ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 646 เรียนหนังสือใช้เงินเยอะเกินไป
บทที่ 646 เรียนหนังสือใช้เงินเยอะเกินไป
ดวงอาทิตย์สีส้มอบอุ่นค่อย ๆ ลอยขึ้นมากลางท้องฟ้า
แสงแดดสาดส่องลงมาอาบไล้ใบหน้าผู้คน ฝากรอยจุมพิตอันอ่อนโยนเอาไว้
กระทั่งกลิ่นอายของผืนดินที่ลมพัดมาด้วยยังแซมไว้ด้วยกลิ่นหอมจาง ๆ ของหญ้าอ่อน
คนสกุลจูตื่นแต่เช้าตรู่ พวกผู้ชายออกไปทำงานในทุ่งนา ส่วนพวกผู้หญิงที่ขยันขันแข็งก็เริ่มทำงานเรือนกันแล้ว
ต้าเป่าและเอ้อร์เป่าพาซานเป่ากับซื่อเป่าท่องตำราอยู่ในลานเรือน น้ำเสียงเจื้อยแจ้วของพวกเด็ก ๆ ทำให้เพื่อนบ้านที่ผ่านมาทางนี้อดจะยิ้มออกมาไม่ได้
หลินซื่อพาพวกน้องสาวออกไปซักผ้าแล้วนำกลับมาตากที่ท้ายเรือน
ยามนั้น จูปาเม่ยพาพวกหลี่ว์ต้ายา หลี่ว์เอ้อร์ยา และหลี่ว์ซานยาเตรียมพื้นที่บริเวณหนึ่งในลานเรือน ปูเสื่อไม้ไผ่เอาไว้สำหรับตากสิ่งของ
หลิวซื่อออกมาจากในห้อง เห็นหลี่ซื่อกำลังนั่งมองพวกเด็ก ๆ ท่องกลอนอยู่ในลานเรือนก็เดินเข้ามาหา “ท่านแม่เล่า?”
“ไปเรือนอาสะใภ้สามกับอาสะใภ้สี่เจ้าค่ะ” หลี่ซื่อทำงานเย็บปักในมือไปด้วย
ถึงจะทำชุดใหม่สำหรับปีใหม่ไปแล้ว แต่พวกเด็ก ๆ โตไว นางยังต้องนำเสื้อผ้าเก่า ๆ ออกมาแก้ให้ใหญ่กว่าเดิมอยู่เป็นระยะ
“ไปเพราะเรื่องงานมงคลของซานจ้วงกับซื่อหู่กระมัง?” หลิวซื่อถาม
“อื้ม” หลี่ซื่อกล่าว “พวกเขาสองคนอายุไม่น้อยแล้ว อยากแต่งงานไวหน่อย ท่านแม่มีลูกชายหลายคนมีประสบการณ์มาก จึงไปช่วยออกความคิด จะได้ไม่เกิดข้อผิดพลาดเจ้าค่ะ”
หลิวซื่อลากเก้าอี้มานั่งลงข้าง ๆ
นางไม่ได้มามือเปล่า แต่เอาชุดขนาดเล็กมาด้วย นำออกมาให้หลี่ซื่อดูแล้วถามว่าชุดนี้นางทำเอง เป็นอย่างไรบ้าง
“ก็ดีนะเจ้าคะ แต่ตรงนี้ต้องเย็บอีกหน่อย…” หลี่ซื่อตรวจดูเล็กน้อย แล้วชี้ตรงจุดหนึ่งบอกให้หลิวซื่อเย็บเพิ่ม
ผิวทารกบอบบาง ต้องระวังตรงตะเข็บให้ดี ไม่อย่างนั้นอาจทิ่มแทงผิวของลูกน้อยเอาได้ง่าย ๆ
แม้ชุดขนาดเล็กแบบนี้จะทำมาจากผ้าของชุดเก่าที่ใช้แล้ว แต่ชุดเก่าพวกนั้นเอาให้เด็กสามสี่คนใช้แล้ว เนื้อผ้าจึงอ่อนนุ่ม แต่ปริขาดง่าย ต้องระวังเอาไว้
ใช่ว่าพวกนางไม่คิดจะใช้ผ้าใหม่มาทำชุดให้เด็ก ๆ แต่เด็กน้อยโตไว เสื้อผ้าหนึ่งชุดสวมได้ไม่นานก็โตแล้ว
หลิวซื่อยิ่งคิดก็ยิ่งตัดใจไม่ลง สุดท้ายจึงรื้อเสื้อผ้าเก่า ๆ ออกมาแก้ รอจนเด็กน้อยโตกว่านี้ค่อยใช้ผ้าใหม่ตัดชุดให้
คนอื่นเห็นว่าสกุลจูมีฐานะดีขึ้นเรื่อย ๆ แต่พวกผู้หญิงสกุลจูทราบดีว่าหาเงินได้มาก แต่ก็มีค่าใช้จ่ายมากเช่นกัน สุดท้ายแล้วก็ได้ไม่เท่าไหร่
พูดเรื่องเสื้อผ้าเสร็จแล้ว หัวข้อสนทนาของคนทั้งสองก็วกกลับมาที่เรื่องงานมงคลของซานจ้วงและซื่อหู่อีกครั้ง
จากนั้นไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด พวกนางกลับหันมานับวันที่จูซานและจูชีจากบ้านไป
“เอ๊ะ? พี่สะใภ้รอง นับวันดูแล้ว วันนี้เจ้าเจ็ดควรสอบเสร็จได้แล้วใช่ไหมเจ้าคะ?” สอบเสร็จของหลี่ซื่อหมายถึงประกาศผลสอบ
“จริงด้วย วันนี้น่าจะประกาศผลได้แล้ว” หลิวซื่อพูด “แต่ไม่รู้ว่าเจ้าเจ็ดสอบเป็นอย่างไรบ้าง เจ้าคิดว่าเจ้าเจ็ดจะสอบผ่านไหม?”
“ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรเจ้าคะ? ข้าไม่ใช่เจ้าเจ็ด ไม่ใช่อาจารย์สอนหนังสือ แล้วก็ไม่ใช่ขุนนางผู้คุมสอบเสียหน่อย แต่ข้าคิดว่าคงไม่แย่หรอกเจ้าค่ะ เจ้าเจ็ดเรียนหนังสือเก่งปานนั้น อ่านรอบเดียวก็จำได้ จะมีสักกี่คนที่ทำได้แบบเขา?”
“แต่ว่า…” ขณะพูด หลิวซื่อก็มองไปรอบ ๆ กลัวว่าจะมีคนมาได้ยิน นางกระซิบว่า “ข้าได้ยินมาว่า มีคนตั้งมากมายที่เรียนหนังสือหลายปีแล้วก็ยังสอบไม่ผ่าน เจ้าเจ็ดเพิ่งเรียนหนังสือได้กี่ปีเอง ข้าคิดว่าเรื่องนี้ไม่แน่นอนหรอกนะ”
“อย่างนั้นก็ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ท่านแม่ก็บอกแล้วนี่นา ให้ถือเสียว่าเจ้าเจ็ดไปลองสนาม”
“แต่ลองสนามเพิ่มมาหนึ่งปีก็ต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกปีน่ะสิ…” หลิวซื่อเตือนว่าค่าเล่าเรียนทั้งปีกับค่าใช้จ่ายตอนไปสอบไม่ใช่น้อย ๆ
ตั้งแต่ต้นจนจบก็คงใช้ไปสามสิบถึงสี่สิบตำลึงแล้วกระมัง?
“ท่านจะคิดมากไปทำไมเจ้าคะ? นั่นเป็นเงินส่วนกลาง ท่านแม่ย่อมจะจัดการเองนั่นแหละ” แววตาหลี่ซื่อไหวระริก
นางต้องลงบัญชีเป็นประจำอยู่แล้ว จะไม่รู้ได้อย่างไรว่าค่าเล่าเรียนเหล่านั้นเป็นเงินเท่าไหร่?
ถึงจะเป็นบัญชีของส่วนกลาง แต่นางก็ต้องได้ลงบัญชีเล่มนั้นเช่นกัน ดังนั้นค่าใช้จ่ายสำหรับการร่ำเรียนของจูชีไม่มีใครรู้กระจ่างไปมากกว่านางอีกแล้ว
นอกจากค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายในการสอบ ยังมีค่าเครื่องเขียน ค่าอาหาร เครื่องนุ่งห่ม และค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันต่าง ๆ รวมทั้งปีก็ไม่ใช่จำนวนน้อย ๆ
“ท่านแม่เป็นคนจัดการก็จริง แล้วเจ้าไม่กังวลบ้างเลยหรือ?” หลิวซื่อบอกเป็นนัย “ท่านแม่เป็นแม่คน เจ้าก็เป็นแม่คนเหมือนกัน ซานเป่ากับซื่อเป่าใกล้จะโตกันแล้ว ถึงตอนนั้นก็คงจะได้ใช้เงินเหมือนกัน…ตอนแรกก็เป็นเจ้าเจ็ดเรียนหนังสือ ต่อมาก็เป็นต้าเป่ากับเอ้อร์เป่า ในบ้านมีเด็กมากมายขนาดนั้น ถึงตอนนั้นคงมีค่าใช้จ่ายไม่หวาดไม่ไหว…”
ความจริงแล้วหลิวซื่อกังวลใจแทนหลี่ซื่อเสียที่ไหน นางคิดถึงตัวเองต่างหาก
จูชีไปสอบเคอจวี่ เย่อวี๋หรานล้วงเงินจำนวนมากออกมาในคราวเดียว นั่นเทียบกับเงินเก็บของนางหลายเดือนเชียวนะ ฉับพลันนั้นนางก็รู้สึกปวดใจขึ้นมา
นางคิดว่า ถ้าพวกเด็กโตไปเรียนหนังสือกันหมดแล้ว ค่าใช้จ่ายคงไม่ใช่น้อย ๆ ถึงตอนนั้นจะมีโอกาสเหลือมาถึงลูกในท้องนางหรือไม่?
ถ้าจะบอกว่าแม่สามีหาเงินเก่ง แต่ความเร็วที่แม่สามีพาทุกคนหาเงินยังจะสู้ค่าใช้จ่ายของพวกเด็ก ๆ ได้เช่นนั้นรึ?
หลี่ซื่อหันกลับมามองหลิวซื่อ “พี่สะใภ้รองหมายความว่า…”
นางไม่ได้โง่ แม้จะรู้ว่าจูชีใช้เงินไปเท่าไหร่และรู้ว่าลำพังตัวเองคงแบกรับไม่ไหว ซานเป่ากับซื่อเป่าก็อายุน้อยกว่าต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าไม่มาก
พอต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าเข้าเรียน ผ่านไปอีกไม่กี่ปีก็จะถึงรอบของซานเป่าและซื่อเป่าแล้ว
แทนที่จะกังวลว่าแม่สามีไม่มีเงินส่งซานเป่ากับซื่อเป่าเข้าเรียน นางคิดว่าคนข้างหลังน่ากังวลมากกว่า
คนข้างหลังไม่ต้องบอกก็ย่อมรู้ว่าหมายถึงใคร
“ข้าไม่ได้มีเจตนาอื่น ข้าก็แค่เป็นห่วงนี่นา” หลิวซื่อมีสีหน้าแข็งทื่อ นางไม่อยากเป็นคนพูดออกมาเองเช่นกัน “พี่สะใภ้ใหญ่กับเจ้าและข้าล้วนอายุยังน้อย วันหน้าคงมีลูกอีกแน่นอน…ปีนั้นท่านแม่ยังมีลูกตั้งเจ็ดแปดคน ถึงแม้พวกเรา อาจมีลูกได้ไม่เท่าท่านแม่ แต่สักสามสี่คนก็คงเป็นไปได้กระมัง?”
“หนึ่งคู่มีลูกสามสี่คน พอนับดูแล้ว จำนวนเด็ก ๆ ก็ไม่น้อยเลยใช่ไหม?”
“ถ้าโชคไม่ดีเหมือนท่านแม่ ได้ลูกชายเสียเป็นส่วนใหญ่ นั่นมิเท่ากับว่า…”
……
ถ้าแต่ละคู่มีลูกสามสี่คน เมื่อรวมกันแล้วก็จะมีเด็กประมาณยี่สิบคน
เด็กมากมายขนาดนั้น ถ้าไปเรียนหนังสือกันทุกคน ทั้งปีก็มีค่าใช้จ่ายเกินร้อยตำลึงแล้ว บวกกับค่าอาหารเครื่องนุ่งห่ม…
หลิวซื่อยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าน่ากลัว
ถ้ามีเงินจำนวนนั้น เก็บออมเอาไว้สักหลายปีก็รู้สึกว่าตนเองสามารถปลูกเรือนหลังใหญ่ที่งามโอ่อ่าได้สักหลังเลยทีเดียว
“ท่านหมายความว่า ท่านไม่อยากส่งลูกเข้าเรียนแล้ว?” หลี่ซื่อมองหลิวซื่อ ไม่รู้เลยว่าควรพูดอะไรดี
ข้อดีในการส่งลูก ๆ เรียนหนังสือ แม่สามีอธิบายไว้ชัดเจนขนาดนั้นแล้ว พี่สะใภ้รองยังไม่เข้าใจอีก?
“เปล่านะ ข้าไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น ข้าแค่คิดว่า…ใช้เงินมากเกินไปแล้ว! กลัวว่าถ้ามีลูกหลายคนแล้วจะส่งไม่ไหวน่ะสิ” หลิวซื่อย่อมอยากส่งลูกเรียนหนังสืออยู่แล้ว แต่ครั้นคิดถึงเงินจำนวนมหาศาลเช่นนั้นก็อดที่จะปวดเศียรไม่ได้
หากพิจารณาจากความเร็วในการหาเงินในทุกวันนี้ ถ้าคิดจะส่งเด็กจำนวนมากขนาดนั้นไปเรียนก็ดูเหมือนจะส่งไม่ไหวจริง ๆ
“ท่านแม่ยังไม่กลัว ท่านจะกลัวอะไร?” หลี่ซื่อกล่าว “ฟ้าถล่มลงมาก็ยังมีคนตัวสูงรับไว้ เรื่องนี้ยังไปไม่ถึงขั้นนั้นเสียหน่อย เมื่อถึงแล้วค่อยพูดก็ได้ ไม่แน่ว่าถึงตอนนั้นอาจมีทางเลือกอื่น”
หลิวซื่อยังอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่เห็นเย่อวี๋หรานเดินเข้ามาจากข้างนอกเสียก่อน
ต้าเป่า เอ้อร์เป่า ซานเป่า และซื่อเป่าหยุดท่องตำราแล้ววิ่งเข้าไปหานางทันที
“ท่านย่า…”
“ท่านย่า~”
……
เย่อวี๋หรานยิ้มพลางลูบศีรษะของพวกเขา ถามว่าพวกเขาท่องไปถึงไหนแล้ว
ซานเป่าและซื่อเป่าตอบว่า “ท่านย่า กลอนที่เรียนไปเมื่อวานนี้ พวกข้าท่องได้แล้ว พวกข้าท่องให้ท่านฟังดีไหมขอรับ?”
“ดีสิ!” เย่อวี๋หรานรับคำ เงยหน้าขึ้นมา สายตากวาดผ่านหลิวซื่อกับหลี่ซื่อ
หลิวซื่อใจเต้นระทึก: ท่านแม่คงไม่ได้ยินหรอกนะ?!