สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 320 กินลมชมทิวทัศน์
รัตติกาลเยือนกราย
บนยอดเขาเหนือหุบเขาร้อยบุปผา เต็มไปด้วยแสงเจิดจ้าและเสียงอึกทึก
ครึกโครม
จั่วม่อยืนอยู่บนจุดสูงสุดของยอดเขา ขัดแย้งกับที่ตั้งค่ายด้านล่างซึ่งครึกครื้น
วุ่นวาย ดวงตาของมันกลายเป็นมืดมนว่างเปล่า แฝงแววอันตรายสุดหยั่งถึง มันทราบ
ดีว่ามีดวงตาหลายคู่ลอบมองมาที่มัน จากความมืดมนอนธการด้านนอก ผู้คนกำลัง
เฝ้ารอให้รุ่งอรุณมาเยือน
ทว่า… …
หมู่เมฆหนาทึบห่มคลุมท้องฟ้า ไม่มีแสงจันทร์ส่องลอดลงมาแม้แต่เส้นสายใย
เดียว มุมปากของมันยกขึ้นเป็นรอยยิ้มแปลกประหลาดชนิดหนึ่ง
ม้าฝานลอบเร้นไปในเงามืดราวกับภูตพราย ท่าร่างของมันไร้สุ้มเสียง สิ่งที่น่า
ประหลาดใจยิ่งกว่า คือไม่ว่าจะเคลื่อนกายเช่นใด ก็ไม่มีพลังปราณเล็ดลอดออกมา
แม้แต่น้อย เหลยเผิงกับพวกซึ่งเฝ้าดูจากไม่ไกล ล้วนมีสีหน้านับถือเลื่อมใส
ม้าฝานเคยสอนเวทวิชาซ่อนเร้นร่องรอยเหล่านี้ให้กับพวกมันแล้ว แต่เมื่อม้า
ฝานใช้ออกด้วยตัวเอง ฝีมืออันช่ าชองนี้ เกรงว่าไม่ได้เหนือล้ ากว่าพวกมันแค่สองสาม
ขั้นเท่านั้น ท่วงท่าสภาวะของมันดูผ่อนคลายสบายอารมณ์ยิ่ง
สมกับเป็นหัวใจหลักของกองทัพที่แม่นางน้อยเลือกมา!
ม้าฝานย่อกายย่องกริบเหมือนแมว ผสานเข้ากับความมืดรอบด้านประดุจเงาอัน
ไร้ตัวตน เสียงเอะอะจากหุบเขาร้อยบุปผาสามารถได้ยินมาแต่ไกล ช่างย้อนแย้งกับ
ความเงียบสงบรอบกายมันนัก ม้าฝานพลันกระหวัดนึกถึงชีวิตตนในอดีต ก่อนหน้าที่
มันจะพบกับเหล่าป่าน บ่อยครั้งที่มันต้องทำงานซึ่งจำเป็นต้องลอบเดินทางในยาม
วิกาล
มันไม่ชมชอบความมืดมาแต่ไหนแต่ไร
ในครั้งนั้นมันเพียงต้องการหน้าที่การงานอันมั่นคง ไม่ต้องต่อสู้เสี่ยงชีวิตอยู่ใน
เงามืด แต่หลังจากภัยพิบัติในอาณาจักรขุนเขาน้อย สถานการณ์ของมันก็ทวีความ
รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เคราะห์ดีที่มันมีวิชาดีๆ ติดตัวอยู่บ้าง จึงสามารถเอาชีวิตรอดมาได้
แต่ยิ่งทำให้ความปรารถนาที่จะมีชีวิตอันสงบสุขของมัน รุนแรงขึ้นกว่าเดิม
มันไม่ใช่คนทะเยอทะยานหรือมีปณิธานยิ่งใหญ่ การที่แม่นางน้อยยกมันขึ้นเป็น
แกนหลักของกองทัพไม่ได้ทำให้มันยินดี ตรงกันข้าม การฝึกที่หนักหน่วงกว่าผู้อื่นทำ
ให้มันยิ่งขมขื่นกว่าเดิม แต่ระดับความรุดหน้าของมันรวดเร็วมาก แม้ว่าจะเป็นตอนนี้
มันก็ยังคงเป็นหนึ่งในสองคนที่มีบารมีมากที่สุดในหน่วยเทียนฟง
ทีแรกมันคาดเดาว่าตนจะรู้สึกเหนื่อยหน่ายในไม่ช้า ชีวิตการฝึกปรืออย่างบ้า
คลั่งทุกวี่วันไม่ใช่สิ่งที่มันปรารถนา แต่แล้วกลับต้องตื่นตะลึง มันพบว่าตัวเองมิใช่ไม่
ชมชอบอย่างที่คาดไว้ในตอนแรก ตรงกันข้าม มันกลับเริ่มยอมรับกองกำลังนี้ ค่อยๆ
เริ่มชมชอบกองกำลังนี้ขึ้นมาทีละน้อย
ไม่ใช่เพราะสิ่งเร้าจากการต่อสู้ ไม่ใช่เพื่อค่ายกลหรือเวทวิชาที่เหล่าป่าน
ครอบครองเหล่านั้น แต่เนื่องเพราะความหวังสายหนึ่ง โดยที่มันไม่ทันสังเกต กอง
กำลังนี้ทำให้มันรู้สึกถึงความหวัง รู้สึกถึงแสงสว่าง แม้ว่ามันจะต้องเดินอยู่ในความมืด
อีกครั้ง ก็หาได้มีความรู้สึกเชิงลบเหมือนในกาลก่อนอีก ทุกคนที่อยู่เบื้องหลังมัน
บันดาลให้รู้สึกปลอดภัยและเชื่อมั่นวางใจ
ขบคิดถึงตรงนี้ ดวงตามันหันไปมองด้านข้างตามสัญชาตญาณ ข้างกายมันเวลา
นี้ว่างเปล่า ปกติแล้วนี่เป็นตำแหน่งของเซี่ยซาน แต่เมื่อไม่กี่วันก่อน เซี่ยซานเข้าปิด
ด่านฝึกตน จนกระทั่งถึงตอนนี้ยังไม่ออกมา มันอดห่วงกังวลอยู่บ้างไม่ได้ หลังจากเป็น
คู่หูกันมานาน ความร่วมมือของพวกมันยิ่งมายิ่งกลมกลืน มีความรู้สึกของสหายรู้ใจ
ม้าฝานเงยหน้าขึ้นอย่างกะทันหัน หยุดความคิดฟุ้งซ่านทั้งมวล ร่างหยุดชะงักลง
ทุกคนด้านหลังกลายเป็นตึงเครียดทันที
โดยปราศจากวาจา แต่ละคนกระจายออกไป รุกคืบไปข้างหน้าโดยไร้เสียง
บนต้นไม้ต้นหนึ่ง กลับปรากฏผู้คนสองคนซ่อนตัวอยู่ในพุ่มสูง
“ฮึ่ม ข้าจะรอดูว่าเจ้าพวกคนจากอาณาจักรขุนเขาน้อยเหล่านี้จะมีความสุขได้
ถึงเมื่อใด!” หนึ่งในสองแค่นเสียงอย่างขุ่นเคือง
“ฮ่า อรุณรุ่งจะเป็นเวลาตายของพวกมัน!” อีกคนหนึ่งกล่าว น้ าเสียงปิดบัง
ความละโมบไม่มิด “ว่ากันว่าพวกมันเต็มไปด้วยไขมันเพียบแปล้ ไม่ทราบว่าเรา
สามารถได้รับสักชิ้นสองชิ้นหรือไม่?”
“โอ้ ได้โปรดเถอะ เพียงแค่ได้รับหน้าที่ดูทิศทางลม ยังจะเพ้อฝันว่าจะได้รับ
สินค้าดีๆ อีก? แค่ได้รับจิงสือระดับสามบางส่วน ก็นับว่าดีมากแล้ว”
“เฮ้ สำนักตอนนี้ใจกว้างยิ่ง หากได้สักยี่สิบชิ้นจิงสือระดับสาม นั่นก็มากพอให้
เราใช้กันไปได้สักระยะหนึ่งทีเดียว”
“ยี่สิบชิ้น? ฮึ่ม กว่าจะถึงมือเรา ไม่ทราบว่าจะยังเหลืออีกสักเท่าใด?”
ทั้งสองคนพลันรู้สึกลำคอเย็นวาบ พวกมันดวงตาเบิกค้าง แต่ไม่มีปัญญากระทั่ง
จะส่งเสียงสักคำ หลายร่างปรากฏขึ้นข้างศพของพวกมัน เป็นม้าฝานกับพวก
“สิบคน!” เหนียนลู่กล่าวแผ่วเบา
ฝ่ายตรงข้ามนับว่าส่งหน่วยสอดแนมมายังหุบเขาร้อยบุปผาเป็นจำนวนมากมาย
เสียจริง ในช่วงระยะเวลาไม่นาน พวกมันก็เชือดทิ้งไปถึงสิบคนแล้ว สำหรับสมาชิก
หน่วยเทียนฟงที่เข้าใจเจตจำนงกระบี่ คิดเชือดคนเหล่านี้ทิ้ง ลำบากเพียงยกมือ
เท่านั้น
ม้าฝานเก็บกวาดร่องรอยของผู้เคราะห์ร้ายทั้งสองจนสะอาดเกลี้ยงเกลา เห็นว่า
ไม่มีพิรุธใด มันเงยหน้าขึ้น “เราต้องเร่งมือกว่านี้ อีกไม่นานจะถึงยามโฉ่วแล้ว” (ยาม
โฉ่ว – เวลา 01.00 – 02.59 น.)
ทุกผู้คนมีสีหน้าร้อนรน
เกือบถึงยามโฉ่วแล้ว … …
ม้าฝานนำทุกคนออกจากที่แห่งนั้นในบัดดล เสาะหาเป้าหมายถัดดนยำแไป
พวกมันรุดหน้าไปตามเส้นทางระยะไกล พุ่งผ่านไปอย่างเงียบเชียบและรวดเร็ว
ระหว่างทางบางครั้งยังเชือดหน่วยสอดแนมจำนวนหนึ่ง แต่เส้นสายนี้ห่างไกลจริงๆ
พวกมันค้นพบสายสืบไม่มากนัก
เมื่อพวกมันทะลุออกมาจากหุบเขา สามารถมองเห็นแสงไฟจากเมืองหมิงสุ่ย
เห็นแม่น้ าหมิงสุ่ยยามวิกาลอันเงียบสงบ ม้าฝานค่อยระบายลมหายใจอย่างโล่งอก
ยังไม่ถึงยามโฉ่ว
มันหันไปพยักเพยิดให้เหลยเผิงกับเหนียนลู่ที่อยู่เบื้องหลัง ทั้งสองเข้าใจ
สัญญาณ หายวับไปอย่างรวดเร็วในม่านวิกาล คนที่เหลือแบ่งออกเป็นหลายกลุ่ม
ทยอยหายตัวติดตามคนทั้งสองไป
ม้าฝานมองสามคนที่ยังเหลืออยู่ข้างกายมัน กล่าวเบาๆ “พวกเราพักผ่อน
สักครู่”
กล่าวจบคำมันก็ทรุดตัวลงนั่งท่าดอกบัว อีกสามคนก็ไม่กล่าวมากความ ทรุดนั่ง
ลง เข้าสู่ห้วงฌานเช่นเดียวกัน
ในหุบเขาลึก ซึ่งเคยเป็นอาณาเขตที่พันธมิตรร้อยบุปผาใช้ซ่อนทาสบุปผา
สถานที่แห่งนี้ทั้งเร้นลับและห่างไกลสุดกู่ จั่วม่อปล้นทั้งหุบเขาจนเกลี้ยงเกลา ไม่ทิ้งสิ่ง
ใดไว้เบื้องหลัง เวลานี้หุบเขาอันว่างเปล่าแห่งนี้ เต็มไปด้วยผู้คนที่นั่งเข้าฌานอยู่บน
พื้น
จงหยูค่อยยื่นหน้าเข้าไปกระซิบข้างหูกงซุนชา “ต้าเหริน ถึงยามโฉ่วแล้ว”
รอยยิ้มบนใบหน้ากงซุนชายิ่งเขินอายจนปิดไม่มิด ค่อยๆ ลืมตาที่สาดประกาย
กดดันอันคมกริบ “ออกเดินทาง”
กองทัพรุดหน้าไปตามเส้นทางหุบเขาแคบๆ อย่างเงียบเชียบ บางครั้งอาจเห็น
เงาร่างวาบผ่านท่ามกลางสองฟากข้างหุบเขา ไพร่พลในกองทัพไม่ได้ชะลอความเร็ว
ลงแม้แต่น้อย พวกมันทราบดีว่าเงาร่างเหล่านั้นเป็นสมาชิกของหน่วยเทียนฟง ที่
ล่วงหน้ามาทำความสะอาดเส้นทางให้แก่พวกมัน
ม้าฝานที่เฝ้าระวังปากหุบเขาทันใดนั้นลืมตาโพลง เห็นเงากองทัพอันแน่นขนัด
เคลื่อนเข้ามา ในใจพลันโล่งอก พวกมันไม่ได้ทำภารกิจที่แม่นางน้อยมอบให้ล้มเหลว
กองทัพทะยานร่างตามกัน ออกจากหุบเขาอย่างเงียบเชียบ ทิวป่าหนาทึบด้าน
นอกหุบเขาเป็นเครื่องอำพรางที่ดีที่สุดสำหรับพวกมัน
กงซุนชาเมื่อเดินออกพ้นจากหุบเขา มันชะงักเท้าลงอย่างกะทันหัน แล้วหันไป
มองบนยอดเขาที่สูงที่สุด อดหัวร่อเบาๆ ไม่ได้
ศิษย์พี่เอย รบกวนเพลิดเพลินกับการกินลมชมทิวทัศน์อีกสักครึ่งคืนเถอะ
เฝ้ามองจนกองทัพหายลับไปกับม่านรัตติกาล ม้าฝานค่อยรั้งสายตากลับมา
กล่าวอย่างพึงพอใจ “กลับกันเถอะ!
สำนักกระบี่ไม้
“ซือฟู่ พรุ่งนี้ขอให้ศิษย์ออกไปเป็นคนแรกเถอะ!” ซิวเจ่อหนุ่มรูปโฉมหล่อเหลา
อดร้องขอไม่ได้ มันย่อมเป็นศิษย์รักของเหยียนหยาง เรียกว่าเกาซิ่ว เป็นผู้รับผิดชอบ
ค่ายกระบี่ไม้
เหยียนหยางมองศิษย์รักอย่างเมตตาปราณี มันทุ่มเทความพยายามกับเกาซิ่วอ
ย่างมหาศาล เกาซิ่วผู้นี้ก็ไม่เคยทำให้ซือฟู่ของมันผิดหวัง ก่อนอายุยี่สิบห้าปีก็ขึ้นเป็น
ผู้รับผิดชอบค่ายกระบี่ไม้อย่างเต็มภาคภูมิ มีอีกเรื่องหนึ่งที่หลายคนยังไม่ทราบ นั่นคือ
เกาซิ่วเพิ่งจะได้รับป้ายหยกแม่ทัพบัญชาการศึกระดับเงินอีกด้วย
ด้วยวัยเพียงยี่สิบห้าปีก็สามารถกลายเป็นแม่ทัพบัญชาการศึกระดับเงิน
พรสวรรค์เช่นนี้เพียงพอที่จะสยบทั้งอาณาจักรวารีฟ้าอย่างราบคาบ ไม่มีผู้ใดเหนือล้ า
ไปกว่ามันได้
เหยียนหยางเข้าอกเข้าใจในความกระหายการสู้รบของศิษย์รัก เมื่อเพิ่งจะได้รับ
ป้ายหยกแม่ทัพบัญชาการศึกระดับเงิน ย่อมปรารถนาจะใช้ศึกจริงช่วยขัดเกลาตนเอง
“อย่าห่วงไปเลย พรุ่งนี้ต่อให้เจ้าไม่อยากสู้ ยังไม่อาจหลบหนีการต่อสู้ไปได้” เห
ยียนหยางกล่าวอย่างยิ้มแย้ม จากนั้นสีหน้ากลับกลายเป็นเคร่งขรึมจริงจัง “แต่เจ้า
ต้องระมัดระวังให้มาก ใต้อำนาจของเจ้าเมืองอีกาทองคำมีอยู่สองกองทัพ พวกมันใน
เมื่อสามารถเข่นฆ่าเปิดทางออกมาจากอาณาจักรขุนเขาน้อย ย่อมต้องแข็งแกร่งยิ่ง
หยงเวยที่เจ้ารู้จักมักคุ้น ยาโถวน้อยนางนั้นนับว่ามีสายตาไม่เลว หากนางกล่าวว่าพวก
มันเข้มแข็งเกรียงไกร ย่อมแน่นอนว่าพวกมันต้องเข้มแข็งเกรียงไกรอย่างแท้จริง!”
“ศิษย์จะทุ่มเทสุดกำลัง ไม่ให้เสื่อมเสียชื่อเสียงของสำนัก!” เกาซิ่วปฏิญานตน
เหยียนหยางกลับสั่นศีรษะ “เจ้าผิดแล้ว สิ่งที่เจ้าต้องทำไม่ใช่การสร้างผลงาน
เลิศล้ า เพียงหวังไม่มีข้อผิดพลาด”
เกาซิ่วเงยหน้ามองอย่างตื่นตะลึง
“ทราบหรือไม่ เมื่อข้าล่วงรู้ว่าศัตรูของเราเป็นกองทัพชั้นยอด ไฉนข้าต้องทำการ
เดิมพันกับเหอชิว?” เหยียนหยางกล่าวอย่างมีนัย “ค่ายกระบี่ไม้ไม่ต่างจากกระบี่เล่ม
หนึ่ง ต้องลับคมเสียก่อน จึงสามารถสำแดงพลังอันยิ่งใหญ่ออกมาได้ เจ้าเมืองอีกา
ทองคำผู้นี้เป็นหินลับมีดก้อนหนึ่ง แต่ต้องระมัดระวัง อย่าให้หินลับมีดก้อนนี้ทำให้คม
ของเจ้าเสียหายเสียเอง เจ้าต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ความปลอดภัยของเจ้ามาเป็น
อันดับหนึ่ง ตราบเท่าที่เจ้ายังอยู่ ค่ายกระบี่ไม้ก็ยังคงอยู่ อย่ากลัวว่าในอนาคตจะไม่มี
โอกาสอีก”
เกาซิ่วตื้นตันยิ่ง โขกศีรษะอย่างนอบน้อม “ศิษย์เข้าใจแล้ว”
เหยียนหยางพลันถามว่า “สถานการณ์ในหุบเขาร้อยบุปผาเป็นอย่างไรบ้าง?”
เกาซิ่วรีบตอบ “ซิวเจ่ออาณาจักรขุนเขาน้อยในบริเวณโดยรอบ แทบทั้งหมดไป
รวมตัวกันยังหุบเขาร้อยบุปผา นอกจากนี้ซิวเจ่ออาณาจักรขุนเขาน้อยจำนวนมากจาก
สถานที่อื่นๆ กำลังมุ่งตรงมาจากทุกทิศทาง”
“เจ้าเมืองอีกาทองคำมีชื่อเสียงสูงส่งอยู่ในหมู่คนเหล่านี้ นับว่ามีฝีมืออย่าง
แท้จริง!” เหยียนหยางสรรเสริญ “หากให้เวลามัน มันอาจกลายเป็นยอดวีรบุรุษผู้หนึ่ง
ใช่แล้ว ตอนนี้มันอยู่ที่ใด? จงติดตามการเคลื่อนไหวของมันให้ดี อย่าปล่อยให้คลาด
สายตาไป”
“มันยังคงยืนทอดอารมณ์อยู่บนยอดเขาหลักของหุบเขาร้อยบุปผา คนของเรา
เฝ้าจับตามองมันอยู่ห่างๆ” เกาซิวกล่าวอย่างยิ้มแย้ม “ว่ากันว่า มันยืนกินลมชม
ทิวทัศน์มาครึ่งค่อนคืนแล้ว คาดว่าการต่อสู้ในวันรุ่งขึ้นคงทำให้มันปวดเศียรเวียน
เกล้าไม่เบา!”
“มังกรเข้มแข็งไม่รุกรานงูเจ้าถิ่น เจ้าจงจดจำสิ่งนี้เอาไว้ให้มั่น ภายภาคหน้า
อย่าได้กระทำผิดพลาดเช่นเจ้าเมืองอีกาทองคำผู้นี้”
“ศิษย์ทราบแล้ว”
จั่วม่อยืนบนยอดเขา ปล่อยให้ลมเย็นปะทะใบหน้าจนด้านชา อดก่นด่าสาปแช่ง
ไม่ได้ “แผนโง่เง่าอันใด ต้องให้เกอยืนกินลมชมทิวทัศน์อยู่ครึ่งค่อนคืน หากยังเป็น
เช่นนี้ต่อไป เกอจะกินลมจนคลุ้มคลั่งแล้ว!”
อากุ่ยนั่งเงียบๆ อยู่ข้างกายมัน นอกเหนือจากในยามที่มันลงมือต่อสู้ ไม่ว่าจั่วม่อ
ไปที่ใด นางก็จะติดตามมาราวกับหุ่เนชิด เจ้าดำน้อยงีบหลับอยู่ศีรษะของอากุ่ย เจ้า
เพลิงน้อยกับเจดีย์น้อยเต็มไปด้วยเรี่ยวแรงล้นเหลือ ไล่ขับกันไปรอบกายอากุ่ยอย่าง
เบิกบานใจ นกโง่ยืนอยู่ข้างกายอากุ่ยอย่างเงียบเชียบ นางพอได้ยินคำพร่ าบ่นของ
จั่วม่อ อดเหลือกตาไม่ได้
น่าเบื่อหน่ายไม่น้อย จั่วม่อคิดพลางยื่นมือไปหาเจ้าเพลิงน้อย “เจ้าเพลิงน้อย
เข้ามานี่”
ได้ยินคำเรียกหา เจ้าเพลิงน้อยพุ่งเข้าหาจั่วม่ออย่างยินดีปรีดาทันที จั่วม่อคว้า
จับเจ้าเพลิงน้อย นุ่มนิ่มสบายมือ สองมือมันขยี้ขยำเจ้าเพลิงน้อยอย่างเมามัน พลาง
ยกขึ้นมาเพ่งพินิจอย่างอยากรู้อยากเห็น บีบแน่น แล้วคลายมือ บ่นพึมพำว่า “อา เจ้า
ไฉนไม่พ่นไฟ?”
เจดีย์น้อยที่เตรียมจะเข้าร่วมสนุกถึงกับชะงักกึก ตัวแข็งทื่อ จากนั้นกระถดถอย
ออกไปเงียบๆ
เจ้าเพลิงน้อยที่น่าสงสารถูกจั่วม่อบีบนวดจนพ่นเปลวไฟเล็กๆ ออกมา อย่างไรก็
ตาม คิดไม่ถึงกลับยิ่งทำให้จั่วม่อกระตือรือร้นสนใจมากขึ้น ยิ่งบีบนวดอย่าง
เพลิดเพลินกว่าเดิม
“น่าสนใจ น่าสนใจจริงๆ!”
เจ้าเพลิงน้อยกลายเป็นถุงที่สามารถพ่นไฟ พอบีบมัน มันก็จะพ่นเปลวไฟเล็กๆ
ออกมา เจ้าเพลิงน้อยร้องจี้จี้เสียงละห้อย แต่ไม่ว่ามันจะดิ้นรนเท่าใด ก็ไม่มีปัญญา
หลบหนีจากอุ้งมือมารคู่นั้นได้ ได้แต่พ่นไฟอย่างอดสูไม่หยุดยั้ง
เจดีย์น้อยหลบไปแอบอยู่หลังศีรษะของอากุ่ย ร่วมกับเจ้าดำน้อย เฝ้ามองเจ้า
เพลิงน้อยอย่างเห็นอกเห็นใจ
ทันใดนั้นจั่วม่อสองมือเจ็บแปลบ คลายมือออกอย่างไม่อาจควบคุม เจ้าเพลิง
น้อยฉวยโอกาสฝ่าวงล้อม หลบหนีออกจากเงื้อมมือมารสำเร็จ
จั่วม่อหันขวับ สิ่งที่ต้อนรับมันคือสายตารังเกียจเหยียดหยามของนกโง่ เมื่อครู่นี้
เป็นนางเองที่จิกใส่มือจั่วม่อ
มันเหม่อมองนกโง่อย่างงุนงงและอัศจรรย์ใจ
การจิกนี้… … รุนแรงยิ่ง!
มันผู้ครอบครอบสังขารปิศาจมหาทิวาอันเลิศล้ าในต่ าใต้ … … ถูกนกจิกใส่เพียง
ทีเดียว ถึงกับมิอาจไม่คลายมือ… …
จั่วม่อจ้องมองนกโง่อย่างไม่เชื่อสายตา ทว่าเหตุการณ์ต่อจากนั้น กลับทำให้มัน
ตื่นตะลึงยิ่งกว่า!