ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 797 ข่าวลือเกี่ยวกับจูชี
บทที่ 797 ข่าวลือเกี่ยวกับจูชี
หลังจากเข้าใจว่าเหตุใดเย่อวี๋หรานจึงนำตั่งนอนมาด้วย นายอำเภอหลิวก็ไม่รอช้า ถามยืนยันตัวตนของคนทั้งสามทันที
เนื่องจากจูชีมีตำแหน่งติดตัว ยามขึ้นศาลไม่จำเป็นต้องคุกเข่า จึงเพียงยืนตอบคำถาม
ส่วนเย่อวี๋หราน เป็นเพราะได้รับบาดเจ็บจึงไม่จำเป็นต้องคุกเข่า แต่จูซานไม่อาจละเว้น ที่ควรคุกเข่าก็คุกเข่า ที่ควรโขกศีรษะก็โขกศีรษะ ไม่อาจขาดไปแม้แต่อย่างเดียว
ก่อนที่จะมาเขาได้ฝึกฝนแล้ว จึงไม่มีอะไรผิดพลาด
เมื่อถึงขั้นตอนอ่านคำร้อง จูชีก็ท่องคำร้องที่เตรียมมาล่วงหน้าออกมาตรงนั้นโดยไม่ตกหล่น
จูชีย่อมไม่ใช่คนที่เรียบเรียงคำร้อง แต่เป็นทางโจวเสวียของเมืองผู่โซ่วจัดเตรียมไว้ให้
ตัดส่วนที่ไม่เอื้อต่อสกุลจูออกไปทั้งหมด เหลือไว้เพียงส่วนที่ไม่กระทบต่อภาพรวม แล้วตอกย้ำเรื่องชั่วร้ายที่คนสกุลเฉินกระทำ
ยกตัวอย่างเช่นเรื่องที่เย่อวี๋หรานได้รับบาดเจ็บก็ไม่ได้พูดออกไปตามตรงว่าได้รับบาดเจ็บอย่างไร เพียงระบุว่าสาเหตุที่นางได้รับบาดเจ็บเป็นเพราะสกุลเฉิน
คนสกุลเฉินร่ำร้องว่าถูกปรักปรำ พวกตนถึงขั้นลงไม้ลงมือก็จริง แต่ตอนที่ลงมือ จูต้าเหนียงก็หนีไปแล้ว นางบาดเจ็บได้อย่างไร ไฉนเลยพวกเขาจะทราบได้?
แต่พวกเขาก็ไม่มีหลักฐานมาพิสูจน์ว่าการบาดเจ็บของเย่อวี๋หรานไม่เกี่ยวข้องกับตนเอง
ยิ่งแก้ตัวก็ยิ่งทำให้ผู้คนที่มาชมการพิจารณาคดีอยู่นอกศาลรู้สึกว่า ‘คนสกุลเฉินไม่มีจิตสำนึกจริง ๆ เรื่องที่ตัวเองทำกลับไม่คิดจะยอมรับ?’
เดิมทีนึกว่าวันนี้จะได้ดูคนสกุลจูกับคนสกุลเฉินโต้วาทีถกเหตุผลกันบนชั้นศาลอย่างดุเดือดเลือดพล่าน คิดไม่ถึงว่าคนสกุลจูเพียงโผล่หน้ามาส่งมอบคำร้อง จากนั้นก็หมดธุระของพวกเขาแล้ว
เพราะในไม่ช้าก็มีคนรื้อคดีเก่าของเฉินหลิ่งเมื่อครั้งยังหนุ่มออกมา ต้องการให้เขา ‘ใช้เลือดชดใช้หนี้เลือด’
“ฮือ ๆๆ…ครอบครัวพี่น้องที่บ้านเดิมของข้าตายอย่างน่าเวทนายิ่งนัก เป็นเขา เขาก็คือฆาตกร เขานั่นแหละที่ฆ่าพวกเขา!” หญิงสูงวัยผู้หนึ่งชี้หน้าเฉินหลิ่งขณะร้องไห้น้ำหูน้ำตาไหลพรากอย่างโศกา
นางยังไม่ได้มามือเปล่า แต่พาคนหนุ่มผู้หนึ่งมาด้วย
ที่แท้ตอนที่เฉินหลิ่งไปสังหารคนคราวนั้นไม่ได้สังเกตว่ามีเด็กคนหนึ่งหลบอยู่ในตู้เสื้อผ้า จึงกลายเป็นพยานที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด
คนนอกศาลฮือฮา
“สวรรค์!”
“เฉินหลิ่งผู้นี้อำมหิตเกินไปแล้ว ถึงกับฆ่าคนชิงทรัพย์?!”
“ไม่อย่างนั้นเล่า เจ้าเข้าใจว่าเจ้าแซ่เฉินคนนั้นแค่เป็นครูสอนศิลปะป้องกันตัวตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง ขายังพิการไปแล้ว จะเอาเงินมากมายจากที่ไหนมาสร้างเรือนหลังใหญ่ปานนั้น? ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าได้เงินมาอย่างไม่ขาวสะอาด”
……
คนทั้งหลายส่งเสียงอึงอล
คิดไม่ถึงเลยว่าพรรคเล็ก ๆ อย่างพรรคซานไห่จะซุกซ่อนฆาตกรที่น่ากลัวเช่นนี้เอาไว้คนหนึ่ง
ถ้าเด็กคนนี้ซ่อนตัวไม่ดีก็คงถูกสังหารยกครัวไปแล้ว
เรื่องที่ถูกเปิดโปงหลังจากนั้นก็ไม่มีเรื่องไหนน่าตื่นตกใจเท่าเรื่องนี้อีกแล้ว อย่างเช่นเคยลักขโมยทรัพย์สินของเจ้านายขณะที่ทำงานให้อีกฝ่าย หรือตอนที่ไปส่งของก็แอบยักยอกสินค้าของเจ้านายเอาไว้…
ขอเพียงเป็นเรื่องที่ทำแล้วได้เงิน ไม่มีเรื่องใดที่เขาไม่กระทำ
เมื่อกลับมาจากศาลาว่าการ ฟ้ายังไม่มืด
ตอนที่จะเข้าประตูเรือน ป้าเฉินยังเตรียมอ่างไฟกับน้ำแช่ใบส้มโอเอาไว้ให้พวกเย่อวี๋หรานขับไล่ไออัปมงคล
“ในที่สุดเรื่องนี้ก็จบลงเสียที นั่งลงเถอะ ข้าให้ป้าเฉินเตรียมสุราไว้ให้โดยเฉพาะ พวกเรามาฉลองกันสักหน่อย” เยี่ยนเหออันเชื้อเชิญให้ทุกคนนั่งลง ทั้งกล่าวกับเย่อวี๋หรานพร้อมรอยยิ้มว่า “จูต้าเหนียง ท่านคงไม่ได้ ตอนนี้ท่านยังไม่อาจดื่มสุรา เช่นนั้นก็ใช้น้ำชาแทนสุรา ดื่มกับพวกข้าสักจอก ฉลองให้ครึกครื้นกันสักยก”
“ได้ ข้าไม่ดื่มสุรา แต่ไม่ง่ายเลยกว่าที่เรื่องนี้จะสิ้นสุดลงได้ ข้าย่อมต้องดื่มกับคุณชายเยี่ยนสักจอกอยู่แล้ว” เย่อวี๋หรานเอนกายอยู่บนตั่งนอน ยกจอกชาขึ้นกล่าวว่า “ถ้าไม่ได้คุณชายเยี่ยนคอยให้ความช่วยเหลือ พวกข้าก็คงไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างดีเหมือนในตอนนี้ ข้าขอใช้น้ำชาแทนสุราคารวะคุณชายเยี่ยนสักจอก เพื่อแสดงความขอบคุณ”
“จูต้าเหนียงเกรงใจเกินไปแล้ว ข้าแค่ให้ที่พักแก่พวกท่านเท่านั้น ไม่ได้ทำอะไรเลย มีแต่พี่สามกับซุ่นเต๋อที่วิ่งวุ่น” เยี่ยนเหออันยิ้ม “แน่นอน ยังมีจูต้าเหนียงที่ฉลาดหลักแหลมคอยวางแผนอยู่หลังม่าน มิฉะนั้นเรื่องราวก็คงไม่ราบรื่นถึงเพียงนี้ แทนที่จะบอกว่าคารวะข้า มิสู้บอกว่าคารวะจูต้าเหนียง คารวะทุกคนจะเหมาะกว่า”
“ฮ่า ๆๆๆ…เจ้าสาม เจ้าเจ็ด พวกเจ้าดูสิ คุณชายเยี่ยนช่างฉลาดพูดยิ่งนัก ทั้งที่เป็นผลงานของเขาแท้ ๆ แต่พอเขาพูดเช่นนี้กลับกลายเป็นความชอบของพวกเราเสียอย่างนั้น” เย่อวี๋หรานหัวเราะ “ไม่ว่าจะพูดอย่างไร จอกนี้ก็คารวะท่านแล้ว”
นางดื่มชารวดเดียวหมดจอกโดยไม่พูดอะไรอีก
เยี่ยนเหออันจนปัญญา ได้แต่ยกจอกขึ้นมาดื่มรวดเดียวเช่นกัน “ได้ จอกนี้คารวะข้า เช่นนั้นจอกนี้ก็สมควรคารวะจูต้าเหนียงได้แล้วกระมัง?”
คนทั้งสี่ที่นั่งร่วมโต๊ะกัน ท่านคารวะข้า ข้าคารวะท่าน อาหารบนโต๊ะยังไม่ทันพร่องกลับคารวะกันครบรอบก่อนแล้ว
กินดื่มอิ่มหนำสำราญ มิตรภาพก็แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
บางครั้งคนเราก็อาศัยวัฒนธรรมบนโต๊ะสุราเช่นนี้ สุราลงท้องปากเอ่ยคำสัตย์ แลกเปลี่ยนความลับระหว่างกัน ความสัมพันธ์ก็พลอยแนบชิดกว่าเดิม
แม้เยี่ยนเหออัน จูซาน และจูชีจะไม่ได้ดื่มจนเมามาย แต่ก็ดื่มจนหนำใจยิ่ง ดื่มจนถึงตอนท้ายก็เอาไหล่มาชนกันแล้ว
เย่อวี๋หรานเห็นสภาพพวกเขาก็ทราบว่าตนเองไม่เหมาะจะรั้งอยู่ต่อไปจึงร้องเรียกซุ่ยเอ๋อ ให้คนไปส่งตัวเองกลับห้องพัก
เรื่องของสกุลเฉินสิ้นสุดลง แต่สำหรับจูชี ความท้าทายของเขาเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น
เยี่ยนเหออัน ‘ปูทาง’ ทำให้ชื่อเสียงของจูชีเป็นที่รู้จักอยู่ก่อนแล้ว หลังจากนั้นยังมีคดีความเช่นนี้อีก ทำให้นาม ‘จูซุ่นเต๋อ’ ดังกระฉ่อนในหมู่ปัญญาชนอีกครั้ง
มีคนคาดเดาว่า “จูซุ่นเต๋อผู้นี้มีความเป็นมาอย่างไรกันแน่ ได้ยินชื่อเสียงก่อนพบตัวคนเสียอีก จะมีชื่อเสียงโด่งดังเกินไปแล้วกระมัง?”
“เจ้ายังไม่รู้เรื่อง?”
“ไม่รู้อะไร?”
“จูซิ่วไฉผู้นี้ไม่ใช่ธรรมดาเชียวล่ะ” คนผู้นั้นมองไปรอบด้านแล้วกระซิบว่า “ข้าได้ยินมาว่า ถึงจะเป็นคุณชายเยี่ยนอยู่ต่อหน้าเขายังต้องไว้หน้าให้ถึงสามส่วน เจ้าคิดดูสิ ต้องมีสถานะอย่างไรจึงสามารถทำให้คุณชายเยี่ยนเกรงอกเกรงใจถึงเพียงนี้?”
“ไม่หรอกมั้ง?!” อีกฝ่ายตะลึง “ว่ากันว่าเขามาจากชนบทไม่ใช่รึ?”
“มาจากชนบท? เจ้าอย่ามาหลอกกันเสียให้ยาก! ถ้ามาจากชนบทจริง คุณชายเยี่ยนจะกอดขาใหญ่ของเขาขนาดนี้เชียวรึ คนยังไม่มาก็เที่ยวชมเชยคนแซ่จูผู้นั้นไปทั่ว?” เขามองคนตรงหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อ เหมือนกำลังมองเรื่องชวนหัว
คราวนี้ ไม่อยากลังเลก็ต้องลังเลขึ้นมาแล้ว “เจ้าหมายความว่า…จูซิ่วไฉผู้นี้ปลอมตัวมา?”
“เจ้าคิดอย่างไรเล่า?”
“…” ตอนแรกข้าไม่คิด แต่พอเจ้าพูดแบบนี้ก็ชักจะคิดขึ้นมาแล้วน่ะสิ
คนจำนวนไม่น้อยกำลังถกเถียงกันว่าจูชีมีความเป็นมาอย่างไรกันแน่
แต่ก็เข้าใจได้ ถ้าไม่ใช่เพราะเขามีฐานะไม่สามัญ แล้วจะทำให้คุณชายเยี่ยนที่ใคร ๆ ยกย่องเทิดทูนเกรงอกเกรงใจต่อเขาเช่นนี้ได้อย่างไร?
นี่เป็นหนึ่งในการคาดเดา ส่วนการคาดเดาอีกอย่างกลับมีเหตุจาก ‘ความอิจฉา’
รู้สึกว่าซิ่วไฉยากจนที่มาจากชนบทผู้นี้เจ้าแผนการเกินไปแล้ว คนยังไม่มาก็ชิงกอดขาใหญ่ของเยี่ยนเหออัน ทำให้อีกฝ่ายสร้างชื่อเสียงให้ตนเอง
ตอนแรกพวกเขาก็ไม่ได้คิดเช่นนี้ แต่คนผู้นี้มาถึงเมืองผู่โซ่วได้ไม่กี่วันก็ก่อเรื่องใหญ่โต
เริ่มจากถูกคนคิดฆ่าปิดปาก กระทั่งกลายเป็นจุดศูนย์กลางความขัดแย้งระหว่างค่ายพรรคกับโจวเสวีย สุดท้ายยังได้ฝากตัวเป็นศิษย์ของผู้อาวุโสสวีผู้เป็นที่นับหน้าถือตาของโจวเสวีย มีอย่างไหนไม่ต้องใช้แผนการบ้าง?