ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 717 คำโกหกกับเรื่องจริง
บทที่ 717 คำโกหกกับเรื่องจริง
การได้ยินกับการได้มาเห็นด้วยตาตัวเองนั้นให้ความรู้สึกที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง
เมื่อเจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสของหมู่บ้านสกุลจูได้มาเห็นต้นกล้าที่ถูกทำลายไปทั้งแปลงนั้นก็โมโหเดือดดาลจนถึงขีดสุด
“ใครเป็นคนทำ?!”
“ใครมันเป็นคนทำกันแน่?!”
“เจ้าคนสารเลวที่ไม่รักชีวิตคนไหนมันทำแบบนี้ ไสหัวออกมาให้ข้าเสียดี ๆ!”
……
หญิงปากสว่างร้องไห้โฮ “เจ้าหน้าที่ ผู้อาวุโส พวกท่านต้องจัดการให้ข้านะเจ้าคะ ต้นกล้าตายไปหมดทั้งแปลงแบบนี้ ครอบครัวพวกข้าจะใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างไร?”
“ฮือ ๆๆๆ…ทำกันเกินไป! ทำกันเกินไปแล้ว!”
“เขาต้องแค้นข้ามากปานไหนกัน ถึงได้มาทำร้ายกันแบบนี้?”
“ถึงจะมีความแค้นก็มาหาข้าตรง ๆ สิ มาลงกับนาข้าวของพวกข้าได้อย่างไร?”
……
นางร่ำไห้อ้อนวอน จูหย่งหนิงสามีของนางก็ยืนถอนหายใจอยู่ข้าง ๆ ขอร้องให้เจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสช่วยจัดการให้
ในยุคสมัยเช่นนี้ มีใครบ้างที่ไม่ได้เลี้ยงปากท้องด้วยการทำนา?
ทำลายแปลงนาของคนอื่นเทียบได้กับการเอาชีวิตคนทั้งครอบครัวของอีกฝ่าย คนผู้นี้ใจดำอำมหิตเกินไปแล้ว!
คนในหมู่บ้านจำนวนไม่น้อยที่ทราบข่าวต่างก็ตรงมาที่นี่
พวกเขามีสีหน้าเหลือเชื่อ ไม่เข้าใจเลยสักนิด ชีวิตกำลังดีขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งยังไม่เคยเห็นว่าใครมีความแค้นใหญ่หลวงปานนั้นกับหญิงปากสว่าง ไฉนจึงมาลงมือกับแปลงนาของนางได้เล่า?
ใครบางคนถามหญิงปากสว่างว่า ช่วงนี้นางได้ไปล่วงเกินใครมาหรือเปล่า?
หญิงปากสว่างโมโห “ข้าไปล่วงเกินใคร? ล่วงเกินใครงั้นรึ?”
นางคาดคั้นให้อีกฝ่ายบอกชื่อคนผู้นั้นออกมา
ฝ่ายตรงข้ามหดคอกลับ ไม่กล้าถามอีกแล้ว
แต่ถึงจะเป็นเช่นนี้ หญิงปากสว่างกลับเป็นฝ่ายพูดออกมาเสียเอง “ข้ารู้ว่าเป็นใคร จะต้องเป็นนางแน่แล้ว!”
“ใคร?” เจ้าหน้าที่รีบถาม
“หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์น่ะสิ!” หญิงปากสว่างกล่าวอย่างเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน “นอกจากหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์คนนั้น ยังจะมีใครเกลียดข้าได้ถึงขนาดนี้?”
‘หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์’ เป็นฉายานามของจูต้าเหนียงไม่ใช่หรือ คนทั้งหลายฮือฮาขึ้นมาทันที
พวกเขาย่อมไม่เชื่ออยู่แล้ว “เป็นไปได้อย่างไร? จูต้าเหนียงจะมาทำลายนาของเจ้าทำไม? คนเขายุ่งขนาดนั้น!”
“เป็นนางนั่นแหละ นอกจากนางแล้วยังจะมีใครอีก?” หญิงปากสว่างกล่าวอย่างโมโหร้าย “พวกเจ้าพูดมาสิ นอกจากนางแล้วยังมีใครอีก? ยังมีใครที่ชอบมีเรื่องกับข้าแบบนี้?”
“ตั้งแต่ตอนที่ข้าแต่งเข้าหมู่บ้านสกุลจูมาในปีนั้น นางก็มีปัญหากับข้าแล้ว”
“หย่งหนิงของข้าทำอะไร นางก็ให้จูเหล่าโถวทำอย่างนั้น คิดแต่จะแข่งขันกับข้า”
“แม้แต่คลอดลูกชายก็ยังคลอดให้ได้มากกว่าข้า…”
……
นางพล่ามเรื่องตั้งแต่ที่แต่งเข้ามาในหมู่บ้านสกุลจู จะเล็กน้อยเพียงใดก็หยิบออกมาพูด เรื่องไหนล้วนเป็นเย่อวี๋หรานทำไม่ถูก เรื่องไหนล้วนเป็นเย่อวี๋หรานที่มีปัญหากับนาง
พวกนางสู้กันมานานหลายปี ตอนนี้หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ผู้นั้นมีอำนาจบารมีแล้ว ลูกชายก็มีมาก ทั้งยังร่ำรวยแล้ว สร้างเรือนหลังใหม่ ลูกชายสอบเป็นซิ่วไฉได้ นางก็เริ่มดูถูกคนในหมู่บ้าน
ยังพูดว่าคราวก่อนตนเองเจอเย่อวี๋หราน อยากทักทายอีกฝ่าย แต่ฝ่ายนั้นไม่สนใจนางด้วยซ้ำ
คนในหมู่บ้าน “…”
เจ้าเอาแต่ใส่ร้ายคนเขา คนเขาสนใจเจ้าก็แปลกแล้ว!
“อะแฮ่ม!” เจ้าหน้าที่กระแอมเบา ๆ แล้วหันไปหาจูหย่งหนิง “หย่งหนิง เจ้าว่าเรื่องนี้…”
จูหย่งหนิงทั้งอับอายทั้งโมโห เขาถลึงตาใส่หญิงปากสว่าง “อย่าไปฟังนางพูดเหลวไหล ผู้หญิงคนนี้เสียสติไปแล้ว!”
เขาเพิ่งจะพูดจบ หญิงปากสว่างก็แผดเสียงขึ้นมา “ใครบ้า? เจ้าว่าใครบ้า? ข้าเป็นเมียของเจ้านะ ถึงเวลานี้แล้ว เจ้ายังเอาแต่ปกป้องหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์คนนั้นอีก เจ้ายังพูดว่าเจ้าไม่ได้มีอะไรกับนาง? ถ้าไม่มีอะไรแล้วเจ้ามาพูดแทนนางทำไม?”
“เจ้า…เจ้านี่มันไร้เหตุผลสิ้นดี!” จูหย่งหนิงไม่อยากตะโกนแข่งกับนางแล้ว
เว้นเสียแต่ว่าจะจำเป็น ตอนนี้เขาไม่อยากพูดจากับนางด้วยซ้ำ
ถ้าไม่ใช่เพราะปลดภรรยาไม่ได้ เขาก็อยากจะปลดผู้หญิงคนนี้จริง ๆ
“ข้าไร้เหตุผลตรงไหน? ข้าพูดอะไรผิดงั้นเรอะ? เจ้าร้อนตัวล่ะสิ? ถูกข้าพูดแทงใจดำใช่ไหม? ในใจเจ้าก็คิดแบบนี้…” หญิงปากสว่างไม่ยอมลดราวาศอกแม้แต่น้อย “เจ้ายังกล้าพูดอีกนะว่าเจ้ากับหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ไม่ได้เป็นอะไรกัน? ถ้าเจ้าไม่คิดแล้วเจ้าจะปกป้องนางแบบนั้นทำไม?”
พูดไปพูดมาก็ร้องไห้ขึ้นมาอีกครั้ง “ฮือฮือ…มาถึงขั้นนี้แล้ว เจ้ายังปกป้องนางอีก! ยังมีมโนธรรมเหลืออยู่ไหม!”
“ฮือ ๆๆ…เหตุใดข้าจึงอาภัพนัก ได้มาแต่งให้สามีที่ไม่รู้ดีชั่วแบบนี้?”
“ข้าแต่งเข้าสกุลจูของเจ้า คลอดลูกชายอบรมลูกสาว ทุ่มเทเพื่อครอบครัวมาครึ่งค่อนชีวิต ตอนนี้คนชราแล้ว เจ้ากลับคอยคิดถึงแต่หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์”
“ฮือ ๆๆ…”
……
พูดไปพูดมาก็มีแต่เรื่องเดิม ๆ พอถึงตอนท้ายก็ดูไม่เหมือนว่าจะร้อนใจเพราะเรื่องเพาะปลูกอีกแล้ว แต่กลับเหมือนฉากจับชู้เสียมากกว่า
คนที่มาถึงช้าอึ้งไปเล็กน้อย “อะไรกัน? บอกว่านาข้าวมีปัญหาไม่ใช่รึ ทำไมถึงกลายเป็นการจับชู้ไปเสียได้?”
“ถุย ๆๆ…จับชู้อะไรกัน หญิงปากสว่างพูดเหลวไหลเองทั้งนั้น!” ใครบางคนอธิบาย “นางยืนกรานว่าจูต้าเหนียงเป็นคนทำลายต้นกล้าของนาง หย่งหนิงบอกว่าไม่ใช่ นางก็หาว่าหย่งหนิงเป็นชู้กับคนเขาน่ะสิ ถ้าไม่ได้เป็นชู้กัน แล้วหย่งหนิงจะปกป้องจูต้าเหนียงแบบนั้นทำไม?”
“แต่หญิงปากสว่างก็ไม่ได้พูดผิดนี่นา ถ้าไม่มีอะไรจริง ๆ จูหย่งหนิงจะปกป้องเมียคนอื่นแบบนั้นทำไม? เวลานี้ควรจับตัวคนร้ายมากกว่าไม่ใช่รึ?”
……
มีคำกล่าวเอาไว้ว่า เมื่อพูดโกหกซ้ำเป็นพันครั้งก็จะกลายเป็นเรื่องจริง
หญิงปากสว่างพูดมากเข้า ย่อมจะกระตุ้นให้คนจำนวนหนึ่งบังเกิดความกังขา “ถ้าไม่มีอะไร หญิงปากสว่างจะเอาแต่พูดถึงเรื่องนี้ทำไม?”
“จริงด้วย ตอนที่จูต้าเหนียงยังสาวก็เป็นสาวงามประจำหมู่บ้านเลยนะ มีใครไม่หันกลับไปมองนางซ้ำสองกันบ้าง? จูหย่งหนิงจะมีความคิดแบบนั้นก็ไม่แปลก”
“แต่เรื่องก็ผ่านมาหลายปีแล้ว คนก็แก่แล้ว จูหย่งหนิงยังจะไปคิดถึงคนเขาอีกทำไม”
“เจ้าไม่อิจฉาจูเหล่าโถวที่ได้แต่งเมียเก่งกาจแบบนั้นบ้างเลยรึ?”
……
รอจนข่าวลือนี้มาถึงหูเย่อวี๋หรานก็บิดเบือนไปเป็นอีกอย่างเสียแล้ว…แมลงวันไม่ตอมไข่ที่ไร้รอยแตก ถ้านางไม่ได้มีอะไรกับจูหย่งหนิง หญิงปากสว่างจะจ้องจับผิดไปทำไม?
หลี่ซื่อสังเกตได้ว่าสีหน้าของแม่สามีไม่ถูกต้องนักจึงไม่กล้าพูดต่อ
“พูดสิ พูดต่อไป พวกเขายังพูดอะไรอีก?” เย่อวี๋หรานบอกให้หลี่ซื่อพูดต่อด้วยสีหน้าเย็นชา
หลี่ซื่อร้อนใจ แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ได้แต่ฝืนพูดต่อไป ทั้งไม่ลืมพูดปลอบเย่อวี๋หราน “ท่านแม่ ท่านอย่าจริงจังกับเรื่องนี้เลยเจ้าค่ะ พวกเขาก็แค่พูดกันไปมั่ว ๆ ท่านเป็นคนอย่างไร พ่อสามีจะไม่รู้เลยหรือเจ้าคะ?”
ส่วนจูเหล่าโถวที่นั่งอยู่อีกฟากหนึ่งกลับไม่พูดอะไรอยู่เป็นนาน
จะพูดอะไรก็แปลกแล้ว นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้ยินเรื่องทำนองนี้ พอฟังมากเข้า เขาจะไม่รู้สึกอะไรบ้างเลยหรือ?
แต่ลูกชายก็โตกันแล้ว หลานชายก็มีแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับภรรยาก็ไม่ดีเท่าไหร่ ทั้งครอบครัวต้องพึ่งพาภรรยา เขาจึงได้แต่อดทนอดกลั้น ไม่กล้าตอแย
แต่ในฐานะผู้ชายคนหนึ่ง จะมีสักกี่คนที่ชอบฟังคนอื่นพูดจาแบบนี้?
“ฮ่า! ปากสุนัขไม่มีงาช้างงอกออกมาจริง ๆ!” เย่อวี๋หรานแค่นเสียงเย็น
“หมายความว่าอะไรเจ้าคะ?”
เย่อวี๋หรานไม่ได้ตอบ แต่ถามมาว่า “พวกเขายังอยู่ที่ทุ่งนา?”
“ยังอยู่เจ้าค่ะ คนทั้งหมู่บ้านไปที่นั่นกันหมดแล้ว เจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสยังสอบสวนอยู่ทางนั้นว่าช่วงหลายวันมานี้มีใครเดินผ่านมาที่นาของหญิงปากสว่างบ้าง” หลี่ซื่อตอบ “โชคดีที่นาของพวกเราไม่ได้อยู่ฝั่งเดียวกับพวกนาง ไม่อย่างนั้นก็คงอธิบายได้ไม่ชัดเจนแล้ว ผู้ใดจะไปรู้ว่านางทำนาตัวเองมาแบบไหน ทุกคนปลูกเหมือนกันก็ไม่เห็นว่าจะมีใครมีปัญหา มีแต่นางที่เก่งกาจสามารถ ทำให้มีปัญหาเสียได้…”
กล่าวถึงเรื่องนี้ หลี่ซื่อก็นึกโมโหอยู่บ้าง
ใครจะยินดีที่ถูกคนอื่นนินทาว่าร้ายกันเล่า?
แม้คนที่อีกฝ่ายนินทาคือแม่สามี แต่แม่สามีของพวกนางเป็นคนธรรมดาเสียที่ไหน แม่สามีบ้านอื่นชื่อเสียงเสื่อมเสียแล้วก็เสื่อมเสียไป ไม่ได้มีผลกระทบมากนัก แต่ถ้าชื่อเสียงแม่สามีของพวกนางต้องมาเสียหายไปเพราะเรื่องนี้ พวกนางยังจะค้าขายต่อไปได้อยู่ไหม?
วันหน้าลูกชายของนางยังจะได้เรียนหนังสืออยู่หรือไม่?