ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 695 ตัวเลือกคู่หมั้น
บทที่ 695 ตัวเลือกคู่หมั้น
ผู้เข้าสอบทั้งหลายก้มหน้าก้มตาทำข้อสอบของตนต่อไป ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมาอีก
ทว่าภาพนี้ประทับอยู่ในจิตใจของทุกคนแล้ว ไม่อาจสงบจิตใจได้อยู่เป็นนาน
หลิวเจี้ยนถงหัวใจเต้นแรง นึกดีใจที่ตนเองพกร่มมาด้วย มิเช่นนั้นคนที่กระดาษคำตอบเปียกชื้นคงกลายเป็นเขาแล้ว
ในสนามสอบห้ามส่งเสียงดังรบกวน เรื่องนี้มิอาจชะล่าใจได้เป็นอันขาด หากไปยั่วโทสะผู้คุมสอบโดยไม่เจตนาอาจถูกส่งเข้าคุก ทีนี้ก็หมดโอกาสแก้ต่างแล้ว
นับแต่โบราณมา ผู้ส่งเสียงรบกวนในสนามสอบมีโทษเท่ากับทุจริตในการสอบ
ผู้คุมสอบก็ต้องแบกรับแรงกดดันหนักหน่วงเช่นกัน หากมีการทุจริตระหว่างการสอบแล้วพวกเขาจับตัวคนไม่ได้ หรือหลังออกไปจากสนามสอบแล้วมีข่าวลือแพร่ออกไปจะเท่ากับว่า ‘ละเลยต่อหน้าที่’ สุดท้ายจะถูกลงโทษไปด้วย
ด้วยเหตุนี้ พอมีคนถึงขั้นส่งเสียงรบกวนในสนามสอบ พวกเขาจะไม่จัดการอย่างเข้มงวดได้หรือ?
ถ้าผู้คุมสอบจัดการไปแล้วจะถือว่าได้ปฏิบัติตามหน้าที่ หากยังมีคนทุจริตในการสอบก็ไม่อาจโทษพวกเขาได้อีก อย่างน้อยโทษที่จะได้รับก็เบาลงมาก
ติ๋ง
ติ๋ง
ติ๋ง
น้ำหยดร่วงลงจากชายคาสู่แผ่นอิฐเบื้องล่าง กระจายออกเป็นวงน้ำวาววามดวงหนึ่ง
เด็กสาวชุดเหลืองคนหนึ่งนั่งอยู่ริมหน้าต่าง นางได้ยินเสียงเคลื่อนไหวจากข้างหลังจึงหันกลับไปมอง
“เจ้ามาทำอะไรทางนี้?” เสินอิงอวี่ประหลาดใจ เวลานี้น้องชายน่าจะกำลังเรียนอยู่กับบิดาถึงจะถูก
เสินกวงจี้ยักไหล่กล่าวว่า “ท่านแม่มาคุยธุระกับท่านพ่อ ข้าก็เลยมาทางนี้”
เขายังส่ายตำราในมือไปมา สื่อความหมายว่า ถึงจะมาทางนี้เขาก็ยังต้องอ่านตำราอยู่ดี
“เฮ้อ…ทำไมข้าถึงน่าสงสารเช่นนี้นะ? คนอื่นได้หยุดเรียน แต่ข้ากลับต้องมาท่องตำรา…”
เขาทำหน้าตาน่าสงสาร
เสินอิงอวี่ป้องปากหัวเราะ “นั่นก็ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้เจ้าเป็นผู้ชายกันเล่า เสาหลักของครอบครัวเราทั้งคน ท่านพ่อก็ต้องบังคับให้เจ้าเรียนหนังสือเป็นธรรมดา”
“เป็นสตรีแบบพวกท่านดีกว่า ไม่ต้องเรียนหนังสือ” เสิงกวงจี้มุ่ยปาก ออกจะอิจฉาอยู่นิด ๆ
เสินอิงอวี่จิ้มจมูกเขา “พูดจาเหลวไหล สตรีก็มีความลำบากของสตรี ข้าไม่ต้องเรียนหนังสือเหมือนเจ้าก็จริง แต่ก็ยังต้องเรียนรู้งานเย็บปักถักร้อย งานบ้านงานเรือน มีอย่างไหนไม่ลำบาก?”
นางยังยื่นนิ้วมือเรียวงามทั้งสิบออกมาให้น้องชายดูด้วยตาตนเองว่า นิ้วมือของนางมีนิ้วไหนไม่เคยถูกเข็มทิ่มมาก่อนบ้าง
แต่ต่อให้เจ็บปานใด มารดาก็ยังคงบังคับให้นางเรียนอยู่ดี
“เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าตอนนั้นมือของข้าบวมขนาดไหน?”
เสินกวงจี้คอตกหลังย้อนนึกถึงสภาพมือของพี่สาวที่ถูกพันผ้าเอาไว้ มันบวมจนเหมือนหมั่นโถวขนาดย่อม ๆ “ไม่ต้องพูดแล้ว ข้าเข้าใจแล้ว ต่อไปข้าจะตั้งใจเรียนหนังสือก็ได้ ข้าไม่ได้บอกว่าไม่อยากเรียนหนังสือแล้วเสียหน่อย แต่ต้องอ่านตำราอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันน่าเบื่อจะตายนี่นา ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าไม่เห็นต้องอ่านทุกวันแบบนี้เลย”
“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าพวกเขาไม่ได้อ่านตำราทุกวัน?” เสินอิงอวี่สงสัย
ทางโจวเสวียต้องรอให้การสอบเยวี่ยนซื่อสิ้นสุดลงก่อนถึงจะเริ่มเรียกตัวบัณฑิตใหม่ แต่สำนักศึกษาสกุลเสินไม่ต้องรอ นอกจากหลิวเจี้ยนถงที่ต้องไปเข้าร่วมการสอบฝู่ซื่อ คนอื่น ๆ ถึงเวลาทำนาก็ไปทำนา หนังสือก็ต้องอ่าน ไม่อาจละเลยไปแม้แต่อย่างเดียว
พอถึงเดือนสาม ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าก็มารายงานตัวที่สำนักศึกษา
ขณะที่ศิษย์พี่อีกคน ก่อนหน้านี้ต้องกลับไปช่วยครอบครัวทำนา เพิ่งจะกลับมาที่สำนักศึกษาเมื่อไม่กี่วันก่อน
“ข้าต้องรู้อยู่แล้วสิ” เสินกวงจี้กล่าว “พวกเขามาเรียนหนังสือก็จะเล่าให้ข้าฟังทุกวันว่าในหมู่บ้านมีเหตุการณ์น่าสนใจอะไรเกิดขึ้นบ้าง ถ้าพวกเขาไม่มีเวลาไปดูแล้วจะเล่าออกมาได้อย่างไร?”
“แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไรว่านั่นไม่ใช่เรื่องที่พวกเขาฟังมาอีกที?”
เสินกวงจี้ส่ายหน้า “เป็นไปไม่ได้ แม้แต่เรื่องทำนาของที่บ้าน พวกเขายังรู้ ทั้งยังช่วยงานที่บ้านด้วยกันกับอาเล็กของพวกเขาอีกต่างหาก… ท่านว่า แบบนี้ยังไม่ใช่การทำอย่างอื่นนอกเหนือจากอ่านตำราอีกหรือ?”
ได้ยินน้องชายเอ่ยถึงจูชี เสินอิงอวี่ก็ก้มหน้าลงน้อย ๆ อย่างห้ามไม่อยู่
วันนั้นมารดาอธิบายเหตุผลให้นางฟังแล้ว นางเข้าใจ แต่ในใจยังคงรู้สึกแย่
นางกล่าวว่า “แล้ว… พวกเขาบอกว่าอาเล็กของพวกเขาทำอะไรบ้าง?”
น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนโดยไม่มีใครสังเกต
เสินกวงจี้อายุยังน้อยจึงเล่าให้ฟังโดยไม่คิดอะไรมาก บอกว่าสกุลจูใช้วิธีเพาะปลูกรูปแบบใหม่ ตอนนี้จูชีมีหน้าที่ติดตามพวกพี่ชายกับพี่สะใภ้ แล้วใช้พู่กัน ‘จดบันทึก’ เรื่องเหล่านี้เอาไว้
มีทั้งวาดภาพประกอบและใช้ถ้อยคำบรรยาย จากนั้นก็ต้องส่ง ‘การบ้าน’ ให้จูต้าเหนียงตรวจสอบเป็นระยะ
สาเหตุที่เขารู้กระจ่างถึงเพียงนี้เป็นเพราะต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าก็มี ‘การบ้าน’ แบบนี้เช่นกัน แต่พวกเขาแค่คอยติดตาม ไม่ได้มีข้อเรียกร้องเข้มงวดมากนัก
“ข้ายังเคยดูการบ้านของพวกเขาด้วย ท่านพี่ ท่านไม่รู้หรอกว่าการบ้านแบบนั้นประหลาดแค่ไหน ไม่เหมือนกับที่พวกเราทำกันตามปกติเลยสักนิด”
เขาอธิบายอย่างคร่าว ๆ ว่าการบ้านถูกแบ่งเป็นหลายช่อง แต่ละช่องคือขั้นตอนการเพาะปลูก เริ่มตั้งแต่การไถนา การเตรียมเมล็ดพันธุ์ ไปจนถึงการเพาะกล้า…
“แต่ตอนนี้พวกเขายังทำไม่เสร็จ ต้องรอถึงช่วงเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วง การบ้านนี้ถึงจะเสร็จเรียบร้อย”
“การทำนานับเป็นหนึ่งประเภท การปลูกผักนับเป็นอีกประเภท… มีหลายประเภทด้วยกัน เข้าใจง่ายยิ่งนัก แม้แต่คนที่ไม่เคยทำงานเพาะปลูกมาก่อนอย่างข้า แค่ดูก็เข้าใจได้”
…
สิ่งที่เสินกวงจี้สนใจก็คือ นอกจากการเรียนในสำนักศึกษา ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ายังมีเวลาว่างไปทำอย่างอื่น แต่สิ่งที่เสินอิงอวี่สนใจกลับเป็นเรื่องที่ว่า จูชีมีชีวิตอย่างไรบ้างในช่วงเวลาที่นางไม่เห็น
แม้จุดมุ่งหมายของสองพี่น้องจะต่างกัน แต่กลับสนทนากันต่อไปได้ นับได้ว่าเป็นการใช้วิธีที่แตกต่างเพื่อบรรลุเป้าหมายเดียวกัน
คนทั้งสองในยามนี้หาได้มีใครตระหนักว่า ‘การบ้าน’ ที่จูชี ต้าเป่า และเอ้อร์เป่าช่วยกันทำจะนำพาความมั่งคั่งอย่างไรมาให้พวกเขา
แม้แต่ตัวพวกเขาเองก็ไม่รู้เช่นกัน มีเพียงเย่อวี๋หรานซึ่งเป็นผู้มอบหมายภารกิจนี้ที่พอจะคาดการณ์ล่วงหน้าได้บ้าง
นางไม่รู้ว่าตนเองจะสามารถสอนสิ่งต่าง ๆ ให้แก่พวกเขาได้มากน้อยเท่าไหร่ เพียงหวังว่าสิ่งที่ตนถ่ายทอดให้จะเป็นประโยชน์ต่อพวกเขาในวันหน้า ช่วยให้พวกเขาเดินไปได้ไกลขึ้น และดีต่อยุคนี้
เมื่อเป็นเช่นนี้ก็นับว่าไม่เสียทีที่นางได้มาเยือนโลกใบนี้แล้ว
พูดไปพูดมา เสินกวงจี้ก็เปลี่ยนหัวข้อสนทนา เพราะเขาเพิ่งนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ “เอ๊ะ ท่านพี่ ข้าได้บอกท่านหรือยังว่าข้ามาหาท่านทำไม?”
“เจ้าบอกว่าท่านแม่ไปหาท่านพ่อ เจ้าไม่รู้จะไปที่ไหนก็เลยมาหาข้าไม่ใช่หรือ?” เสินอิงอวี่งุนงง
“ไม่ใช่เรื่องนั้น ท่านพี่ ข้าจะบอกอะไรให้” เสินกวงจี้รีบมานั่งลงข้างกายพี่สาว บอกให้นางก้มศีรษะลงมา “เรื่องมงคลของท่านอาจกำหนดได้แล้ว”
“กำหนดได้แล้ว?” เสินอิงอวี่ตกตะลึง รีบถามทันทีว่าเป็นใคร
คราวก่อนมารดาบอกว่าจูชีไม่ได้ นางยังเข้าใจว่าผ่านไปสักพักถึงจะได้เรื่อง แต่นี่เพิ่งผ่านมาได้ไม่เท่าไหร่เอง มารดาของนางก็มีตัวเลือกใหม่แล้วหรือ?
“เป็นลูกศิษย์ของท่านพ่อ ท่านเดาสิ?” เสินกวงจี้แสร้งทำเป็นลึกลับ
เสินอิงอวี่ยกมือขึ้นมาทำท่าเหมือนจะตีเขา “เจ้าจะบอกหรือไม่บอก?”
“อ๊ะ อย่าตีสิ ข้าบอก ข้าบอกแล้วก็ได้” เสินกวงจี้รีบถอยหนี ลดเสียงลงแล้วกล่าวว่า “ท่านอย่าพูดว่าข้าเป็นคนเอามาบอกเชียวนะ ข้าได้ยินมาโดยบังเอิญ”
“ไปแอบได้ยินมาโดยบังเอิญมากกว่าล่ะสิ” เสินอิงอวี่ทำหน้าแคลงใจ
เมื่อครู่นี้ท่านแม่ไปหาท่านพ่อ เขาได้ยินเข้าพอดีงั้นหรือ? โลกนี้มีเรื่องบังเอิญขนาดนี้เสียที่ไหน?
“ไอ้หยา ท่านพี่ ข้าทำเพื่อท่านนะ” เสินกวงจี้แก้ตัว
“ถ้าอย่างนั้นข้าก็ต้องขอบคุณเจ้าแล้ว! บอกมาเถอะ ใครกัน?”
“ท่านก็รู้จักลูกศิษย์ของท่านพ่อทุกคนนี่นา คนที่สอบผ่าน ท่านคิดว่ายังมีใครอีกเล่า”
กะทันหันเช่นนี้ เสินอิงอวี่ยังคิดไม่ออก “นอกจากซุ่นเต๋อ ยังมีใครสอบผ่านด้วยรึ? ไม่มีแล้วนี่!”
“ทำไมจะไม่มี ศิษย์พี่เจี้ยนถง เขาก็สอบผ่านเสี้ยนซื่อเหมือนกันไม่ใช่หรือ?”
“จริงด้วย เจ้าไม่พูดข้าก็คงลืมไปแล้ว วันนี้ที่สำนักหยุดเรียนก็เพราะศิษย์พี่เจี้ยนถงไปเข้าร่วมการสอบฝู่ซื่อสินะ?” เสินอิงอวี่นึกขึ้นมาได้
เนื่องจากหลิวเจี้ยนถงไปเข้าร่วมการสอบฝู่ซื่อ ไม่เพียงบรรดาลูกศิษย์ที่ไม่อาจจดจ่อกับการเรียนหนังสือ แม้แต่บิดาของนางก็ไม่อาจสงบใจได้เช่นกัน สำนักจึงให้หยุดไปทั้งอย่างนี้