ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 611 หมอคนนี้ไม่ใช่คนดี
บทที่ 611 หมอคนนี้ไม่ใช่คนดี
หมอชาวบ้านเห็นนางเดือดดาลแบบนั้นจึงพยายามพูดให้เย็นลง “เปล่า ข้าไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น เจ้าเข้าใจผิด…”
“ข้าเข้าใจผิดตรงไหน? ท้องก็คือท้อง ไม่ท้องก็คือไม่ท้อง ท่านอึก ๆ อัก ๆ ไม่ยอมพูดออกมาให้ชัด ๆ เสียที หมายความว่าอย่างไรกันแน่? ท่านอยากให้ข้าไม่ท้องสินะ?” หลิวซื่อกล่าวด้วยสีหน้าโกรธเกรี้ยว “ข้าบอกไว้เลยนะ ข้าไปหาหมอในตำบลมาแล้ว เขาบอกว่าข้าสุขภาพแข็งแรงดี ข้ามีลูกได้…”
ทั้ง ๆ ที่ไม่มีใครพูดอะไร หลิวซื่อกลับทำราวกับถูกคนคาดคั้น อับอายจนกลายเป็นความโมโหเดือดดาล
นางชี้หน้าด่าหมอชาวบ้าน พยายามปกป้องความบริสุทธิ์ของตัวเอง ท่าทางเหมือนกลัวว่าคนอื่นจะเข้าใจนางผิด
แต่สิ่งที่นางไม่รู้ก็คือ เดิมทีก็ไม่มีเรื่องมีราว แต่เพราะความเดือดเนื้อร้อนตัวของนางกลับกลายเป็นว่ายิ่งพยายามกลบเกลื่อนก็ยิ่งทำให้ชัดเจนกว่าเดิม โดยเฉพาะนางพูดออกมาเองว่าเคยไปหาหมอในตำบล…
ภรรยาของหมอชาวบ้านหันมามองอย่างห้ามใจไม่อยู่ สีหน้าตกตะลึง
ถึงจะไม่ได้พูดออกมา แต่สายตาก็บอกกล่าวความในใจออกมาชัดเจน จริงหรือเนี่ย สะใภ้รองของจูต้าเหนียงมีลูกไม่ได้?!
นี่ยังไม่ใช่เรื่องน่าตกใจที่สุด เพราะเรื่องน่าตกใจที่สุดก็คือ ด้วยนิสัยของจูต้าเหนียง ลูกสะใภ้ตั้งครรภ์ไม่ได้ นางกลับไม่ปลดอีกฝ่าย
นี่ช่างน่าตกใจจริงแท้!
จูเอ้อร์รู้สึกขายหน้าไม่เหลือชิ้นดี เขาแผดเสียงลั่น “หลิวซุ่ยซุ่ย!”
จากนั้นก็สะบัดหน้าจากไปโดยทิ้งหลิวซื่อเอาไว้
หลิวซื่อสะดุ้งตกใจ เพราะน้อยครั้งนักที่จูเอ้อร์จะเรียกชื่อเต็มของนาง จู่ ๆ ก็พูดออกมาเช่นนี้ นางเกือบไม่รู้แล้วว่านั่นคือชื่อของตัวเอง
“จูเอ้อร์ เจ้ารอข้าก่อน…”
นางตามไปอย่างรีบร้อน
อากาศหนาวเหน็บ หิมะปกคลุมไปทั่ว รอบด้านเป็นสีขาวโพลน
ภรรยาของหมอชาวบ้านนั่งลงข้าง ๆ สามี พูดอะไรไม่ออกอยู่เป็นนาน “นี่…”
หมอชาวบ้านยังสะเทือนใจไม่สร่าง “อย่าเพิ่งพูดอะไรเลย ให้ข้าสงบจิตสงบใจสักหน่อย”
“เจ้าควรสงบจิตใจจริง ๆ นั่นแหละ ถ้าจูต้าเหนียงบุกมาที่เรือนเพราะเรื่องนี้ก็ยุ่งยากแล้ว” เพียงนึกถึงความป่าเถื่อนของหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ ภรรยาของหมอชาวบ้านก็รู้สึกว่าหนังศีรษะชาวาบ อยากกลับไปหลบที่บ้านเดิมเสียเดี๋ยวนั้น
หมอชาวบ้านไม่กล้าพูดอะไรไปชั่วขณะ
เย่อวี๋หรานเองก็คงคิดไม่ถึงว่า ไปหาหมอเพราะเรื่องเล็กแค่นี้ สองสามีภรรยากลับทะเลาะกันกลับมาเสียแล้ว
จูเอ้อร์เบียดร่างที่มีหิมะปกคลุมพุ่งเข้ามาในเรือนอย่างอารมณ์เสีย เมื่อนั่งลงหน้ากองไฟได้ก็ไม่ยอมขยับไปไหนอีก
ไม่ว่าใครจะถามอะไร เขาก็ไม่ปริปาก
ท่าทางอารมณ์บูดบึ้งอย่างนั้น แค่เห็นก็ชวนให้คนโมโหแล้ว
“เจ้ารอง ข้าถามเจ้าอยู่นะ” เย่อวี๋หรานกล่าว “เจ้าออกไปด้วยกันกับเมียเจ้า ทำไมมีแต่เจ้ากลับมาคนเดียว?”
“ท่านแม่ อย่าถามเลยขอรับ เมียที่น่าอับอายขายขี้หน้าแบบนั้น ใครอยากได้ก็เอาไปเถอะ” จูเอ้อร์กล่าวอย่างมีโทสะ
เย่อวี๋หรานหมดคำพูด “เจ้าพูดเหมือนอยากปลดหลิวซื่ออย่างนั้นแหละ? นางไปทำอะไรมา ถึงทำให้เจ้าโกรธแบบนี้?”
ในความคิดของนาง แค่ไปหาหมอเพื่อตรวจดูว่าท้องหรือไม่ท้องก็เท่านั้นเอง
“ก็แค่ไม่ท้องเท่านั้นเอง ร้อนใจไปมีประโยชน์ตรงไหน? วาสนายังมาไม่ถึง ร้อนใจไปก็ไม่มีประโยชน์ อากาศหนาวเย็นแบบนี้ ลูกน้อยเปราะบางจึงไม่อยากมา อยากมาตอนที่อากาศอบอุ่นกว่านี้ ไม่ได้รึ?”
“เจ้าเป็นผู้ชายอกสามศอก อย่ามาถือสาเรื่องเล็กน้อยเหมือนผู้หญิงแบบนี้สิ”
“อีกอย่าง หลิวซื่อก็ใช่ว่าจะมีลูกไม่ได้ เจ้าต้องทำถึงขนาดนี้เลยรึ?”
……
เย่อวี๋หรานที่มาจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดย่อมเลือกยืนอยู่ฝั่งผู้หญิง
นางคิดว่าถ้าจูเอ้อร์กล้ามีความคิดเช่นนี้ นางจำต้องรีบเข้าไปจัดการ ก็เหมือนกับการตัดกิ่งไม้ ไม่อาจปล่อยให้ต้นไม้เติบใหญ่จนกลายเป็นต้นไม้สูงชะลูด จะตัดก็ตัดไม่ไหว เช่นนั้นก็แย่แล้ว
วันเวลาในอนาคตยังอีกยาวนาน นางไม่อยากต้องมาเดือดร้อนใจอยู่ร่ำไป
เวลานั้นเอง หลิวซื่อก็วิ่งพรวดพราดกลับมา
นางไม่ได้ขายาวเหมือนจูเอ้อร์ ทั้งยังวิ่งได้ไม่เร็วเท่าเขา จึงไล่ตามมาจนหอบแฮ่ก
“เหล่าเอ้อร์ ข้า…”
เมื่อเข้ามาในห้อง เห็นสายตามากมายกำลังมองมาที่ตนเอง หลิวซื่อก็พูดอะไรไม่ออก
โดยเฉพาะตอนที่เห็นสายตาของเย่อวี๋หรานกวาดมองมาทางนี้ ความคิดอ่านพลันแจ่มใสขึ้นมาในทันใด นางก้มหน้าลง นึกอยากออกไปซ่อนตัวอยู่ข้างนอก
“วิ่งทำไม? ข้างนอกอากาศหนาวปานนั้น รีบมานั่งผิงไฟสิ…”
เย่อวี๋หรานย่อมไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายหนีไปได้อยู่แล้ว เพียงปรายตามองมาก็ทำให้หลิวซื่อเดินเข้าไปนั่งลงแต่โดยดี
แต่จูเอ้อร์ไม่ยินยอมพร้อมใจ ยกม้านั่งถอยห่างออกไป ไม่อยากนั่งอยู่ข้างนาง
“เจ้าทำอะไร เจ้ารอง?” เย่อวี๋หรานเห็นอย่างนั้นก็ไม่พอใจ
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ” หลิวซื่อยิ้มเอาใจ
น่าเสียดายที่จูเอ้อร์ไม่รับน้ำใจนั้น เขากล่าวโดยไม่มองหน้านางแม้แต่น้อย “ท่านแม่ ท่านก็ไม่ถามนางบ้างล่ะขอรับว่านางไปทำอะไรมา ไปหาหมอแท้ ๆ แต่นางกลับไปโวยวายเสียงดังในเรือนคนอื่น…น่าขายหน้าสิ้นดี! อีกไม่กี่วันคนทั้งหมู่บ้านก็คงได้รู้กันหมดแล้ว”
“รู้อะไร?” เย่อวี๋หรานงุนงงไปหมด
หลิวซื่อรีบแก้ตัว “ท่านแม่ เรื่องนี้โทษข้าไม่ได้นะเจ้าคะ ก็ท่านหมอคนนั้น…”
นางฟ้องเรื่องหมอชาวบ้านออกมาเสียยืดยาว
บอกว่าหมอชาวบ้านจับชีพจรไม่แม่น นางไปหาหมอที่ตำบลมาแล้วก็ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไร แต่หมอชาวบ้านกลับประเสริฐนัก พอจับชีพจรก็มาบอกว่านางไม่ท้อง
นี่แสดงว่าอะไรน่ะหรือ?
แสดงว่าเขาอยากเหยียบหน้าสกุลจูน่ะสิ
หมอชาวบ้านคนนี้ไม่ใช่คนดีอะไรเลยจริง ๆ
……
เย่อวี๋หรานประหลาดใจ “ไม่ถึงขั้นนั้นกระมัง ข้าว่าหมอชาวบ้านไม่เหมือนคนแบบนั้นเลยนะ”
แม้นางจะคิดว่าฝีมือด้านการแพทย์ของหมอชาวบ้านไม่ได้ดีมาก เพียงตรวจรักษาอาการเจ็บป่วยเล็กน้อยได้เท่านั้น แต่นางเชื่อในจรรยาบรรณของเขา
ไม่อย่างนั้น คราวก่อนตอนที่นางให้เขาช่วยแสดงละครหลอกลวงคน เขาก็คงไม่ลำบากใจถึงขนาดนั้นแล้ว
“ทำไมจะไม่ใช่คนแบบนั้นล่ะเจ้าค่ะ ท่านแม่ คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจ เขาน่ะ…”
หลิวซื่อยังพูดไม่จบ จูเอ้อร์ก็โพล่งขึ้นมาอย่างไม่พอใจว่า “ท่านแม่ ท่านอย่าไปฟังนางพูดเหลวไหล ท่านหมอไม่ได้พูดว่านางไม่ท้อง นางเป็นคนพูดเอง”
“ข้าพูดตอนไหน?” หลิวซื่อพูดเสียงแหลม
เรื่องแบบนั้น นางจะยอมรับได้อย่างไร?
แต่ตอนนั้นจูเอ้อร์ก็อยู่ด้วย เขาจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง?
เขาเล่าออกมาตามความจริงตั้งแต่ต้นจนจบ
หลิวซื่ออยากจะพูดแทรกขึ้นมาหลายครั้งก็ถูกเย่อวี๋หรานห้ามไว้
หลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมด อย่าว่าแต่เย่อวี๋หรานที่หมดคำจะพูด คนอื่น ๆ ในห้องก็รู้สึกไร้คำจะบรรยายเช่นกัน
“พี่สะใภ้รอง ข้าไม่ได้จะตำหนิท่านนะเจ้าคะ แต่ว่าเรื่องนี้ท่านทำไม่ถูก ท่านหมอบอกว่ายังวินิจฉัยไม่ได้ นั่นก็ไม่ได้พูดเหลวไหลหรอกนะเจ้าคะ” หลี่ซื่อพูด “ร่างกายของท่านเป็นอย่างไร ท่านก็คงรู้ดี ถ้าท่านคิดว่าไม่มีปัญหาจริง ๆ แล้วจะไปหาหมอในตำบลทำไม? ท่านหมอในตำบลก็ไปหามาแล้ว ท่านหมอบอกว่าไม่แน่ใจ รอให้ผ่านไปอีกสักพักค่อยไปตรวจอีกครั้งก็เป็นเรื่องปกติ…”
หลิวซื่อรู้สึกว่าตัวเองถูกฉีกหน้าไม่เหลือชิ้นดีก็อับอายยิ่งนัก นางแก้ตัวว่า “นั่นเป็นเพราะวิชาแพทย์ของเขาไม่ได้เรื่อง ถ้าไปหาหมอในตำบลป่านนี้คงรู้ผลชัดแล้ว…”
“ท่านก็รู้นี่ว่านั่นคือหมอในตำบล ถ้าท่านหมอในหมู่บ้านพวกเรามีวิชาแพทย์เก่งกาจเท่าหมอในตำบล เขาคงไม่มาอยู่ในหมู่บ้านสกุลจู แต่ย้ายไปอยู่ในตำบลแล้วล่ะเจ้าค่ะ”
“เจ้าอยู่ฝ่ายไหนกันแน่? พวกเราเป็นคนสกุลจูนะ หมอคนนั้นเป็นคนนอก” หลิวซื่อพูดอย่างร้อนใจ
หลี่ซื่อกลอกตา “พี่สะใภ้รอง ท่านจับประเด็นผิดแล้วเจ้าค่ะ ตอนนี้ประเด็นสำคัญก็คือ ท่านไปอาละวาดในเรือนท่านหมอชาวบ้าน ทั้งยังเป็นหมอเพียงคนเดียวในหมู่บ้านพวกเรา…ท่านไปล่วงเกินท่านหมอแบบนั้น พวกเราจะทำอย่างไรเจ้าคะ?”