ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 934 ย่าของเขาไม่เห็นใครดีทั้งนั้น
ก่อนเขาจะจากไปยังไม่วายบ่น “ข้าไม่ผิดสักหน่อย เรียนหนังสือไม่เห็นสนุกเลย”
อีกด้านหนึ่งจูเฉิงก็กล่าวขอบคุณจูโก่วหวา
“ทำไมต้องขอบคุณด้วย ถ้าต้าเป่าไม่ขอให้ข้าช่วยดูแลเจ้า ข้าก็คงไม่สนใจเจ้าหรอก” แท้จริงจูโก่วหวาไม่ต้องการยุ่งเรื่องของอีกฝ่ายนัก แต่เพราะติดค้างบุญคุณกับครอบครัวของต้าเป่าไว้มาก เมื่อต้าเป่ามาไหว้วานจึงตกปากรับคำไป
จูเฉิงเศร้าสลด
ทว่าน่าเสียดายที่จูโก่วหวาไม่มีไหวพริบจึงไม่ทันสังเกต เขาหันไปหาเพื่อนอย่างจูโก่วหยวนแล้วออกไปเล่นด้วยกัน
จูโก่วหยวนยังยกกำปั้นให้เขา “เข้าไปสอดอีกแล้ว บอกตั้งนานแล้วไงว่าเจ้าจูเฉิงเป็นคนขี้ขลาด ใคร ๆ ก็รังแกเขาทั้งนั้น เจ้าเข้าไปช่วยทุกครั้งไม่ได้หรอกนะ”
“เฮ้อ… จะทำอย่างไรได้เล่า ใครให้ข้ารับปากกับต้าเป่าไปแล้ว” เขาถอนหายใจราวกับผู้ใหญ่ตัวน้อย
“ไปกันเถอะ ไปเล่นที่บ้านจูต้าเหนียงกัน เดี๋ยวต้าเป่าก็คงเลิกเรียนกลับมาแล้ว”
จูโก่วหวาหัวเราะ “เจ้าอยากเล่นกระดานลื่นบ้านเขาใช่ไหม?”
“ฮ่า ๆๆ… แล้วเจ้าไม่อยากเล่นหรือไง”
……
กลุ่มเพื่อนสนิทพูดคุยหยอกล้อกันระหว่างมุ่งหน้าไปยังบ้านสกุลจู
จูเฉิงยังยืนอยู่ที่เดิมขณะมองพวกเขาตาละห้อย โชคไม่ดีที่ไม่มีใครชวนเขาสักคน
เขาทำได้เพียงกอดความทุกข์ระทมกลับบ้านตามลำพัง
พี่สาวอย่างจูเสียวเสวี่ยกำลังเก็บผัก เมื่อเห็นเขากลับมาในเวลานี้จึงคิดได้ ‘หรือว่าจะถูกแกล้งมาอีกแล้ว’
“ท่านพี่…” จูเฉิงแสนเศร้า เขาโผกอดขานางก่อนร้องไห้โฮ
จูเสียวเสวี่ยถอนหายใจ นางกำลังจะแต่งงานปีนี้แต่น้องชายยังสูงไม่ถึงเอวนางด้วยซ้ำ ร่างกายก็ไม่มีเรี่ยวแรง ออกไปเล่นข้างนอกทีไรเป็นต้องถูกรังแกกลับมา
นางลูบศีรษะเขาพลางเอ่ยปลอบ “ไม่ต้องกลัว ๆ อีกไม่กี่วันก็จะได้ไปเรียนแล้ว พอไปถึงก็เชื่อฟังจูต้าเหนียง นางไม่ปล่อยให้ใครรังแกเจ้าแน่ หากทำอะไรไม่ได้ก็อยู่กับซานเป่ากับซื่อเป่าหลานนางเข้าไว้ ติดตามพวกเขาแล้วจะไม่มีใครแกล้งเจ้าแน่นอน”
นอกจากวิธีนี้แล้วนางก็คิดวิธีอื่นไม่ออก
จูเฉิงพยักหน้าอย่างว่าง่าย
แม้เขาจะรู้สึกว่าตนเองตัวเล็กเกินกว่าจะเล่นกับซานเป่าและซื่อเป่า แต่ก็ถูกต้องดังคำพี่สาว หากอยู่กับสองคนนั้น คนอื่น ๆ คงไม่กล้าแกล้งเขา
อย่าเห็นว่าพวกเขาเป็นเด็กในหมู่บ้านที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว ความจริงแล้วแต่ละคนโตพอจะอ่านสีหน้าของคนได้
แม้ซานเป่ากับซื่อเป่าจะไม่ใช่คนสู้เก่ง พวกเขาก็อ่อนแอเหมือนกัน แต่พวกเขามีลูกพี่ลูกน้องที่ฉลาดและมีความสามารถอย่างต้าเป่ากับเอ้อร์เป่า
เมื่อต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ากลับมาจากสำนักศึกษา พวกเด็กอันธพาลประจำหมู่บ้านและทุกคนต่างรู้ว่าไม่สามารถมีเรื่องด้วยได้
บางทีทั้งคู่ก็อาจสู้ไม่เป็น แต่ก็ฉลาดพอจะหลีกเลี่ยงเรื่องพรรค์นั้น
ต่อให้ไม่ได้ทำอะไร แต่แค่พวกเขาวิ่งไปฟ้องพ่อแม่ของอีกฝ่าย ไม่ต้องตามสืบก็คว้าไม้มาฟาดก้นแล้ว “สอนไม่ฟังไม่จำเสียที เอาแต่ออกไปก่อเรื่อง… ให้ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าต้องมาฟ้องถึงบ้าน เจ้าต้องไปทำเรื่องไม่ดีมาแน่นอน!”
เด็กพวกนั้นก็ทำได้เพียงร้องห่มร้องไห้ ฮือ ๆ… เราทำผิดอะไร เรายังไม่ได้ทำอะไรเลย
ทว่าพวกเขาก็ไม่กล้าเถียง เพราะแม้จะไม่ได้ทำสิ่งที่ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าฟ้อง แต่ก็ทำเรื่องอื่นเอาไว้ เมื่อถูกเปิดโปงคงมีจุดจบเลวร้ายไม่ต่างกัน
ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าได้รับมอบหมายงานจากเย่อวี๋หรานให้มาถามเพื่อน ๆ ว่าใครต้องการเล่าเรียนบ้าง ในขณะเดียวกันก็ทำให้พวกเขา ‘เชื่อฟัง’ และไม่ดื้อรั้นกับเย่อวี๋หราน ไม่เช่นนั้นนางคงทำให้พวกเขาร้องไห้จนหนีกลับไปฟ้องพ่อแม่
“เฮ้อ… ต้าเป่า เจ้าอย่าพูดเลย ย่าเจ้าดุมาก ต่อให้ข้ากล้าไปฟ้อง พ่อแม่ข้าคงไม่กล้าไปคิดบัญชีกับย่าเจ้าอยู่ดี” จูโก่วหวาเหมือนมีญาณ หลังไถตัวลงมาจากกระดานลื่นก็พูดว่า “เจ้าดูชาวบ้านสิ มีใครกล้าต่อว่าย่าเจ้าไหม”
ต้าเป่าเหลือบมองพลางเอ่ยตอบ “ต่อว่าเรื่องอะไรได้เล่า ย่าข้าเป็นคนเช่นนั้น มักมีเหตุผลเสมอ”
“เอาเถิด ย่าเจ้าเคยถือมีดทำครัวมาบุกบ้านคนอื่น และถึงกับพังประตูบ้านข้า เจ้าจำไม่ได้หรือ” อีกฝ่ายต้องเตือนความจำเพราะเขาประสบเหตุมาด้วยตนเอง
“แล้วจะโทษใครได้เล่า ถ้าครอบครัวเจ้าไม่ทำร้ายอาเจ็ดของข้าก่อน ย่าข้าจะโกรธจนคว้ามีดไปบุกบ้านเจ้าไหม” ต้าเป่าไม่ยอมรับและเถียงกลับ “อีกทั้งหากครอบครัวเจ้าและคนอื่น ๆ ไม่หาเรื่องท่านย่า นางจะว่างจนคว้ามีดไปบุกบ้านใครไหม”
“บ้านหญิงปากสว่างไงเล่า…”
“ท่านย่าคว้ามีดไปบ้านนางตั้งแต่เมื่อไหร่”
“นางถูกไล่ออกจากหมู่บ้านไปแล้ว” จูโก่วหวาบอก “ผู้ใหญ่พากันพูดว่าเป็นฝีมือย่าเจ้า เพียงแค่หาหลักฐานไม่ได้เท่านั้น”
“เรื่องนี้เกี่ยวกับท่านย่าด้วยหรือ” ต้าเป่าตกใจ “มันคือการปลดภรรยาของอาหย่งหนิง ท่านย่าจะมีอำนาจในการตัดสินใจได้อย่างไร หากหญิงปากสว่างไม่ทำตัวเองนางจะถูกทอดทิ้งหรือ ต่อให้อาหย่งหนิงทำเช่นนั้นแต่ผู้อาวุโสก็คงไม่ยอม เข้ามีสมองก็อย่าทำตัวเหมือนผู้ใหญ่บางคนที่ไหลตามคำคนอื่นไปเรื่อย”
เขารำพึง “คนอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้เป็นเช่นนี้จริง ๆ ด้วย โง่และเชื่อสิ่งที่ผู้อื่นบอกไปเสียหมด”
ต้าเป่าสมองไว ไฉนเลยจูโก่วหวาที่หัวทึบจะสู้ได้ แต่ก็ยังแอบคิดได้เรื่องที่ว่าเชื่อสิ่งที่ผู้อื่นบอกไปเสียหมด
“ก็คงเป็นอย่างที่เจ้าบอก! แต่ข้าคงไม่ใช่คนเรียนเก่ง ถ้าไปเรียนก็เกรงว่าจะถูกดุ…” จูโก่วหวาถูกโน้มน้าวจนอยากเล่าเรียนขึ้นมาบ้าง ทว่าเมื่อนึกถึงกิตติศัพท์เรื่องความดุของเย่อวี๋หรานแล้ว เขาก็นึกกังวลขึ้นมาอีก “ย่าเจ้าจะไม่ตีข้าใช่ไหม”
“ขึ้นอยู่กับว่าเกิดอะไรขึ้น หากเจ้าตั้งใจเรียนได้ดี ย่าข้าไม่ตีเจ้าแน่นอน”
“งั้นก็จบเห่แล้ว ข้าเรียนไม่ได้หรอก”
“กลัวอะไรกัน ขอแค่เจ้าตั้งใจ ต่อให้เรียนไม่เก่งก็แค่หมายความว่าไม่เหมาะจะเล่าเรียน ท่านย่าไม่โทษเจ้าหรอก แต่ถ้าเจ้าเรียนได้ดีแต่ไม่ทำเพราะเกียจคร้าน นางได้เล่นงานเจ้าแน่” ต้าเป่ายกตนเองกับเอ้อร์เป่าเป็นตัวอย่าง บอกว่าตอนเด็ก ๆ เคยถูกย่าตีเพราะเกียจคร้านและไม่ยอมทำการบ้านให้เสร็จ
จูโก่วหวาตกตะลึง “ทั้งที่เจ้าเป็นหลานแท้ ๆ!”
“ข้าเคยชินกับการถูกตีแล้ว เจ้าลืมไปแล้วหรือ” ต้าเป่าเอ่ยแต่ไม่ได้อธิบายว่าเป็นเหตุการณ์ก่อนเขาจะอ่านออกเขียนได้
ตอนนั้นนอกจากอาหญิง ย่าของเขาไม่เห็นใครดีทั้งนั้น หากไม่ถูกตีสินับว่าแปลก
กระทั่งพวกเขาอ่านออกเขียนได้และความเป็นอยู่ของครอบครัวดีขึ้น นางก็เลิกจ้ำจี้จ้ำไชพวกเขา ในที่สุดพวกเขาก็ได้รับ ‘ความรัก’ จากนางเสียที
ภายหลังเขาเพิ่งมาคิดได้ว่าอาจเป็นเพราะครอบครัวยากจน นางจึงไม่มีที่ระบายอารมณ์ จึงต้องใช้พวกเขาเพื่อระบายโทสะ
ตอนนี้มาย้อนนึกก็รู้สึกไม่คุ้นเคยอยู่บ้าง
จูโก่วหวาคิดถึงเรื่องในอดีตแล้วก็หวาดกลัว “งั้นข้าจะตั้งใจเรียนดีกว่า ย่าเจ้าน่ากลัวเกินไป…”
จูโก่วหยวนที่อยู่ข้าง ๆ ไม่ได้พูดอะไรมาก แต่ก็ฟังพวกเขาคุยกันแล้วกลัวตามจนกลืนน้ำลายไปหลายครั้ง ในใจรู้สึกว่าชีวิตหลังไปเรียนหนังสือคงจะทุกข์ระทม ไม่รู้ว่าตนเองจะทนไหวหรือไม่
หากทนไม่ได้และโดดเรียน พ่อแม่จะหักขาเขาหรือไม่
เพราะบิดาเขาได้ลั่นวาจาไว้แล้ว “ถ้ากล้าโดดเรียนและไม่ตั้งใจเรียน ข้าจะหักขาเจ้าซะ!”