ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 747 นี่มันคืออะไร?
บทที่ 747 นี่มันคืออะไร?
“ไม่เป็นไร ข้ามีเรื่องจะมารบกวนเจ้าพอดี เรือนหน้าก็อยู่แค่นี้ เดินไม่กี่ก้าวก็ถึงแล้ว” เย่อวี๋หรานกล่าวราวกับไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น “พวกข้ามาจากตำบลอันจิ่ว เป็นตำบลเล็ก ๆ ไม่มีของล้ำค่าอันใด มีก็แต่ของว่างที่ทำกินกันเอง หวังว่าพวกเจ้าจะไม่รังเกียจ”
ตอนส่งสิ่งของให้ก็เปิดผ้าคลุมตะกร้าออก เพื่อเตือนอีกฝ่ายว่าข้างในมีของอย่างอื่นด้วย
“อ๋า เอาของมาให้ได้อย่างไร? เกรงใจเกินไปแล้ว” สะใภ้ใหญ่เฉินรีบบ่ายเบี่ยงไม่ยอมรับ “ถ้าแม่สามีรู้เข้าจะต้องตำหนิแน่นอน ไม่ได้ ไม่ได้เด็ดขาด จูต้าเหนียง ท่านเอากลับไปเถอะ…”
นางรับตะกร้าไปแล้วก็รีบร้อนเอาห่อของข้างในส่งคืนให้เย่อวี๋หราน
ตอนที่ส่งคืนมายังเหล่มองแวบหนึ่ง
ถุงผ้าสีเทาตุ่น มีเชือกมัดปากเอาไว้ ดูไม่ออกเลยว่าคือสิ่งของอันใด
ตอนนางถืออยู่ในมือไม่รู้สึกว่าหนักมาก แต่ก็พอมีน้ำหนักอยู่บ้าง
“เอ๊ะ คืนอะไรกัน? นี่เป็นของที่บ้านพวกข้าทำเอง เจ้ารังเกียจว่าพวกข้ามาจากชนบทขนาดนี้เลยหรือ ถึงได้ไม่ถูกใจของกินที่พวกข้าทำ?” เย่อวี๋หรานไม่รับ ผลักคืนไป
“เป็นไปได้อย่างไร? จูต้าเหนียง ข้าไม่ได้รังเกียจ เพียงแต่…”
“ไม่รังเกียจก็รับไว้เถอะ ถ้าไม่อร่อย คราวหน้าข้าก็ไม่เอามาฝากแล้ว” พร้อมกันนั้น เย่อวี๋หรานก็อธิบายวิธีกินให้อีกฝ่าย “ของในถุงผ้าหยิบออกมาก็กินได้ทันที รสหวานกรุบกรอบ เด็กหรือผู้ใหญ่ล้วนชอบกินทั้งนั้น กินหมดแล้วถ้ายังอยากกินอีก ข้าก็เอามาให้เจ้าอีกไม่ได้แล้วนะ เป็นผลผลิตจากปีที่แล้ว ของปีนี้ต้องรอจนฤดูใบไม้ร่วงถึงจะเก็บเกี่ยวได้ เก็บเกี่ยวมาแล้วยังต้องตากแห้งอีก…ใช้เวลาทำไม่น้อยเลย”
คนหนึ่งเกรงใจไม่กล้ารับ อีกคนกลับยัดเยียดส่งให้ ผลักกันไปผลักมาอยู่ครู่ใหญ่
“จูต้าเหนียง คราวนี้ข้ารับไว้แล้ว คราวหน้าไม่เอาแล้วนะเจ้าคะ ถ้าท่านทำแบบนี้อีก แม่สามีต้องตำหนิข้าแน่นอน บอกว่าทำก๋วยเตี๋ยวไม่กี่ชามให้พวกท่านได้รองท้อง ไม่ได้มีเจตนาอื่น แต่ท่านกลับเอาของมาให้เสียนี่…ทำไปทำมากลับกลายเป็นว่าข้าทำของมาแลกเปลี่ยนกับท่านเสียอย่างนั้น”
ถึงแม้สะใภ้ใหญ่เฉินจะรับของไปแล้ว แต่ก็ยังแสดงท่าว่าจำใจรับมาอย่างเสียมิได้…ไม่ใช่ข้าอยากได้นะ แต่ท่านบังคับให้ข้ารับ
“ฮ่า ๆๆๆ…” เย่อวี๋หรานหัวเราะแล้วเอ่ยว่า “คนไม่รังเกียจที่ของขวัญมาก แค่เจ้าไม่รังเกียจว่าสิ่งที่ข้าให้เจ้ามาจากชนบทก็พอแล้ว น้ำใจของเจ้านั้นข้ารับไว้แล้ว น้ำใจของข้า เจ้าก็ต้องรับไว้ด้วย มีให้มีรับจึงจะคบกันยืด เจ้าว่าถูกไหม?”
“จูต้าเหนียง ข้ารับทราบแล้วว่าตัวเองพูดจาสู้ท่านไม่ได้ จริงด้วย พวกท่านมีอะไรที่ไม่กินบ้างไหมเจ้าคะ อีกสักครู่ข้าจะต้องเตรียมมื้อค่ำแล้ว”
“ไม่มีอะไรที่ไม่กินหรอก แต่ครอบครัวพวกข้ามักกินอาหารรสจืด ไม่ใส่เกลือเยอะเกินก็พอแล้ว”
“ตกลง งั้นข้าจะใส่เกลือน้อยหน่อย”
……
“อ้อ จริงสิ สะใภ้ใหญ่เฉิน เจ้ารู้ไหมว่าจะหาซื้อเตาได้ที่ไหน?” เย่อวี๋หรานถาม “ข้าว่าจะให้เจ้าสามบ้านข้าไปหาซื้อมาก่อนที่ฟ้าจะมืด เผื่อเอาไว้ใช้พรุ่งนี้”
“เตาที่ขายตามร้านราคาแพงเกินไป อย่าซื้อเลย” สะใภ้ใหญ่เฉินกล่าว “ประเดี๋ยวตอนกินข้าวเย็นเสร็จ ข้าจะพาท่านไปซื้อเตากับซุนต้าเหนียงที่อยู่ไม่ไกลจากที่นี่ ซุนต้าเหนียงทำแป้งกรอบขาย บ้านพวกนางมักมีเตาเก่าที่ไม่ได้ใช้งานแล้วสักเตาสองเตาอยู่เสมอ เอามาใช้งานนับว่าเหมาะสมยิ่งนัก”
“เตาที่ใช้ทอดแป้งกรอบใหญ่มากกระมัง?”
“ไม่หรอก แบบเล็กก็มีเหมือนกัน” สะใภ้ใหญ่เฉินแสดงท่าทางประกอบ “แต่ว่าของจำพวกหม้อกระทะถ้วยชาม ท่านอาจต้องซื้อใหม่ พวกท่านเดินออกไปทางประตูหน้า เลี้ยวซ้าย เดินตรงไปจนสุดทาง…”
นางยังเตือนเย่อวี๋หรานว่าจะต้องบอกชื่อพ่อสามีของนางด้วย เพราะทำเช่นนั้นจะประหยัดเงินได้มาก
“เมื่อก่อนพ่อข้ามีการคบค้ากับพวกเขา ขอแค่เป็นคนที่ครอบครัวพวกข้าแนะนำไป เขาก็จะลดราคาให้เล็กน้อย ทั้งยังให้ของดีที่สุดอีกด้วย”
แน่นอนว่าสิ่งที่สะใภ้ใหญ่เฉินไม่ได้บอกก็คือ พ่อสามีของนางยังได้รับส่วนแบ่ง แต่น้อยหน่อยก็เท่านั้น
แม้จะน้อยไปบ้าง แต่ถึงอย่างไรก็ยังเป็นเงินเหมือนกัน ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย
เย่อวี๋หรานพยักหน้า
เมื่อนัดเวลาไปดูเตากับสะใภ้ใหญ่เฉินได้แล้ว นางก็เดินกลับไปที่เรือนหลัง บอกจูซานเรื่องไปซื้อหม้อกระทะถ้วยชาม
อีกด้านหนึ่ง ในที่สุดสะใภ้ใหญ่เฉินก็หิ้วตะกร้ากลับเข้าไปในครัว เพื่อดูว่าครอบครัวที่มาเช่าเรือนตนเองเอา ‘ของดี’ อะไรมากำนัล
แม้อีกฝ่ายจะพูดว่าเป็นของที่ไม่มีราคา แต่นางกลับไม่คิดเช่นนั้น…มีคนโง่ที่ไหนกินก๋วยเตี๋ยวใส่เนื้อของคนอื่นตั้งสามชามแล้วเอาของไม่มีราคามาตอบแทนกันบ้าง?
ถ้าเป็นอย่างนั้น ต่อไปเกรงว่าคงไม่มีใครกล้าคบแล้ว
โดยทั่วไปแล้ว การให้ของขวัญตอบแทนผู้อื่นนั้นเป็นเรื่องพิถีพิถันมากทีเดียว
หากอีกฝ่ายให้อะไรมา สิ่งที่เจ้าจะตอบแทนคนเขาไปนั้นต่อให้ไม่ได้มีราคาเท่าของอีกฝ่าย แต่ก็ไม่อาจด้อยจนเกินไป
ของที่อยู่ในถุงผ้าใบใหญ่นั้น ดมแล้วได้กลิ่นหอมหวาน สะใภ้ใหญ่เฉินอดใจรอไม่ไหว
แต่รอจนนางเปิดห่อผ้าออกมาแล้วก็ต้องตะลึง “นี่มันคืออะไร?!”
เมื่อนางส่งถุงผ้านั้นไปถึงตรงหน้าแม่สามี ก็พบว่าไม่มีใครรู้เลยว่าของสิ่งที่อยู่ในถุงผ้าคืออะไร
พวกมันถูกหั่นเป็นแท่งยาว สีส้มสวยงาม ทั้งยังค่อนข้างโปร่งใส
เมื่อสัมผัสหรือถืออยู่ในมือก็รู้สึกว่าแข็ง ๆ
“นี่คืออะไร?” เฉินเสิ่นถาม
สะใภ้ใหญ่เฉินส่ายหน้า “ข้าก็ไม่รู้เจ้าค่ะ เป็นของที่จูต้าเหนียงเอามาให้ บอกว่าทั้งเด็กและผู้ใหญ่ล้วนชอบกินทั้งนั้น ท่านแม่ ท่านว่ามันคืออะไรกันนะเจ้าคะ? พวกเรายกก๋วยเตี๋ยวไปให้ตั้งสามชามใหญ่เชียวนะ ทั้งยังใส่เนื้ออีกต่างหาก…”
ตอนแม่สามีบอกให้นางหั่นเนื้อเป็นแผ่นใส่ลงไปด้วย นางยังปวดใจอยู่เลย
พวกนางเองก็ใช่ว่าจะได้กินเนื้อทุกวัน มิหนำซ้ำนั่นยังแผ่นใหญ่ปานนั้น พอที่จะให้คนในบ้านกินคนละแผ่นเลยทีเดียว
ตอนนางหั่นก็พยายามหั่นให้เป็นแผ่นบาง ๆ แต่ก็ไม่อาจบางจนเกินไป
เพราะถ้าบางไปจนมองทะลุได้แบบนั้น แม่สามีจะตำหนิเอาได้
เฉินเสิ่นเคลื่อนสายตาไปมองเฉินหลิ่ง แล้วกล่าวว่า “ตอนเจ้าหนุ่ม ๆ เคยเดินทางเหนือจรดใต้ สถานที่หลายแห่งล้วนเคยไปมาหมดแล้ว เจ้าเคยเห็นของแบบนี้หรือไม่?”
เฉินหลิ่งส่ายศีรษะเช่นกัน “ไม่เคย จูต้าเหนียงผู้นั้นได้บอกไหมว่าเจ้าสิ่งนี้กินอย่างไร?”
ประโยคสุดท้ายถามสะใภ้ใหญ่เฉิน
สะใภ้ใหญ่เฉินตอบว่า “บอกเจ้าค่ะ นางบอกว่าเปิดออกมาแล้วสามารถกินได้เลย”
“ถ้าอย่างนั้นลองกินดูก็รู้เรื่องแล้วนี่” เฉินหลิ่งว่าแล้วก็หยิบแท่งหนึ่งออกมาส่งเข้าปาก
ค่อนข้างแข็งอยู่บ้าง ไม่ได้เหนียวขนาดนั้น
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ไม่คล้ายว่ากำลังรับประทานของอร่อย แต่คล้ายกำลังเคี้ยวของมีพิษอยู่มากกว่า
คนทั้งหมดมองมาที่เขา
รออยู่เนิ่นนานค่อยได้ยินเขาพูดว่า “หวาน”
เฉินเสิ่นหมดคำจะพูด “ถ้ามันหวาน เจ้าจะทำหน้าเหมือนกินยาพิษทำไม?”
“ก็มันเคี้ยวไม่ง่ายนี่ ข้าคิดว่าฟันข้าคงใช้การไม่ได้แล้ว…” เฉินหลิ่งทอดถอนใจแล้วเอ่ยว่า “หอมมาก พวกเจ้าน่าจะชอบกิน ลองชิมดูเถอะ”
ได้รับคำยืนยันจากพ่อสามี สะใภ้ใหญ่เฉินและสะใภ้รองเฉินก็ยังไม่กล้ายื่นมือเข้าไปหยิบ แต่มองไปทางเฉินเสิ่น
เรื่องใหญ่ในบ้านมีพ่อสามีตัดสินใจ แต่เรื่องเล็กอย่างอาหารการกินเหล่านี้ แม่สามีจึงเป็นคนตัดสินใจ
เฉินเสิ่นหยิบถุงผ้านั้นมาล้วงแบ่งให้คนละแท่งดังคาด “ลองชิมดูก็พอแล้ว ในเมื่อทุกคนไม่เคยเห็นเจ้านี่มาก่อน ต่อไปก็เอาไปใช้เป็นของกำนัลได้”
สะใภ้ใหญ่เฉินและสะใภ้รองเฉินไร้ความเห็น หยิบของกินที่แม่สามีแบ่งให้เข้าปาก
เมื่อของกินเข้าปาก พวกนางค่อยเข้าใจว่ารสชาติหวานหอมที่พ่อสามีกล่าวถึงหมายความว่าอย่างไร
เจ้าสิ่งนี้ เหตุใดจึงอร่อยเช่นนี้?!
พวกนางกล้าพูดเลยว่านี่เป็นหนึ่งในของอร่อยที่สุดในบรรดาของอร่อยที่พวกนางเคยกินมาชั่วชีวิตนี้ ไม่ด้อยไปกว่าน้ำตาลก้อนเลยสักนิด