ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 741 ถึงเมืองผู่โซ่ว
บทที่ 741 ถึงเมืองผู่โซ่ว
แต่เย่อวี๋หรานทราบว่า อีกฝ่ายกล้ารับปากให้พวกนางร่วมทางมาด้วย จะต้องไปสืบข่าวมาแล้วเป็นแน่
พวกเขาเป็นขบวนพ่อค้าที่ต้องเดินทางไปส่งสินค้าให้ผู้เป็นนายอยู่เป็นประจำ หากสินค้าเกิดปัญหาอะไรขึ้นมา พวกเขาก็จะถูกลงโทษ
ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจะไม่สืบประวัติความเป็นมาของผู้ที่มาขอร่วมทางไปด้วยได้อย่างไร?
แต่คนที่มาขอร่วมทางนั้นยังแบ่งออกเป็นสองประเภท ประเภทแรกคือต้องรายงานเบื้องบน อีกประเภทกลับไม่ต้องรายงาน
ประเภทแรกเป็นการเพาะสร้างสายสัมพันธ์รูปแบบหนึ่ง ไม่แน่ว่าอาจได้รับเงินรางวัลจากเจ้านายด้วยก็เป็นได้ ประเภทหลังคือได้เก็บค่าร่วมทาง ไม่ต้องรายงานเบื้องบน เงินนี้ก็นำมาแบ่งกันเองในหมู่พวกเขา
ลำบากตรากตรำอยู่ข้างนอกมานานปี ใครเลยจะไม่อยากได้ลำไพ่พิเศษเล็ก ๆ น้อย ๆ?
หัวหน้าเกาผู้นี้มีรอยยิ้มเต็มใบหน้า ทั้งยังออกโรงด้วยตนเอง เห็นได้ชัดว่าจัดให้พวกเย่อวี๋หรานเป็นแขกร่วมทางประเภทแรก
เย่อวี๋หรานไม่กระโตกกระตาก ยกมุมปากเป็นรอยยิ้ม อวดอ้างลูกชายคนเล็กของตนเองต่อหน้าหัวหน้าเกาเหมือนหญิงชนบทที่หลงลำพองใจผู้หนึ่ง บอกว่าเขาเรียนหนังสือได้เก่งกาจปานไหน โดดเด่นกว่าลูกศิษย์คนอื่น ๆ ของอาจารย์ เป็นหนึ่งไม่มีสอง ไม่อย่างนั้นก็คงไม่ได้เป็นซิ่วไฉแล้ว
นางพูดอะไรออกมามากมาย คุยโวโอ้อวดเกินจริง จริงเท็จปะปนกัน
ขณะที่นางพูดอยู่ หัวหน้าเกาก็ประเมินความคุ้มค่าของอีกฝ่ายว่าควรค่าแก่การเดิมพันหรือไม่
เขาคล้อยตามวาจาของเย่อวี๋หราน เอ่ยชมเชยจูชียกใหญ่ พูดว่ามองแวบแรกก็ทราบว่าเจ้าเจ็ดบ้านนางบุคลิกภาพไม่สามัญ แลดูมีสง่าราศี จะต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน
ทั้งยังบอกว่าในอนาคตจะต้องได้เป็นขุนนางใหญ่โตเป็นแน่แท้
ในฐานะหญิงชนบทที่หูตาคับแคบคนหนึ่งย่อมจะต้องอยากให้คนอื่นชมเชยให้มากหน่อยอยู่แล้ว ชมเสียจนตัวลอย หางแทบจะชี้ฟ้าอยู่รอมร่อ
จูชีอึ้งตาค้าง “…”
ท่านแม่พูดถึงข้าอยู่งั้นหรือ?
ทำไมถึงรู้สึกแปลก ๆ เช่นนี้เล่า?
จูซาน “…”
ข้าก็สงสัยอยู่ว่าทำไมข้าถึง ‘เจ้าเล่ห์’ แบบนี้ ที่แท้ก็ได้มาจากท่านแม่นี่เอง
ดูสิ ทักษะการแสดงของท่านแม่ยังยอดเยี่ยมกว่าข้าเสียอีก
อืม ข้ายังต้องเรียนรู้อีกมาก
ซิ่วไฉที่เรียนเก่ง พามารดาที่หลงใหลลาภยศสรรเสริญมาด้วยคนหนึ่ง ทั้งยังมีพี่ชายจอมหยิ่งราวกับเป็นตนเองที่สอบซิ่วไฉได้มาด้วยอีกคน จะไปได้ไกลสักเท่าไหร่เชียว?
หัวหน้าเกาที่เดิมทีอยากจะวางเดิมพัน ใคร่ครวญไปมาแล้วก็หมดอารมณ์
ถึงเขาจะไม่ใช่คนใหญ่คนโตอะไร แต่เนื่องจากช่วยจัดการเรื่องต่าง ๆ แทนเจ้านาย เดินทางเหนือจรดใต้ไปเยือนสถานที่ต่าง ๆ มามากมาย พบเห็นคนมาไม่น้อย
ยิ่งเป็นชนชั้นระดับล่างก็ยิ่งหลงลำพองใจได้ง่าย คนเหล่านี้มักจะไม่ประสบความสำเร็จใหญ่โต
ตอนแรกเขาได้ยินพี่เป้าชมเชยคนสกุลจูนักหนา ทั้งสืบข่าวเกี่ยวกับสกุลจูมาได้บ้าง รู้สึกว่าควรค่าแก่การพิจารณา
เมื่อได้มาสัมผัสกับเจ้าตัวกลับพบว่า อะไรกันเนี่ย ก็แค่คำลือที่บอกเล่าปากต่อปากจนเกินจริงไปก็เท่านั้นเอง
หลังจากนั้น หัวหน้าเกาก็ไม่ได้มาปรากฏตัวอีก
ระหว่างกินข้าว อาศัยช่วงที่คนในขบวนส่งสินค้าไม่มีใครสนใจ จูซานก็เอ่ยถามขึ้นมาเสียงเบา “ท่านแม่ ท่านรู้แต่แรกแล้วใช่ไหมขอรับว่าหัวหน้าเกาผู้นี้คิดอะไรอยู่ ถึงได้จงใจทำแบบนั้น?”
เย่อวี๋หรานเหลือบตาขึ้น มองไปรอบทิศแล้วเอ่ยว่า “ค่าร่วมทางที่เขาเรียกจากพวกเรานั้นไม่ถูกเลย”
จูซานไม่เข้าใจ
“ถึงแล้วค่อยอธิบายอย่างละเอียดให้เจ้าฟัง”
จูซานได้ยินมารดากล่าวเช่นนั้นก็ได้แต่ปล่อยเลยตามเลย
เมื่อหัวหน้าเกาไม่มาพบพวกเขาอีก การปฏิบัติต่อพวกเขาก็ลดคุณภาพลงไปด้วยเช่นกัน
จูซานไม่โง่ ขบวนส่งสินค้าไม่ได้ใหญ่มาก เกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้น หัวหน้าเกาจะไม่รู้ได้อย่างไร?
เกรงว่าคงไม่ใช่คนเบื้องล่างตัดสินใจทำกันเอง แต่เป็นคำสั่งของเขาเองมากกว่า
การปฏิบัติสองมาตรฐานเช่นนี้ทำให้จูซานพอจะเข้าใจได้แล้วว่าเหตุใดมารดาจึงไม่ต้องตาหัวหน้าเกา ไม่ได้ดึงเขามาเป็นพวก
แต่เขาครุ่นคิดอย่างไรก็ไม่เข้าใจว่ามารดามองนิสัยใจคอของหัวหน้าเกาออกได้อย่างไร
ขบวนส่งสินค้าเดินทางสลับกับหยุดพักไปตลอดทาง ช่วงเวลาครึ่งเดือนก็ผ่านไปเช่นนี้
เมื่อพวกเขาเดินทางไปถึงเมืองผู่โซ่วก็เป็นยามบ่ายที่ล่วงเลยช่วงเวลารับประทานมื้อเที่ยงไปแล้ว
หัวหน้าเกาอ้างว่าต้องรีบไปแลกเปลี่ยนสินค้า เมื่อนำสัมภาระของพวกเขาลงจากรถม้าแล้วก็เดินทางจากไป
จูซานมองตามขบวนส่งสินค้าที่ห่างไกลออกไปเรื่อย ๆ แล้วก็ส่ายหน้า “ท่านแม่ ท่านสายตาเฉียบแหลมจริง ๆ ถึงได้รู้ว่าคนคนนี้ไว้ใจไม่ได้ตั้งแต่แรกพบ”
“เขาไว้ใจได้หรือไม่ ข้าไม่รู้ ข้ารู้เพียงว่าคนมาเพราะผลประโยชน์และจากไปเพราะผลประโยชน์ ถ้าเขาไม่ได้คิดว่าสามารถหาผลประโยชน์จากพวกเราได้ ตอนแรกก็คงไม่กระตือรือร้นกับพวกเราถึงเพียงนั้น” เย่อวี๋หรานกล่าว
จูซานหันหน้ากลับมา “ท่านแม่ ตอนนั้นท่านบอกว่าถึงแล้วจะบอกข้าไม่ใช่หรือขอรับ? ตอนนี้ก็มาถึงแล้ว น่าจะบอกข้าได้แล้วกระมัง?”
“ตอนนี้พวกเราควรรีบหาสถานที่พักผ่อนก่อนกระมัง?” เย่อวี๋หรานเอ่ยเตือนเขา “เจ้าดูสีท้องฟ้าสิ ถ้ายังหาที่พักไม่ได้ก่อนฟ้ามืด พวกเราคงต้องนอนข้างถนนกันแล้ว ไม่รู้ว่าที่เมืองผู่โซ่วเข้มงวดกวดขันกันแค่ไหน ถ้าห้ามออกจากที่พักตอนกลางคืน คนไม่มีที่ซุกหัวนอนอย่างพวกเราก็อนาถแล้ว”
การห้ามออกจากที่พักตอนกลางคืน หมายความว่าเมื่อถึงเวลาหนึ่ง นอกจากมือปราบที่ออกมาลาดตระเวนแล้ว คนทั้งเมืองไม่ว่าใครก็ตามไม่ได้รับอนุญาตให้ออกมาเตร็ดเตร่เพ่นพ่าน
แน่นอนว่าหากเป็นตระกูลใหญ่ที่มีป้ายอนุญาตจากทางการ จะออกมาจัดการธุระสำคัญก็ย่อมได้
ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับฝีมือของตระกูลใหญ่เหล่านั้นแล้ว
“ท่านแม่…” จูซานอ่อนใจ
ก็แค่วาจาประโยคเดียวแท้ ๆ ก่อนหน้านี้มารดากลัวว่าคนนอกจะได้ยิน ตอนนี้กลับไม่ยอมบอก นี่หมายความว่าไม่คิดจะบอกเขาเลยใช่ไหม?
แต่เย่อวี๋หรานหิ้วสัมภาระเริ่มเดินไปแล้ว เขาไม่มีทางเลือก ได้แต่ขนสัมภาระที่เหลือ แล้วร้องเรียกจูชีให้เดินตามมาด้วย
จูชีสะพายกล่องใส่ตำราไว้บนหลัง ในมือยังหอบหิ้วอีกบางส่วน แต่เขาอายุยังน้อย สัมภาระส่วนใหญ่จึงอยู่ที่จูซาน
แบกห่อสัมภาระน้อยใหญ่ไว้บนหลังเช่นนี้ ในไม่ช้าก็ดึงดูดความสนใจของพวกเด็ก ๆ พวกเขาสวมเสื้อผ้าเนื้อตัวมอมแมมวิ่งปร๋อเข้ามาหา
“ท่านป้า ต้องการคนนำทางไหมขอรับ? ข้าคิดเงินค่าซาลาเปาเนื้อลูกเดียวเท่านั้น”
“ท่านป้า ให้ข้านำทางดีกว่า ข้าพูดจาคล่องแคล่ว ในเมืองผู่โซ่วแห่งนี้ไม่มีที่ใดที่ข้าไม่รู้จัก”
“ท่านป้า ข้านำทางให้ท่านดีกว่า ข้ารู้จักเมืองผู่โซ่วดีที่สุดแล้ว ถ้าท่านอยากพักในห้องที่สะดวกสบายที่สุดของโรงเตี๊ยมที่ราคาถูกที่สุด หรืออยากจะไปท่องเที่ยวที่ไหน ไม่มีที่ข้าจะไม่รู้จัก”
……
พวกเขาเบียดเข้ามาเสนอตัวเสียงดังเจี๊ยวจ๊าว
จูชีเพิ่งเคยพบสถานการณ์เช่นนี้เป็นครั้งแรกจึงตกอกตกใจ
จูซานกลัวว่าเด็กกลุ่มนี้จะชนมารดาและน้องชายของตนเองล้ม จึงรีบมาขวางไว้ข้างหน้า “ไป ๆๆ พวกข้าไม่ต้องการอะไรทั้งนั้น ถอยไปให้พ้นจากพวกข้า”
ท่าทางดุร้าย
ถึงพวกเด็ก ๆ จะอยากได้ลูกค้า แต่เห็นว่าเขาดุขนาดนั้นก็รู้สึกหวั่น ๆ จึงแยกย้ายจากไป
เย่อวี๋หรานสังเกตว่ามีเด็กคนหนึ่งแต่งกายสะอาดสะอ้าน เขาไม่ได้เบียดเข้ามาเหมือนเด็กคนอื่น เพียงยืนห่างออกไปหลายก้าวอย่างเรียบร้อย
เขาถูกท่าทางของจูซานทำให้หวาดกลัวเช่นกัน แต่ยังปลุกปลอบขวัญตนเองเอ่ยขึ้นว่า “สวัสดี! พวกท่านเพิ่งมาถึงเมืองผู่โซ่วครั้งแรกสินะขอรับ? ถ้าพวกท่านมาที่นี่เป็นครั้งแรก ดีที่สุดคือหาคนนำทางสักคน ไม่อย่างนั้นอาจไปเจอพ่อค้าใจร้ายขูดรีดเอาได้นะขอรับ”
เย่อวี๋หรานเห็นเขามีสัมมาคารวะเช่นนั้นจึงหยุดจูซานที่ตั้งท่าจะไล่คน แล้วกวักมือเรียกเขาเข้ามาหา
เขามองไปทางจูซานอย่างขลาด ๆ เดินหน้ามาอีกสองก้าว ทว่ายังคงทิ้งระยะห่างเอาไว้ “ท่านป้า เชิญท่านพูดขอรับ”
“เจ้ามีนามว่าอะไร?” เย่อวี๋หรานเผยรอยยิ้มเป็นมิตร