ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 650 ข้าถือไม้ไล่ตียวนยาง
บทที่ 650 ข้าถือไม้ไล่ตียวนยาง
ใช้ชีวิตอย่างดีไม่มีอะไรจนต้องมาใส่ใจเรื่องนี้เลยหรือ?
จูเอ้อร์เม่ยราวกับไม่ตระหนักแม้แต่น้อย จับมือเย่อวี๋หรานพลางพูดอย่างดีใจ “พี่สะใภ้ใหญ่ ข้าอยากบอกกับท่านว่าหญิงผู้นี้เหมาะสมทีเดียว ทำงานบ้านได้ทุกอย่าง ไม่ว่าเรื่องในบ้านหรือนอกบ้านล้วนทำได้ดีหมด”
“ยิ่งไปกว่านั้นยังสวยอีกด้วย ข้าช่วยท่านดูแล้ว สะโพกใหญ่เป็นพิเศษ หน้าอกก็ใหญ่เหมือนกันในภายภาคหน้าต้องคลอดลูกชายได้แน่”
“เจ้าสามบ้านท่านก็อายุไม่น้อยแล้วทั้งยังเป็นการแต่งงานครั้งที่สอง สามารถหาคนเช่นนี้ได้นับว่าดียิ่ง”
……
พล่ามแนะนำต่อไป แทบอยากจะรับปากแทนเย่อวี๋หรานอยู่แล้ว
“ในเมื่อเป็นคนดีถึงเพียงนี้ เจ้าก็เอาแต่งเข้าบ้านเจ้าเลย” เย่อวี๋หรานพูด
“จริงหรือ ข้ารู้อยู่แล้วว่าท่านต้องรับปาก…” จูเอ้อร์เม่ยพูดจบก็รู้สึกตัว นางพูดด้วยสีหน้ามึนงง “พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านหมายความว่าอย่างไร? เหตุใดจึงบอกให้เอาแต่งเข้าบ้านข้าเล่า? ลูกชายข้าสองคนล้วนแต่งงานแล้ว จะยังแต่งเข้าได้อีกเสียที่ไหน?”
“อา เจ้าก็รู้ว่าเจ้าไม่มีลูกชายแล้ว เช่นนั้นเหตุใดเจ้าต้องกระตือรือร้นถึงเพียงนี้เล่า?” เย่อวี๋หรานถาม
“นี่ไม่ใช่ว่าข้าร้อนใจแทนท่านหรือ” จูเอ้อร์เม่ยกล่าว “ท่านลองดูเจ้าสามบ้านท่านช่างน่าเวทนานัก ผู้หญิงแต่งเข้าอย่างดี แต่ผลคือชะตาสั้นนัก เพิ่งแต่งเข้าไม่กี่ปีก็ตายเสียแล้ว ทั้งยังไม่ทิ้งลูกชายหรือลูกสาวไว้ให้ ท่านไม่รีบให้เขาแต่งงานอีกครา คิดจะให้เขาไร้ผู้สืบสกุลหรือ?”
“อะแฮ่มอะแฮ่ม!” เย่อวี๋หรานไอเสียงเบาสองครา จำต้องเตือนอีกฝ่ายว่า “เจ้าพูดเช่นนี้ระวังเสียหน่อย วันนี้เป็นวันมงคลใหญ่ คำพูดอัปมงคลก็พูดให้น้อยเสียหน่อยเถอะ”
จูเอ้อร์เม่ยตีปากตัวเองและยิ้มสู้ “ดูปากข้าสิ แม้แต่พูดก็ไม่ควรพูดแล้ว น่าตีนัก! พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านเป็นคนใจกว้าง อย่าถือสาข้าเลย…”
“ไม่อยากให้ข้าถือสาเจ้าก็ย่อมได้ หลังจากนี้เรื่องของครอบครัวผู้อื่นก็สนใจให้น้อยหน่อย แล้วทุกอย่างจะดีเอง” เย่อวี๋หรานบอกเป็นนัยอย่างคลุมเครือ
หากเป็นหลี่ซื่อน่าจะฟังเข้าใจ แต่น่าเสียดายที่ผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้านางคือจูเอ้อร์เม่ย
“โธ่เอ๊ย ข้าไปสนใจเรื่องครอบครัวผู้อื่นเสียเมื่อไหร่กัน? ข้ามีเวลาว่างเสียที่ไหน หากข้าจะสนใจก็ย่อมต้องเป็นเรื่องของครอบครัวตัวเอง” จูเอ้อร์เม่ยเปลี่ยนเรื่องทั้งยังยกเรื่องจูซานขึ้นมา “พี่สะใภ้ใหญ่ ข้าพูดจริง ๆ ผู้หญิงคนนั้นดีมากจริง ๆ เหมาะสมกับเจ้าสามบ้านท่านเป็นอย่างยิ่ง ท่านต้องตบแต่งให้เร็ว ไม่เช่นนั้นคนอื่นจะแต่งงานไปเสียก่อน”
“เช่นนั้นก็ให้คนอื่นแต่งไปเถอะ เจ้าสามของครอบครัวข้ายังไม่รีบร้อน” เย่อวี๋หรานล้วนไม่กังวลว่าจูซานจะหาแต่งภรรยาไม่ได้ นางคิดว่าคนแม้จะไม่มีลูกชายหรือลูกสาว ทว่าจะแต่งภรรยาหรือไม่ล้วนต้องเป็นไปตามความต้องการของเขา
หากเขาเต็มใจเช่นนั้นนางก็จะเตรียมสินสอดไว้ให้เขา แต่หากเขาไม่เต็มใจ เมื่อแก่แล้วก็ยังมีซื่อเป่าช่วยเลี้ยงดูยามแก่เฒ่า ไม่มีอะไรที่ต้องกลัว
“ไม่รีบร้อนได้อย่างไร? เขาเป็นผู้ชายที่ภรรยาตายไปแล้ว เรียกว่าเป็นพ่อม่าย ท่านคิดว่าการที่พ่อม่ายจะหาภรรยาดี ๆ มันง่ายหรือ? หากไม่ใช่เพราะเจ้าเจ็ดบ้านท่านสอบซิ่วไฉได้คนจึงล้วนจ้องมองมาที่บ้านท่าน ไม่เช่นนั้นผู้หญิงดี ๆ เช่นนี้จะเวียนมาถึงเจ้าสามของบ้านท่านหรือ…” จูเอ้อร์เม่ยคุยโว
หากเป็นผู้ชายที่สภาพครอบครัวไม่ดี อีกทั้งภรรยายังตายไปแล้ว คิดจะแต่งงานอีกคราก็ยากแล้วจริง ๆ
โดยเฉพาะก่อนหน้านั้นที่ไม่เหลือลูกชายหรือลูกสาวไว้ด้วย ผู้หญิงทั้งหมดที่มีทางเลือกย่อมไม่แต่งเข้า นอกจากไม่มีทางเลือกจริง ๆ จึงจำเป็นต้องแต่งเข้า
จูซานถูกคนอื่นหมายตา นอกจากเขาจะมีน้องชายเป็นซิ่วไฉผู้หนึ่ง ก็ยังมี…แม้เขาจะเคยแต่งงานแล้ว แต่ก่อนหน้านี้ก็ไม่มีลูกชายหรือลูกสาวเหลือไว้ ซึ่งก็ไม่นับว่ามีผลกระทบมากมายนัก
“เหตุผลเหล่านี้ที่เจ้าพูด ข้าล้วนเข้าใจ แต่ข้าไม่เห็นด้วย” เย่อวี๋หรานปล่อยให้อีกฝ่ายพูดจนจบจึงค่อยกล่าวอย่างค่อยเป็นค่อยไป “ไม่ง่ายเลยกว่าบ้านของข้าจะสงบได้สักหน่อยจึงได้หายใจหายคอ หากแต่งเข้าอีกครา เช่นนั้นจะไม่เป็นการโยนหินลงน้ำหรือ?”
“หมายความว่าอย่างไร?”
“น้ำจะกระเซ็น” เย่อวี๋หรานพูด “หากหินก้อนใหญ่หน่อย น้ำก็จะกระเซ็นมาสาดทั่วทั้งหน้าและร่างของข้า เจ้าสงบใจสักหน่อย ให้ข้าได้ใช้ชีวิตอยู่อย่างสงบสักสองสามวันเถอะ”
“ไม่ได้นะ ท่านจะเห็นแก่ตัวถึงเพียงนี้เพื่อชีวิตสงบสุขเพียงไม่กี่วัน จะทำให้เจ้าสามบ้านท่านไม่ได้ตบแต่งเลยหรือ? คนที่กินอิ่มท้องย่อมไม่เข้าใจความทุกข์ยากของคนที่อดอยาก*[1] เจ้าสามบ้านท่านยังหนุ่มเช่นนั้น…” จูเอ้อร์เม่ยจะกี่มากน้อยก็ยังไว้หน้ากันอยู่บ้าง จึงพูดไม่ออกแต่ก็ยังคงบอกเป็นนัย “เข้าใจหรือไม่? ผู้ชายกับผู้หญิงล้วนต่างกัน ท่านดูในหมู่บ้านยามที่ภรรยาท้องจะมีผู้ชายที่ไหนไม่คิดเจ้าชู้เล่า?”
เย่อวี๋หรานเหลือบมองอีกฝ่าย “ตามที่เจ้าพูดมา ในชีวิตข้ามีลูกมากมายถึงเพียงนี้ เช่นนั้นพี่ชายของเจ้าทำผิดต่อข้าไปกี่คราแล้วเล่า?”
“เอ่อ…” จูเอ้อร์เม่ยมีสีหน้ากระอักกระอ่วน รีบอธิบายว่าผู้ชายซื่อสัตย์แบบพี่ชายของนางนั้นหาได้ยากยิ่ง
ยิ่งไปกว่านั้น พี่สะใภ้ใหญ่ของนางยังเป็นคนที่ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ ต่อให้พี่ชายของนางยืมความกล้าเป็นสิบเท่า พี่ชายของนางก็ยังไม่กล้าทำอยู่ดี
เย่อวี๋หราน “…”
นางอยากเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายเสียจริงว่า…พี่ชายเจ้าไม่เพียงแต่มีความกล้า แต่ยังเกือบสร้างเรื่องใต้เปลือกตา*[2]ข้าแล้ว
โชคดีที่ข้ารู้ตัว ถือไม้ไล่ตียวนยาง*[3]เสียก่อน!
จนถึงยามนี้ เจ้าห้าก็ยังช่วย ‘งาน’ นางอยู่เลย
จูอู่ติดต่อจูกู่และจูหมี่เป็นการส่วนตัว บางครั้งก็แนะนำงานระยะสั้นให้พวกเขาสองคน เป็นการโน้มน้าวให้พวกเขาสองคนช่วยด้วย ซึ่งในใจเย่อวี๋หรานรู้แจ้งเป็นอย่างดี
จูเอ้อร์เม่ยอยู่ที่นี่กับเย่อวี๋หรานมานานแล้วก็ไม่อาจทำให้พี่สะใภ้ใหญ่ลดความตึงเครียด ในใจก็ทั้งอึดอัดทั้งโกรธแต่ก็ไม่อาจทำอันใดพี่สะใภ้ใหญ่ได้
โธ่…ใครให้นางเป็นคนมาขอร้องอีกฝ่ายเรื่องนี้เล่า?
หากเป็นนางเองคงดีใจจนทำอะไรไม่ถูก จนรีบตอบรับไปแล้ว
พึงรู้ว่าลูกสะใภ้ที่ดีซึ่งมีแม่สื่อเป็นเรื่องที่ดียิ่ง
จัดการเย่อวี๋หรานไม่ได้ จูเอ้อร์เม่ยจึงคิดว่าจะยังจัดการจูซานไม่ได้ด้วยเชียวหรือ?
รีบสอบถามอย่างรวดเร็วว่าพวกจูซานจะกลับมาเมื่อใด
ในยามนี้พวกจูซานและจูชีกำลังเดินทางอยู่ วันนั้นหลังจากคดีคลี่คลาย พวกเขาก็กินข้าวกับเยี่ยนเหออัน อีกทั้งยังได้กินข้าวกับนายอำเภออวี้ด้วย
นายอำเภออวี้ชื่นชอบจูชีจริง ๆ หากไม่ใช่เพราะในครอบครัวไม่มีผู้หญิงที่เหมาะสม เขาก็ย่อมจะพิจารณาว่าจะจับกลับมาเป็นลูกเขยดีหรือไม่
มุมมองที่ผู้ชายใช้ในการเลือกลูกเขยต่างจากมุมมองที่ผู้หญิงใช้ในการเลือกลูกเขย นายอำเภออวี้มองว่าจูชีที่มีความสามารถ ‘ผ่านตาไม่ลืมเลือน’ เป็นความสามารถดีเยี่ยมของการสอบขุนนางระดับเคอจวี่ หลังจากนี้จะต้องมีอนาคตไกลเป็นแน่
ผู้หญิงเลือกลูกเขย โดยเฉพาะแม่ยายเลือกลูกเขย นอกจากหวังว่าต่อไปลูกเขยจะมีอนาคตไกล ก็ยังหวังว่าผู้ชายคนนี้จะมีความรับผิดชอบแบกรับภาระของครอบครัว
จูชีเป็นเช่นนี้…
การเรียนหนังสือไม่ใช่ความสามารถ หากสามารถแบกรับภาระหน้าที่ในครอบครัวได้ เช่นนั้นจึงจะนับว่าเป็นผู้ชายที่มีความจริงสามารถจริง ๆ
ยามที่พวกจูชีออกมา นายอำเภออวี้ก็เขียนจดหมายแนะนำให้โดยตรง ซึ่งคาดหวังว่าในอนาคตจูชีจะเข้าเรียนที่สำนักศึกษาของทางการ
“ซุ่นเต๋อ เจ้ามีความสามารถเช่นนี้ไม่อาจปล่อยให้เสียเปล่าได้ แน่นอนว่าต้องไปที่เรียนที่สำนักศึกษาโจวเสวีย รู้หรือไม่?” นายอำเภออวี้หงซิ่นแสดงออกว่าแม้สำนักศึกษาของเมืองผู่โซ่วจะไม่ได้มีชื่อเสียงเท่าสำนักศึกษาของทางการแห่งอื่น แต่ในสำนักศึกษานั้นก็มีอาจารย์ที่ยอดเยี่ยมที่ตำบลอี้คังไม่มี
กล่าวได้อีกอย่างว่าให้มาที่เมืองหลวง
หากเขาสามารถได้รับความโปรดปรานจากอาจารย์ท่านนั้นได้ เช่นนั้นเท้าข้างหนึ่งก็ก้าวเข้าสู่แวดวงสังคมของเมืองหลวง
“อย่าได้ดูแคลนแวดวงสังคมเหล่านี้ หากมีแวดวงสังคมเจ้าก็จะมีเส้นสาย หากมีเส้นสายเจ้าก็จะมีโอกาสคบค้าสมาคมกับโลกที่กว้างใหญ่ขึ้นได้”
“ถึงครานั้นแม้ว่า ‘ระหว่างทางที่พยายามจะมีความยากลำบากมากมาย แต่วันหนึ่งย่อมประสบความสำเร็จ’ เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการแสดงปณิธานที่มีมาทั้งชีวิต”
[1] คนที่กินอิ่มท้องย่อมไม่เข้าใจความทุกข์ยากของคนที่อดอยาก หมายถึง ไม่เข้าใจความรู้สึกคนอื่น
[2] ใต้เปลือกตา หมายถึง ต่อหน้าต่อตา
[3] ถือไม้ไล่ตียวนยาง หมายถึง คนที่บีบบังคับให้คู่รักแยกจากกัน