจูกันเล่า
เมื่อก่อนพวกเขายังนึกอิจฉาสกุลจูอยู่เลย มีสูตรอาหารดี ๆ แบบนั้น เห็นอยู่รำไรว่าใกล้จะลืมตาอ้าปากได้แล้ว แต่ตอนนี้กลับ…
คนเราถ้าไม่มีชะตาแบบนั้นก็อย่าไปคาดหวังอะไรให้มาก ไม่อย่างนั้นไม่แน่ว่าอาจกลายเป็น ‘หายนะ’ ก็เป็นได้
“พวกเราเข้าใจ แต่คนอื่นไม่ได้คิดอย่างนั้นนี่นา…” คนผู้นั้นยังกล่าวต่อไป “ข้าหมายความว่า ในช่วงที่สถานการณ์ยังไม่แน่นอนแบบนี้ รีบให้พวกลูกชายของจูต้าเหนียงสอนวิธีทำนาน้ำให้พวกเราก่อนจะดีกว่า ถ้านางไม่ได้ออกมาอีกแล้ว พวกลูกชายของนาง…”
ถึงตอนนั้นคงไม่มีแก่ใจจะมาทำเรื่องนี้แล้วกระมัง?
ทั้งยังเป็นไปได้ว่าสกุลจูต้องพลอยเดือดร้อนกันทั้งครอบครัว พวกเขาจะหาใครมาสอนวิธีทำนาน้ำก็ยากแล้ว
“คำพูดของข้าไม่มีน้ำหนักแล้วงั้นเรอะ? เรื่องนี้ข้ารู้ดีว่าต้องทำอย่างไร รอให้ผ่านไปสักหลายวันก่อนค่อยว่ากันใหม่” เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสสกุลจูไม่ได้กล่าวอย่างตายตัวเกินไป
เพราะพวกเขาก็คิดถึงจุดนี้เช่นกัน ถ้าเกิดว่า…
ถ้าจูต้าเหนียงพ่ายแพ้ให้ฝ่ายตรงข้าม ทั้งครอบครัวประสบเคราะห์ พวกเขาก็ต้องไปขอวิธีทำนาน้ำมาก่อนที่เหล่าลูกชายของนางจะถูกพาตัวไปรับโทษ
ถึงเวลานั้นอย่างมากก็รับปากสกุลจูว่า ขอเพียงพวกเขายอมมอบวิธีทำนาน้ำออกมา ทางหมู่บ้านอาจช่วยเหลือพวกผู้ใหญ่ไม่ได้ แต่ยังสามารถช่วยดูแลจูปาเม่ย รวมถึงพวกเด็ก ๆ อย่างต้าเป่า เอ้อร์เป่า ซานเป่า และซื่อเป่าได้
สตรีที่ออกเรือนแล้วไม่ต้องรับโทษกับคนในบ้านเดิม ถ้าไม่ได้จริง ๆ ค่อยพยายามหาวิธีแต่งจูปาเม่ยออกไป
เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสถึงขั้นเลือกคนไว้เรียบร้อยแล้ว
ส่วนหลานชายสี่คนนั้น ต่อให้ช่วยไม่ได้ครบสี่คน แต่ถ้าระหว่างนั้นมีเด็กน้อยจากไปก่อนวัยอันควรสักคนสองคน เชื่อว่าทางการคงไม่สืบสาวเอาความ ถึงตอนนั้นนับว่าพวกเขาช่วยเหลือทายาทให้สกุลจูได้แล้ว…
โชคดีที่เย่อวี๋หรานไม่รู้เรื่องพวกนี้ ไม่อย่างนั้นนางจะมองคนอื่นด้วยสีหน้าแบบไหนกันเล่า?
ตอนที่นางพิจารณาหาทางถอย ทุกคนก็ช่วยคิดแทนนางแล้วว่าจะช่วยเหลือจูปาเม่ยและหลานชายคนหนึ่งเอาไว้ ถือว่าเป็นการตอบแทนน้ำใจของนาง
ขณะที่น้ำใจดังกล่าวก็มาจากเรื่องที่นางมอบผลประโยชน์ให้หมู่บ้านสกุลจูในช่วงหลังมานี้ ไม่อย่างนั้น…
เมื่อคนส่วนใหญ่รู้สึกยินดี นั่นก็หมายความว่ามีคนส่วนน้อยที่ไม่ยินดี
หนึ่งในนั้นก็คือหญิงปากสว่าง
ตอนที่เจ้าพนักงานพวกนั้นมา นางเป็นคนนำทางให้พวกเขา นางยังหลบอยู่นอกเรือนคอยแอบฟังและนำเรื่องที่ได้ยินมาบอกต่อคนอื่นในหมู่บ้าน
ตอนนั้นนางยังยกนิ้วสาบานว่า “ข้าได้ยินมากับหูเชียวนะ”
พอเย่อวี๋หรานเข้าคุกไป นางยังสร้างเรื่องว่าร้ายมากมายมาใส่ความเย่อวี๋หราน อยากให้เย่อวี๋หรานเข้าคุกไปนาน ๆ ไม่ได้ออกมาเลยก็ยิ่งดี
“โธ่เอ๊ย หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์มีธาตุแท้อย่างไร พวกเจ้าลืมไปแล้วรึ? นางกล้าถือมีดไปหาเรื่องคนอื่นเชียวนะ กล้าจ่อมีดกับคอคนอื่นแบบนั้น แทบจะเอาชีวิตคนอื่นไปอยู่แล้ว พวกเจ้าคงไม่คิดว่านางไม่กล้าลงมือหรอกใช่ไหม?”
“ข้าว่าเรื่องนี้เป็นไปได้มากว่านางนั่นแหละเป็นคนทำ”
“พวกเจ้าลองคิดดู ในโลกนี้มีเรื่องอะไรที่นางทำไม่ได้บ้าง?”
……
สองวันที่เย่อวี๋หรานเข้าคุกไปคือช่วงเวลาที่สดใสที่สุดแล้วของหญิงปากสว่าง
นางเทียวไปทางนั้นที ทางนี้ที หางตั้งขึ้นมาเลยทีเดียว
นางยังเถียงกับจูหย่งหนิงว่า “ทำไมรึ? ทำไมจะพูดไม่ได้ หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์นั่นยังทำออกมาได้ ทำไมข้าจะพูดไม่ได้?”
เอวตั้งหลังแอ่น ท่าทางเกรี้ยวกราดดุดันประหนึ่งว่า ‘ใครกล้าพูดแย้ง ข้าจะทำให้มันผู้นั้นจมน้ำลายตายเลยคอยดู’
จูหย่งหนิงกังวลเรื่องการเพาะปลูกในปีหน้า คร้านจะทำสงครามน้ำลายกับภรรยาที่ไร้เหตุผลผู้นี้ จึงทิ้งนางไว้ตรงนั้นแล้วเอามือไพล่หลังเดินออกไปจากเรือน
หญิงปากสว่างไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงจากไป หลงคิดไปว่าตนเองเถียงชนะก็ลำพองใจ หากติดปีกก็คงบินขึ้นฟ้าไปได้เลยทีเดียว
“เฮอะ! ผู้ใดให้เจ้าขึ้นเสียงใส่ข้า ตอนนี้รับรู้ความร้ายกาจของข้าแล้วใช่ไหม? หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์นั่นมีดีอะไรกัน ก็แค่ปากดีเท่านั้นแหละ…”
นางพึมพำแล้วเดินออกไปจากเรือน เพื่อไปทำลายชื่อเสียงของเย่อวี๋หรานต่อไป
ครั้นสัมผัสได้ถึงสายตาที่มองมาทางตน หญิงปากสว่างก็ยิ่งได้ใจมากกว่าเดิม หางยกชูชันประหนึ่งนกยูงรำแพนหาง
ความจริงแล้ว สิ่งที่คนอื่นคิดอยู่ก็คือ: เอ้อ…ข้าต้องเตือนนางไหมว่าหางของนางโผล่ออกมาแล้วน่ะ?
แต่ก็ไม่มีใครเตือนนาง เพียงคิดก็เข้าใจได้ นางไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่ดีกับใครเลย คนเขาก็ไม่อยากถูกนางตอกหน้า
การตบหน้ามาถึงอย่างรวดเร็วดุจพายุสลาตัน
แม้แต่หญิงปากสว่างก็คงคิดไม่ถึงเช่นกันว่านางมีเวลากระหยิ่มยิ้มย่องอยู่เพียงไม่กี่วัน เรื่องที่ทำให้นางรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าก็เกิดขึ้นแล้ว
เย่อวี๋หรานกลับมาแล้ว และยังปลอดภัยไร้เรื่องราว
เพียะ! เพียะ! เพียะ!
ราวกับว่าใบหน้าถูกตบจนปวดร้าวไปหมด
หญิงปากสว่างที่น่าเวทนาใบหน้าเขียวช้ำ เอาแต่หลบอยู่ในห้อง ไม่ยอมออกมาจากเรือน
ตอนที่ลูกสะใภ้มาบอกนางว่าหมู่บ้านประกาศเปิดประชุม ถามว่านางจะไปหรือไม่ หญิงปากสว่างก็ตะโกนออกไปเสียงกระชาก “ไปหาพระแสงอะไร ไปกับผีน่ะสิ! เจ้าจะไปก็ไปสิ ข้าไม่ไปหรอกนะ!”
ลูกสะใภ้ที่ถูกตะคอกหดคอแล้วล่าถอยออกมา
“ไม่ต้องเรียกแล้ว ท่านแม่ไม่ไป…” นางออกมาถึงประตูเรือนแล้วบอกสามี
ความจริงสามีของนางได้ยินแล้ว แต่นั่นคือมารดาของตน เขาเองก็จนปัญญา
เขานึกทอดถอนใจแล้วกล่าวว่า “ไปกันเถอะ”
สองสามีภรรยาตรงออกไปนอกเรือน
พวกเขาพยายามหลีกเลี่ยงผู้คนแล้ว แต่ตอนใกล้จะถึงก็ยังเจอเพื่อนบ้านจนได้
คราวนี้ดีนัก คนที่ขัดตาหญิงปากสว่างจงใจถามพวกเขาว่า “ทำไมแม่พวกเจ้าไม่มาเล่า?”
สองสามีภรรยามีสีหน้าปั้นยาก ตอบไม่ชัดถ้อยชัดคำ “แม่ข้ามีธุระที่เรือน”
แล้วก็ไม่กล้าอยู่นาน ซอยเท้าเดินเข้าไปในเรือนอย่างรีบร้อน
ในนั้นมีคนมากกว่าเดิมเสียอีก สิ่งที่คนทั้งคู่ต้องเผชิญหน้าก็ย่ำแย่ยิ่งกว่า
“นั่นลูกชายกับลูกสะใภ้ของหญิงปากสว่างนี่นา ทำไมมีแต่พวกเจ้ามาเล่า แม่พวกเจ้าไปไหน?”
“ไอ้หยา สวรรค์ อย่าให้พูดถึงเลย แม่พวกเขาไม่มีหน้าออกมาจากเรือนแล้วน่ะสิ ฮ่า ๆๆๆ…”
“ทำไมรึ? ทะเลาะกันกับจูหย่งหนิงอีกแล้ว?”
“ใช่ที่ไหนกัน ก่อนหน้านี้จูต้าเหนียงเข้าคุกไปไม่ใช่รึ นางเที่ยวว่าร้ายจูต้าเหนียงไปทั่ว บอกว่าจูต้าเหนียงคงไม่ได้กลับมา ตอนนี้เป็นอย่างไร จูต้าเหนียงกลับมาแล้ว นางยังจะมีหน้าออกมาเจอใครได้อีก?”
……
รู้เรื่องคือเรื่องหนึ่ง แต่มีคนมาพูดต่อหน้านั้นกลับเป็นอีกเรื่อง
ลูกชายและลูกสะใภ้ของหญิงปากสว่างหลบอยู่ในมุมอับสายตา แทบอยากขุดรูมุดหนีไปเสียเดี๋ยวนั้น
เฮ้อ มีแม่ที่ขยันสร้างเรื่องแบบนี้ พวกเขายังจะทำอย่างไรได้?
ไม่แปลกที่ท่านพ่อ/พ่อสามีไม่ยอมมา คงเดาได้แต่แรกแล้วกระมัง
โชคดีที่เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสสกุลจูมาถึงเร็ว เรื่องนี้จึงยุติลง ไม่อย่างนั้นหนุ่มสาวคู่นี้คงไม่รู้แล้วว่าพวกตนจะสามารถนั่งอยู่ตรงนี้ต่อไปได้หรือไม่