ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 604 คงไม่ได้ตีกันอีกแล้วหรอกนะ
บทที่ 604 คงไม่ได้ตีกันอีกแล้วหรอกนะ
ในไม่ช้า ทางฝั่งเรือนสกุลจูก็ได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวน
หลี่ซื่อกำลังให้จูซื่อช่วยยกน้ำร้อนเข้าไปในลานบริเวณท้ายเรือน ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงนี้ดังขึ้น จึงสะดุ้งตกใจ
“ไอ้หยา! แม่เจ้า! คงไม่ได้ตีกันอีกแล้วหรอกนะ?”
นางชะเง้อคอมอง
ถึงจะมองไม่เห็น แต่นางก็จินตนาการออกว่าทางนั้นกำลังเกิดอะไรขึ้น
“ไม่ต้องดูแล้ว รีบทำงานเถอะ ประเดี๋ยวท่านแม่มาเห็นเข้าก็ว่าเอาหรอก” จูซื่อไม่สนใจเรื่องของคนอื่น แต่แค่ได้ยินก็รู้ว่าดังมาจากเรือนใคร
หลังจากหญิงปากสว่างเกือบถูกปลดไปคราวนั้น บ้านนั้นก็มักทะเลาะวิวาทกันเป็นประจำจนเขาเคยชินเสียแล้ว
คนขายเนื้อแซ่หลี่เห็นว่าไม่มีใครสงสัยตัวเอง ก็เอาเครื่องมือลงไปแช่ในอ่างแล้วใช้น้ำร้อนล้างทำความสะอาดอย่างออกจะร้อนตัวอยู่บ้าง
เขาพูดได้รึว่าเขาไม่ชอบหน้าหญิงปากสว่าง ไม่อยากจะสนใจนางด้วยซ้ำ จากนั้น…
แค่กแค่ก!
นางมาที่เรือนเขาด้วยท่าทางหยิ่งยโส ทำเหมือนเขาไปอ้อนวอนขอร้องเพื่อให้ได้เชือดหมูของนางอย่างนั้นแหละ
เขายังจะเย็นอยู่ได้อย่างไร?
ถึงแม้เขาจะเป็นคนนอก ไม่สะดวกจะลงไม้ลงมือกับหญิงปากสว่าง แต่เขาสามารถคิดหาวิธีทำให้สามีของนางจัดการนางได้นี่นา
เห็นไหม ถูกจัดการแล้วล่ะสิ?
สมน้ำหน้า จองหองดีนัก
เมื่อเตรียมการเสร็จแล้ว คนขายเนื้อแซ่หลี่ก็จับหมูมัดด้วยกันกับพวกผู้ชายสกุลจู
พอเขาเห็นหมูก็ต้องอุทานด้วยความอัศจรรย์ใจ “จะตัวใหญ่ไปแล้วกระมัง?!”
“จูต้า บ้านเจ้าใครเป็นคนเลี้ยงหมูรึ? ตัวนี้อย่างน้อยก็สามร้อยชั่งเลยนะ ใหญ่กว่าปีที่แล้วเสียอีก”
“จุ๊ ๆๆ…บ้านพวกเจ้ามีเคล็ดลับในการเลี้ยงหมูใช่ไหมเนี่ย?”
……
คนขายเนื้อแซ่หลี่นึกถึงสูตรอาหารเหล่านั้นของสกุลจูแล้วก็อดจะสงสัยไม่ได้
จูต้าตอบขณะเกาศีรษะอย่างโง่งม “เมียข้าเป็นคนเลี้ยงหมู ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน”
แฮะแฮะ!
แต่จูต้าก็รู้สึกภูมิใจที่หมูของครอบครัวตัวใหญ่ขนาดนี้อยู่เหมือนกัน
ภรรยาของเขาเลี้ยงกับเขาเลี้ยงเองจะต่างกันตรงไหน?
สกุลจูเลี้ยงหมูสามตัว แต่ละตัวหนักราวสามร้อยชั่ง จะจับมันมัดไว้ก็ยังกินแรง
พอมันขัดขืนดิ้นรน ผู้ชายตัวโต ๆ สองสามคนยังเกือบจะเอาไม่อยู่
“ทางนี้ทางนี้ ไอ้หยา เจ้าสี่ จับขาของมันเอาไว้สิ”
“พี่ใหญ่ กดเอาไว้ กดเอาไว้ อย่าให้มันหนีไปได้”
“จับเอาไว้สิ”
“ขนาบฝั่งนั้นเอาไว้เร็วเข้า!”
……
ไม่ง่ายเลยกว่าจะจับหมูมัดเอาไว้ได้ คนทั้งกลุ่มเหน็ดเหนื่อยเอาการ
“หมูตัวนี้จะจับยากเกินไปแล้ว!”
“นั่นน่ะสิ เจ้านี่แรงเยอะเกินไปแล้ว!”
“หมูอ้วนนี่นา จะแรงเยอะก็ไม่แปลก!”
……
ทุกคนใช้คานหามหมูตัวนั้นออกมาจากเล้าหมู พลางพูดคุยหัวเราะไปด้วย
“จะเชือดหมูแล้ว! จะเชือดหมูแล้ว!”
ซานเป่าและซื่อเป่าวิ่งออกมาดูที่ลานเรือนอย่างร่าเริง
จูซื่อรีบตะโกนบอก “เถียนนิว มาอุ้มซานเป่ากับซื่อเป่าออกไป จะเชือดหมูแล้ว!”
“ได้ จะไปเดี๋ยวนี้” หลี่ซื่อส่งกระบวยตักน้ำให้หลินซื่อ แล้วพาซานเป่ากับซื่อเป่าไปจากท้ายเรือน
ซานเป่ากับซื่อเป่าโตขนาดนี้แล้วยังไม่เคยเห็นการเชือดหมูมาก่อน จึงออกจะไม่เต็มใจนัก “ท่านแม่ ไม่ไป ไม่ไป ข้าจะดูพวกเขาเชือดหมู!”
“ข้าจะดูพวกเขาเชือดหมู! ท่านแม่”
……
“ไม่ได้! พวกเจ้ายังเล็ก ดูไม่ได้ รอพวกเจ้าโตก่อนค่อยดู” หลี่ซื่อจูงมือเด็กน้อยคนละข้าง พยายามพาเด็กดื้อสองคนไปจากตรงนั้น
พวกเขาไม่ยินยอมพร้อมใจ เดินไปพลางเถียงไปพลาง “ทำไมขอรับ? ท่านแม่ พวกข้าโตแล้วนะ!”
“ใช่ ๆๆ พวกเจ้าโตแล้ว รอจนพวกเจ้าโตเท่าพี่ต้าเป่ากับพี่เอ้อร์เป่าถึงจะเรียกว่าโตจริง ๆ” หลี่ซื่อพูด “พี่ใหญ่กับพี่รองจะกลับมาแล้ว พวกเจ้าคิดถึงพวกเขาไหม?”
เป็นไปดังคาด เพียงเอ่ยถึงต้าเป่าและเอ้อร์เป่า ความสนใจของพวกเด็กน้อยที่เทิดทูนพี่ชายทั้งสองยิ่งนักก็ถูกเบนไปทันที และพูดออกมาติด ๆ กันว่า “คิดถึง!”
“ท่านแม่ ข้าก็คิดถึง! เมื่อไหร่พี่ใหญ่กับพี่รองจะกลับมาขอรับ?”
หลี่ซื่อยิ้ม “อีกไม่นานก็กลับมาแล้ว แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าพวกเจ้าทำตัวดีหรือไม่ดีด้วย ถ้าพวกเจ้าเป็นเด็กดี พี่ใหญ่กับพี่รองก็จะได้กลับมาเร็วขึ้น แต่ถ้าพวกเจ้าทำตัวไม่น่ารัก พี่ใหญ่กับพี่รองก็จะได้กลับมาช้าลง…”
เด็กน้อยทั้งสองรีบชูมือขึ้น แย่งกันพูดว่า “ข้าข้าข้า ข้าเป็นเด็กดี!”
“อ้อ? อย่างนั้นพวกเจ้าก็บอกมาซิว่าพวกเจ้าเป็นเด็กดีตรงไหน?” หลี่ซื่อจงใจเอ่ยถาม
ซานเป่าตอบว่า “ข้าท่องคัมภีร์สามอักษรได้ขอรับ”
ซื่อเป่าก็ตอบว่า “ข้าก็ท่องได้เหมือนกัน”
พวกเขาแข่งกันท่องออกมาทันที
เมื่อฟังเด็กน้อยสองคนท่อง ช่วงแรกหลี่ซื่อยังพอฟังเข้าใจ แต่เมื่อถึงท่อนท้าย ๆ กลับไม่รู้แล้วว่าพวกเขาท่องถูกหรือไม่
ถึงอย่างไรนางก็อายุมากแล้ว ทั้งยังมีงานมากมายให้ทำทุกวัน ความจำไม่ดีเท่าพวกเด็ก ๆ
แต่เรื่องนี้หาได้สำคัญไม่ ประการสำคัญก็คือพวกเขาท่องได้ และนางก็พาพวกเขาผละมาจากท้ายเรือนได้แล้ว
“อื้ม! ดีมาก พวกเจ้าท่องได้เก่งมาก!”
นางชมเชยด้วยรอยยิ้ม
บริเวณท้ายเรือน เสียงร้องโหยหวนของหมูตัวเขื่องดังขึ้น เลือดสด ๆ ทะลักออกมาจากลำคอของมัน
คนขายเนื้อแซ่หลี่กดหมูที่ยังดิ้นทุรนทุรายเอาไว้ แล้วบอกให้จูต้าเอาอ่างมารองเลือด
“ทางนี้ ทางนี้ ไปทางซ้ายหน่อย”
“ใช่แล้ว ผลักเข้ามาอีกนิด”
“ดูเลือดมันสิ เยอะขนาดนี้ กินได้ตั้งหลายมื้อเลยนะเนี่ย”
……
ท่ามกลางเสียงร้องครวญครางของหมูตัวเขื่องคือเสียงร้องด้วยความยินดีของผู้คน
หลังจากรองเลือดหมูเสร็จแล้ว คนขายเนื้อแซ่หลี่ก็ผลักอ่างไปข้าง ๆ ให้คนสกุลจูยกกลับเข้าห้องครัว
หลังจากนั้น งานของเขาก็เริ่มต้นขึ้น
ภายในครัว เหล่าสะใภ้สกุลจูกำลังสาละวนทำงาน แม้แต่หลิวซื่อที่มักจะคิดเล็กคิดน้อยอยู่เป็นนิจยังมีสีหน้าผ่องใสเบิกบานใจ
เมื่อนางเห็นจูต้ายกเลือดหมูอ่างนั้นเข้ามาก็ยิ้มจนแก้มปริ “ไอ้หยา อ่างเบ้อเริ่มเชียว?”
“หมูหนักสามร้อยชั่งนี่นา ตัวเขื่องเชียวล่ะ” ความยินดีเกลื่อนใบหน้าของจูต้า
“ไอ้หยา ก็ต้องใหญ่อยู่แล้วสิเจ้าคะ พี่ใหญ่ ข้าบอกท่านไว้เลยนะ ในหมู่บ้านสกุลจูแห่งนี้ พวกข้าไปดูมาจนหมดแล้ว ฮิฮิฮิ…หมูของพวกเราตัวใหญ่ที่สุดแล้วเจ้าค่ะ” หลิวซื่อมีสีหน้าภาคภูมิใจ
หมูตัวอ้วนท้วนสมบูรณ์เพียงนี้ นางก็มีความดีความชอบเหมือนกันนี่นา
“อื้ม ข้าไปช่วยงานข้างนอกก่อนนะ พวกเจ้าทำงานต่อเถอะ” จูต้าบอก
“เจ้าค่ะ พี่ใหญ่ มีอะไรก็เรียกพวกข้านะ”
“ได้”
……
ผู้หญิงสกุลจูนอกจากจะต้องเตรียมน้ำร้อนเอาไว้แล้ว ยังต้องรีบต้มเลือดหมูเอาไว้ด้วย ไม่อย่างนั้นพอเชือดหมูตัวต่อไปก็อาจไม่ทันการเสียแล้ว
“หลี่ว์ซานยา จุดไฟเถอะ ข้าจะต้มเลือดหมู” หลิวซื่อกล่าว
หลี่ว์ซานยาที่นั่งอยู่หน้าเตาไฟขานรับ “เจ้าค่ะ”
ถูกคนอื่นสั่งงานเช่นนี้ นางไม่ได้รู้สึกไม่พอใจแม้แต่น้อย
ตั้งแต่หลินต้าเม่ยมารดาของพวกนางหายตัวไป สามพี่น้องก็มาพึ่งพาสกุลจู แม้จะมีเวลาที่พวกพี่สะใภ้ของพี่สาวอารมณ์ไม่ดีบ้าง บางครั้งก็จะตำหนิพวกนาง แต่ก็ไม่เคยตีพวกนาง
ประการสำคัญที่สุดก็คือ ขอเพียงพวกนางทำงาน พวกนางก็ไม่เคยต้องขาดแคลนอาหารหรือเสื้อผ้า
ตอนที่ยังอยู่ในหมู่บ้านสกุลหลี่ว์ ความเป็นอยู่ของพวกนางยังไม่เคยดีเท่านี้มาก่อน
เพราะเหตุนี้ หลี่ว์ต้ายายังกลัวว่าน้องสาวสองคนจะไม่รู้จักพอใจในสิ่งที่มี จึงอบรมพวกน้องสาวไปไม่น้อย “เอ้อร์ยา ซานยา อย่าคิดว่าคนสกุลจูไม่ปฏิบัติต่อพวกเราดีเท่าซานเป่ากับซื่อเป่าเลย พวกเราต้องรู้จักสำนึกบุญคุณ เข้าใจไหม?”
“พวกเราเป็นเด็กที่ไม่มีใครต้องการ แม้แต่ท่านพ่อท่านแม่ก็ไม่ต้องการพวกเราแล้ว ถ้าสกุลจูไม่รับพวกเราเอาไว้ ป่านนี้พวกเราจะไปอยู่ที่ใดก็ไม่รู้”
“พวกเราไม่เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับซานเป่าและซื่อเป่า พวกเราเพียงเปรียบเทียบกับชีวิตที่ผ่านมา พวกเจ้าลองคิดดูเถอะว่าอยู่ที่เรือนสกุลจูกับอยู่ที่เรือนท่านพ่อ ที่ไหนมีชีวิตดีกว่ากัน?”
……
หลี่ว์ต้ายาสามารถกล่าววาจาเช่นนี้ เป็นเพราะนางมักไปขลุกอยู่กับจูปาเม่ย จูปาเม่ยมักพูดเช่นนี้กับนาง
ท่าทีของคนสกุลจูแบ่งแยกชัดเจนอย่างยิ่ง พวกเจ้าไม่ใช่คนสกุลจู พวกข้าก็จะไม่เลี้ยงเจ้าเหมือนคนสกุลจู
พวกเจ้ามาอาศัยอยู่ในเรือนสกุลจูก็คือแขกใต้ชายคาเรือนผู้อื่น เป็นคนที่มาพึ่งพาผู้อื่น
ถ้าไม่อยากหิวโหยก็ต้องทำงาน
แต่ขอเพียงพวกเจ้าทำงาน อาหารและน้ำก็จะไม่ตกหล่นในส่วนของพวกเจ้าไป ยุติธรรมยิ่งนัก