ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 666 หลิ่วซื่อรู้สึกหมดหวัง
บทที่ 666 หลิ่วซื่อรู้สึกหมดหวัง
จูเอ้อร์ย่อมรู้ว่าหากให้จูชีสอบเคอจวี่ต่อไป ครอบครัวก็จะได้รับประโยชน์ด้วยเช่นกัน
แต่ระหว่างประโยชน์เหล่านั้นกับพี่ใหญ่ เขาก็ยังคงเลือกพี่ใหญ่
“เฮ้อ…” จูต้าถอนหายใจออกมาแรง ๆ อีกครั้ง “ไม่รู้สิ”
“ถ้าเจ้าเจ็ดไปเรียนที่โจวเสวีย ท่านแม่จะต้องไม่ให้เขาไปคนเดียวแน่ ในหมู่พวกเราพี่น้องก็มีแต่เจ้าสามที่เหมาะสมที่สุด ตอนสอบเสี้ยนซื่อคราวก่อนเจ้าสามก็เป็นคนไป ให้เขาไปย่อมไม่ขายหน้าคนอื่น ทั้งยังช่วยดูแลเจ้าเจ็ดได้…” จูเอ้อร์วิเคราะห์ “แล้วจะให้ใครไปดูแลต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าที่ตำบลกันเล่า? คงไม่ได้จะให้ท่านไปหรอกนะ?”
เขาค่อนข้างกังวลใจ เพราะถ้าพี่ใหญ่ไปเสียแล้ว ต่อไปงานเพาะปลูกของที่บ้านทั้งหมด เขาก็ต้องทำคนเดียวน่ะสิ?
จูเอ้อร์ไม่เคยคิดว่าจูซื่อกับจูอู่จะมาช่วยงานเพาะปลูก สองคนนั้นช่วยได้ก็จริง แต่ไม่ได้ทำงานเอาจริงเอาจังเหมือนพี่ใหญ่
ผู้ใดจะไปรู้ว่าทำงานกันอยู่ดี ๆ แล้วเจ้าเด็กสองคนนั้นจะไม่เล่นลูกไม้อะไร?
อีกอย่าง เขาทำงานกับพี่ใหญ่จนคุ้นเคยกันดีแล้ว พอจะเปลี่ยนไปเป็นคนอื่น เขาก็ไม่ค่อยชินเท่าไหร่
จูต้านิ่งเงียบ
“ถ้าท่านอยากไปก็ย่อมได้ แต่งานเพาะปลูกของที่บ้าน…” จูเอ้อร์พูดหยั่งเชิง “พี่ใหญ่ ปีนี้พวกเราทำนาน้ำกันอย่างเต็มรูปแบบ เป็นช่วงที่จะได้เรียนรู้วิธีทำนาน้ำทั้งหมดพอดี ถ้าท่านไปก็จะอดเรียนแล้วนะ อีกอย่าง ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ายังเล็ก พวกเขายังต้องเรียนไปอีกหลายปี ยังบอกไม่ได้ว่าเมื่อไหร่พวกเขาถึงจะได้ดิบได้ดี เป็นที่พึ่งให้ท่านได้…”
แท้จริงแล้ว จูเอ้อร์กำลังเกลี้ยกล่อมจูต้า บอกเขาว่าใครก็ไปได้ทั้งนั้น แต่จูต้าจะไปไม่ได้เด็ดขาด
จูต้าไม่รู้ว่าจูเอ้อร์มีใจเห็นแก่ตัว แต่เขารู้ดีว่าในฐานะลูกชายคนโตของครอบครัว เขาไม่อาจทิ้งงานเพาะปลูกของที่บ้านได้
การที่ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าเรียนหนังสือไม่ใช่เรื่องที่จะแล้วเสร็จได้ในปีสองปี ถ้าทิ้งงานที่บ้านแล้ว เมื่อไหร่จะได้กลับมาทำต่ออีกครั้งก็ยังไม่รู้
แต่เดิมที่นาของครอบครัวมีเขาเป็นคนดูแล แต่ถ้าเขาไม่ได้ดูแลเป็นเวลาหลายปี แล้วที่นาของครอบครัวยังจะเป็นของเขาอีกหรือ?
ความคิดของจูต้าก็คือ เขาหวังว่าถึงตอนแยกเรือนออกไป เขาจะได้รับที่นาเยอะกว่าคนอื่นเพราะเป็นพี่ชายคนโต
ขอเพียงเขาได้ที่นาส่วนใหญ่มา เขาก็ไม่กลัวว่าจะเลี้ยงลูกชายสองคนไม่ไหว
“ไม่รู้ว่าท่านแม่คิดอะไรอยู่ ทำไมถึงอยากให้เจ้าเจ็ดไปเรียนที่โจวเสวีย?” จูเอ้อร์ทอดถอนใจ “ทั้งไกลทั้งสิ้นเปลืองเงินทอง สถานการณ์เป็นอย่างไรก็ไม่รู้ ด้วยนิสัยแบบนั้นของจูชี ถ้าไปแล้วถูกคนอื่นรังแกจะทำอย่างไร?”
กังวลเรื่องนั้นกังวลเรื่องนี้ รู้สึกว่าถ้าจูชีไปเรียนต่างถิ่นเช่นนั้นก็คือการเอาตัวไปให้คนอื่นรังแกดี ๆ นี่เอง
“เฮ้อ…” จูต้าถอนหายใจอีกครั้ง “ถ้านั่นเป็นการตัดสินใจของท่านแม่ พวกเรามีใครกล้าคัดค้านด้วยรึ?”
“ถ้าอย่างนั้นเรื่องนี้จะปล่อยไปทั้งอย่างนี้?” จูเอ้อร์ถาม
จูต้าเงียบงันไปอีกครั้ง
เย่อวี๋หรานไม่ได้รู้เรื่องเลยว่า ช่วงเช้าเพิ่งจะผ่านพ้นไป ในบ้านก็มีคนคิดจะ ‘ขบถ’ ต่อนางเสียแล้ว
เมื่อที่บ้านเอากล้ามันเทศลงดินแล้ว นางก็เริ่มเตรียมการเรื่องเพาะกล้าข้าวสำหรับทำนาน้ำ
เนื่องจากต้องพาคนทั้งหมู่บ้านทำนาน้ำไปด้วยกัน นางย่อมไม่อาจแอบทำเฉพาะงานในที่นาของตนเอง แต่จำเป็นต้องไปปรึกษากับเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสของหมู่บ้านล่วงหน้าว่า เวลาไหนจะเริ่มเพาะกล้า
คนในหมู่บ้านไถนาเสร็จสิ้น แต่ละครอบครัวต้องเตรียมที่นาหนึ่งหมู่สำหรับทดลองทำนาน้ำกันเสียก่อน กำชับให้พวกเขาทำอย่างใส่ใจสักหน่อย จากนั้นก็เริ่มเพาะกล้าได้แล้ว
การเพาะกล้าข้าวสำหรับปักดำต่างจากกรณีของมันเทศ การเพาะมันเทศเพียงแค่ขุดหลุมแล้วหย่อนหัวมันเทศลงไปก็พอแล้ว แต่การเพาะเมล็ดพันธุ์ข้าวจำเป็นต้องเลือกช่วงเวลาที่สภาพอากาศเหมาะสม นำเมล็ดพันธุ์ข้าวใส่ถุงกระสอบแล้วแช่น้ำทิ้งไว้
ไม่อาจให้ถูกแสงแดดโดยตรง แต่วันที่อากาศดีสามารถนำถุงกระสอบออกมาตากแดดในลานเรือนได้
เฉพาะขั้นตอนนี้ก็ใช้เวลาหลายวันแล้ว
เวลาที่ใช้ในการแช่เมล็ดพันธุ์ข้าวและประสบการณ์ของแต่ละบ้านไม่เท่ากัน ช่วงเวลาที่เมล็ดพันธุ์ข้าวจะงอกยอดอ่อนออกมาก็แตกต่างกันไป
ทางฝั่งสกุลจู งานพวกนี้ย่อมอยู่ในความรับผิดชอบของจูต้ากับจูเอ้อร์อย่างไม่ต้องสงสัย
ดูเหมือนทุกคนในสกุลจูล้วนทราบว่า ต่อไปที่นาในบ้านจะอยู่ในความดูแลของพวกเขาสองพี่น้อง ดังนั้น เย่อวี๋หรานจึงถ่ายทอดความรู้และทักษะด้านนี้ให้พวกเขา รวมถึงให้พวกเขาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลักในการทำงานเพาะปลูก
แต่เย่อวี๋หรานคิดไม่ถึงเลยว่า ตอนที่นางแจกแจงงาน จูต้ากับจูเอ้อร์ก็รับปากเสียดิบดี แต่เวลาทำกลับชักช้ายืดยาด แค่เห็นก็ทราบว่ามีปัญหา
“พวกเจ้าเป็นอะไรไป? งานใหญ่แบบนี้ ทำไมพวกเจ้าดูจะไม่เต็มใจเลยเล่า?”
ตอนแรกที่เย่อวี๋หรานถาม พวกเขาสองคนยังไม่ยอมปริปาก
สุดท้าย จูเอ้อร์ก็เป็นคนพูดออกมา “ท่านแม่ ไม่ใช่ไม่เต็มใจ แต่พี่ใหญ่ไม่รู้ว่าเขาจะได้ทำนาไปอีกนานแค่ไหนต่างหากขอรับ”
“หมายความว่ายังไง?” เย่อวี๋หรานประหลาดใจ จูต้ามีความคิดไม่อยากทำนาด้วยหรือนี่?
นางรีบหันไปมองจูต้า แต่กลับดูไม่ออกว่ามีปัญหาตรงไหน
“เจ้าเจ็ดจะไปเรียนที่โจวเสวียแล้ว ถึงตอนนั้นก็จะเหลือแค่ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าไปเรียนในตำบลกันแค่สองคน” จูเอ้อร์พูด “พี่ใหญ่จะวางใจให้ลูกชายสองคนไปเรียนในตำบลกันตามลำพังได้อย่างไรขอรับ? เขาก็ต้องตามไปอยู่แล้ว…ถ้าเขาไปดูแลลูกชายแล้วยังจะได้ทำนาอยู่หรือ?”
เย่อวี๋หรานหมดคำจะพูด “หมายความว่าสองวันมานี้ที่พวกเจ้าดูอารมณ์ไม่ดีกันก็เป็นเพราะเรื่องนี้?”
นางคิดไม่ถึงเลยว่าพี่น้องคู่นี้จะมีความเห็นแก่ตัวแบบนี้ด้วย
“เอาล่ะ ข้าเข้าใจแล้ว” เย่อวี๋หรานกล่าว “ข้าจะพูดเรื่องนี้ตอนกินข้าวเย็นวันนี้”
ตกเย็น เวลารับประทานมื้อค่ำ
คนสกุลจูทุกคนนั่งประจำที่บนโต๊ะอาหาร
ความพอใจหรือความไม่พอใจล้วนฉายชัดอยู่บนใบหน้า ทำให้คนแยกแยะได้อย่างชัดเจน
ไม่ต้องบอกย่อมทราบได้ว่า คนที่ไม่อยากให้จูชีไปเรียนที่โจวเสวียย่อมจะมีสีหน้าไม่พอใจ ส่วนคนที่อยากให้จูชีไปเรียนย่อมมีท่าทางยินดีปรีดา
จูเหล่าโถวกลับคิดว่า ‘เมียเฒ่าคนนี้จะก่อเรื่องอีกแล้วสินะ!’
หลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยรู้ความยิ่งนัก ทราบว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพวกนาง จึงหาข้ออ้างพาหลี่ว์ต้ายา หลี่ว์เอ้อร์ยา และหลี่ว์ซานยาจากไป
ทันใดนั้น ในห้องโถงก็เงียบสงบลง
เย่อวี๋หรานสังเกตสีหน้าของทุกคนก็พอจะเข้าใจอะไร ๆ ได้แล้ว
ครั้นข่าวเรื่องที่จูชีจะไปเรียนที่โจวเสวียแพร่ออกไป ไม่ได้มีแค่จูต้ากับจูเอ้อร์เท่านั้นที่มีปฏิกิริยาตอบสนอง แต่คนในห้องนี้ทุกคนล้วนมีความคิดของตนเองและตอบสนองแตกต่างกันไป
“ข้าคิดว่าพวกเจ้าคงรู้เรื่องที่เจ้าเจ็ดจะไปเรียนที่โจวเสวียกันแล้วกระมัง?” เย่อวี๋หรานถาม
“เจ้าค่ะ พวกข้าทราบกันแล้วเจ้าค่ะ ท่านแม่” คนอื่นไม่กล้าตอบรับ หลี่ซื่อจึงเป็นคนออกปากเสียเอง
“คนที่เห็นด้วยที่เจ้าเจ็ดจะไปให้ยกมือขึ้น”
สิ้นเสียงเย่อวี๋หราน จูซื่อกับหลี่ซื่อก็ยกมือขึ้นทันที ตามด้วยจูอู่
หลินซื่อเห็นความเคลื่อนไหวของสามีของตัวเองแล้ว ค่อยยกมือตาม
หลิวซื่อกระตือรือร้นยิ่งนัก เดิมทีนางอยากให้จูเอ้อร์ยกมือด้วย แต่คิดไม่ถึงเลยว่า นอกจากเขาจะไม่ยกมือแล้ว ยังกดแขนของนางที่ยกมาได้ครึ่งทางแล้วกลับลงไปอีกต่างหาก
“เจ้าทำอะไร?” หลิวซื่องงงัน
จูเอ้อร์ไม่ตอบ
ขณะที่หลิ่วซื่อมองคนนั้นทีคนนี้ที สุดท้ายค่อยมองจูต้า ยกมือขึ้นมาอย่างลังเลได้ครึ่งหนึ่ง สุดท้ายก็เอามือลง ราวกับจะแสดงให้เห็นว่า ข้าไม่ได้ไม่อยากยกมือนะ แต่สามีข้าไม่ยก ข้าไม่กล้ามีความเห็นไม่ตรงกันกับเขา
จูปาเม่ย ต้าเป่า เอ้อร์เป่า ซานเป่าและซื่อเป่า ทุกคนล้วนชูมือน้อย ๆ ขึ้นสูง
นอกจากจูเหล่าโถวที่สละสิทธิ์ไป กล่าวได้ว่า หากนับแค่จำนวนมือที่ยกขึ้นมา คนที่สนับสนุนให้จูชีไปเรียนที่โจวเสวียคือคนส่วนมาก
ครั้นเห็นอย่างนั้น หลิ่วซื่อก็รู้สึกหมดหวัง
ท่านแม่คิดอะไรอยู่กันแน่?
ไม่เห็นด้วยก็แล้วไปเถอะ ทำไมจะต้องทำเรื่องลบหลู่คนอื่นแบบนี้ด้วย?
หลิ่วซื่อกำมือใต้แขนเสื้อแน่นจนเห็นข้อนิ้วปูดขึ้นมา