การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 443 ต้วนอวี้หรานเสียสติไปแล้ว (2)
ของขวัญที่เชวียหนิงหรานส่งมาให้ใช้ผ้าห่ออย่างสวยงามและแน่นหนา แม้แต่ต้วนชิงหมิงยังสงสัยว่าของที่ห่อ
อย่างดีนี้ สรุปแล้วมันคืออะไรกัน
เมื่อต้วนชิงหมิงพูดจบลง สีหน้าของต้วนอวี้พลันแดงขึ้นมาทันที เขาบิดตัวไปมาด้วยความเก้อเขิน พูดเสียงอ่อย
“พี่ชิงหมิง อย่างนั้นของขวัญของพี่เชวียหนิงหราน เดี๋ยวตกกลางคืนข้าค่อยเปิดดูได้หรือไม่?”
เขาหวังว่าจะได้ดูของขวัญของเชวียหนิงหรานชิ้นนี้เพียงผู้เดียว
ตั้งแต่ต้วนอวี้ไม่ได้สนย้อนเวลากลับมาในยุคโบราณ นี่เป็นของขวัญชิ้นแรกที่เชวียหนิงหรานมอบให้กับเขา ดังนั้น
ในใจลึกๆ ของเขาอยากเก็บของขวัญชิ้นนี้ไว้ดูเพียงผู้เดียว
เด็กสาวถึงกับเลิกคิ้วขึ้น มองไปที่น้องชายที่กำลังหน้าแดงระเรื่อด้วยความเขินอาย พูดแซวขึ้น “หืม แค่ของขวัญ
วันเกิดเท่านั้นเอง จะไม่ให้คนอื่นดูบ้างเลยหรือ ไม่รู้ว่าถ้าพี่หนิงหรานมาที่นี่ อวี้เอ๋อร์คงนำของขวัญไปเก็บซ่อนไม่ให้พี่ดู
ละสิท่า?”
ทันทีที่ต้วนชิงหมิงพูดจบลง สีหน้าของต้วนอวี้กลับแดงกํ่าขึ้นมา จนเขาก้มหน้าก้มตามองไปที่พื้นกลบความเขิน
อายที่มี “พี่ชิงหมิงอย่าพูดแบบนั้นเลย หากพี่หนิงหรานมาได้ยินจะคิดมากได้”
เด็กสาวหัวเราะลั่นออกมาเสียงดัง “อย่างนั้น อวี้เอ๋อร์กลัวพี่หนิงหรานคิดมาก หรือกลัวพี่ชิงหมิงคนนี้คิดมาก
มากกว่ากัน?”
ได้ยินดังนั้นต้วนอวี้หน้าที่แดงอยู่แล้วก็แดงขึ้นไปอีก จนเวลาผ่านไประยะหนึ่ง เขาจึงไอกระอ้อมกระแอ้มออกมา
ถามขึ้นว่า “เหตุใดพี่หนิงหรานยังไม่มาอีกขอรับ?”
เป็นที่รู้ว่าวันนี้เป็นวันเกิดครบรอบหกปีของต้วนอวี้ ตามหลักแล้วเชวียหนิงหรานควรมาแสดงความยินดี แต่ถึง
ตอนนี้กลับยังไม่เห็นแม้แต่เงาของนาง ต้วนอวี้จึงรู้สึกท้อใจออกมา
ต้วนชิงหมิงเผยยิ้ม ก่อนปลอบใจน้องชายตัวน้อย “อวี้เอ๋อร์วางใจได้ วันนี้ตอนเช้า พี่หนิงหรานให้คนนำจดหมาย
มาส่งบอกวันนี้ต้องทานข้าวกับครอบครัวฉลองปีใหม่ก่อน หลังจากเสร็จแล้วจะรีบมาอวยพรเจ้าทันที!”
เขาทำได้เพียงยู่ปากโดยไม่พูดอะไร
วันนี้เป็นวันที่หกหลังวันตรุษจีน ตามหลักแล้วทุกจวนทุกบ้านต่างต้องทานข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากัน
หลังจากที่เชวียหนิงหรานทานข้าวเรียบร้อยแล้ว นางจึงสามารถออกมาร่วมงานวันเกิดของต้วนอวี้ได้
ระหว่างที่พี่น้องคู่นี้กำลังสนทนากัน บ่าวรับใช้ที่คอยต้อนรับแขกอยู่ห้องโถงรับรองก็เดินเข้ามา ยกมือทำความเคา
รพต้วนชิงหมิงกับต้วนอวี้ พูดอย่างเคารพนอบน้อม “คุณหนูใหญ่ คุณชายใหญ่ นายท่านให้มาตามขอรับ!”
ต้วนชิงหมิงตอบรับทราบและให้บ่าวกลับไปรายงานต้วนเจิ้ง ก่อนช่วยต้วนอวี้แต่งตัว และแขวนสร้อยกระพรวน
ของขวัญวันเกิดจากนาง พลางเดินจับมือกันไปที่ห้องโถงรับรอง
เมื่อทั้งสองคนไปถึง ต้วนเจิ้งที่ยืนรออยู่นานแล้วได้เห็นต้วนอวี้ที่แต่งตัวดูดี จึงพูดอย่างพออกพอใจ “อืม อวี้เอ๋อร์
ผ่านวันนี้ไปก็อายุเจ็ดปีแล้วโตขึ้นอีกปีแล้วนะ”
ระหว่างที่ต้วนอวี้ยืนฟังอยู่ เขารู้สึกได้ถึงสายตาที่แหลมคมจับจ้องมาจากที่ไกลๆ เมื่อมองไปก็เห็นสายตาของหลิว
หรงกำลังจ้องเขม็งมาที่เขา
เด็กน้อยอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเยาะในใจ เขามองไปที่ต้วนเจิ้ง พูดขึ้นเสียงดังฟังชัด “อวี้เอ๋อร์น้อมรับคำสั่งสอนของ
ท่านพ่อขอรับ”
ทางด้านต้วนชิงหมิงที่ได้ยินก็แอบอมยิ้มออกมา “ท่านพ่อดูสิเจ้าคะ อวี้เอ๋อร์ของเราโตขึ้นอีกปีแล้ว นิสัยก็โตขึ้น
เยอะเลยเจ้าค่ะ”
ทว่า นั่นเป็นเพียงภาพลักษณ์ที่ต้วนอวี้ตั้งใจแสดงออกมาเท่านั้น ลองคิดดูวิญญาณของคนอายุยี่สิบกว่าปี ต้องจับ
พลัดจับผลูมาอยู่ในร่างของเด็กคนหนึ่ง เช่นนั้นจะให้เขาดีใจออกมาได้อย่างไร
ทางด้านหลิวหรงยกมือขึ้นมาปั้องปากที่แอบแสยะยิ้ม นางจึงพูดยิ้มๆ ไปทางต้วนอวี้ “คุณชายใหญ่โตขึ้นแล้ว
ย่อมดูแตกต่างกับปีที่แล้วมากเจ้าค่ะ”
นางกัดฟันพูด ทุกคำเต็มไปด้วยการเสียดสีและเหน็บแนบ
เชอะ! ต้วนอวี้โตขึ้นอีกปีแล้ว แต่บุตรสาวของนางกลับต้องหายตัวไปเพราะต้วนชิงหมิง
ขอเพียงนึกถึงเรื่องที่ต้วนอวี้หรานหายตัวไป หลิวหรงก็ได้แต่ขบฟันแน่น เพียงแต่ต้วนเจิ้งยืนอยู่ตรงหน้า นางจึง
แสร้งทำเป็นยิ้มและอวยพรให้ต้วนอวี้
เด็กน้อยได้ฟังคำอวยพรของหลิวหรงก็ตอบกลับเสียงเรียบ “ความหมายของอี๋เหนียงคือ……หวังว่าข้าอย่าได้โต
ขึ้นใช่หรือไม่?”
ต้วนอวี้ในตอนนี้ไม่เหมือนกับปีที่แล้วอย่างแน่นอน ในความเป็นจริงต้วนอวี้ย้อนเวลากลับมาในยุคโบราณ พร้อม
กับความจำในโลกศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดผสมรวมกับความทรงจำของร่างต้วนอวี้ เขาจึงรู้ว่าสิ่งที่ต้วนอวี้เคยประสบพบเจอมี
อะไรมาบ้าง ไม่ว่าจะเป็นถูกคนกลั่นแกล้ง แม่นมที่ไม่สามารถปกปั้องเขาได้ ทำให้ต้วนอวี้มีนิสัยที่อ่อนแอและขี้ขลาด เชื่อ
ว่าหากไม่ได้ย้อนเวลากลับมาอยู่ในร่างของเด็กน้อยผู้นี้ ต้วนอวี้ผู้นี้จะไม่สามารถยืนหยัดขึ้นสู่และมีอนาคตได้อีกครั้งอย่าง
แน่นอน
หลิวหรงได้ฟังที่ต้วนอวี้พูดถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง… คิดไม่ถึงเลยว่าต้วนอวี้ที่ดูใสซื่อ กลับพูดแขวะนางแบบนี้ได้
เห็นทีคงขาดการอบรมสั่งสอนที่ดี แต่ไม่เป็นไรนางไม่กลัวแม้แต่น้อย เพราะว่านางตัดสินใจที่จะกลับมาโหดเหี้ยมอำมหิต
ดังเดิมแล้ว ไม่ว่าต้วนอวี้จะมาไม้ไหน จุดจบมีเพียงสองทางเท่านั้น นั่นก็คือ ความตายที่ไร้ลมหายใจกับความตายที่
ทรมานทั้งเป็น
เวลาเดียวกัน ต้วนชิงหมิงก้าวเท้าไปด้านหน้าหนึ่งก้าว พร้อมกับดึงต้วนอวี้มาหลบอยู่ข้างหลัง นางจ้องไปที่แวว
ตาหลิวหรง ตีความได้ว่าครั้งนี้หลิวหรงตั้งใจกลับมาเล่นงานต้วนอวี้โดยเฉพาะ
ดูก็รู้ว่าที่หลิวหรงตั้งใจแต่งตัวอย่างเต็มองค์ทรงเครื่องมาในวันนี้ เพราะต้องการรอฉากเปิดศึกนี้ก็เท่านั้นเอง
วันนี้หลิวหรงสวมชุดกระโปรงที่ทำจากผ้าไหมสีฟั้าอ่อนชั้นดี ที่เอวผูกแผ่นหยกห้อยติดไว้ ด้านบนของชุดปัก
ดอกไม้ที่นํ้าเงินจนทั่ว เพียงมองดูแค่เเวบเดียวก็ทราบได้ทันทีว่าไม่ใช่เส้นไหมธรรมดา แต่เป็นผ้าไหมที่ได้รับความนิยม
ที่สุดในเวลานี้ ผมที่ดำขลับถูกเกล้าขึ้นเผยให้เห็นคิ้วที่โก่งดั่งคันศร ริมฝีปากรูปกระจับ และใบหน้าขาวบริสุทธิ์ที่เรียบ
เนียนดูแล้วทำให้ใจหวั่นไหว
ระหว่างนั้นต้วนชิงหมิงใช้สายตาที่ดูแคลนมองไป บังเอิญเห็นหลิวหรงใช้สายตาที่ยั่วยวนมองไปที่ต้วนเจิ้ง เด็ก
สาวได้แต่หัวเราะเยาะในใจ เห็นทีเพื่อต้องการให้ได้ความรักจากต้วนเจิ้งกลับมา นางต้องทุ่มเททำทุกอย่างโดยไม่สนใจ
อะไรทั้งนั้นหรือ
ถึงแม้ใบหน้าของหลิวหรงจะยิ้มอย่างหยาดเยิ้ม แต่ในใจของนางกลับมีแต่ความจงเกลียดจงชังปะทุอยู่ข้างใน…
ในคํ่าคืนนี้นี่เอง นางสามารถสืบหาร่องรอยเหตุการณ์ ที่เกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของต้วนอวี้หรานพบแล้ว และเรื่องนี้
เชื่อมโยงกับต้วนอวี้
เพียงแต่คนในเรือนข้างหลังจวนต้วน แต่ละคนต่างมีไหวพริบเอาตัวรอดกันได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะไปสอบถามหาความ
อะไรคงไม่พูดความจริงออกมา ขอเพียงมองตาเท่านั้นจะสามารถคาดเดาได้ว่าอีกฝั่ายกำลังคิดอะไรอยู่
ในเวลานี้ เห็นได้ชัดว่าหลิวหรงกำลังใช้สายตาแห่งความเกลียดชัง ที่แอบซ่อนไว้ภายใต้รอยยิ้มที่ห่วงใยมองต้วนอ
วี้อยู่ ด้านต้วนชิงหมิงที่เห็นเรื่องราวทั้งหมด กลับรู้สึกสะอิดสะเอียนในการกระทำของหลิวหรงขึ้นมา
นางสัมผัสได้ถึงสายตาอันแหลมคมกำลังจับจ้องมาที่นาง เมื่อกลับตัวไปก็พบต้วนอวี้หรานกำลังยิ้มอย่างคนเสีย
สติจ้องมองไปที่ต้วนอวี้อย่างแน่นิ่ง โดยไม่รู้ว่ากำลังครุ่นคิดอะไรอยู่
ต้วนชิงหมิงมองไปที่ต้วนอวี้หรานพร้อมกับความรู้สึกผิดปกติในใจขึ้นมา วันนี้ต้วนอวี้หรานดูแปลกไปกว่าที่นาง
เคยเห็นมา
หลิวหรงมองตามสายตาของต้วนชิงหมิงจึงทราบได้ทันทีว่า ต่อให้ต้วนชิงหมิงอยากปกปิดมากเท่าไร ก็ไม่สามารถ
ปกปิดได้มิด ทว่าต้วนอวี้หรานกลับเดินเข้าไปจับมือของต้วนชิงหมิงขึ้นมาและพูดว่า “พี่ชิงหมิงหลายวันมานี้หรานเอ๋อร์
ไม่ค่อยสบาย ไม่ว่าจะทำอะไรก็ไม่ค่อยสดชื่นเท่าไรนัก”
ต้วนชิงหมิงยิ้มเล็กน้อยออกมา “ในเมื่อน้องอวี้หรานไม่สบายก็พักผ่อนให้มากๆ ไม่จำเป็นต้องออกมาเดินในที่
อากาศหนาวเหน็บแบบนี้ มิอย่างนั้นอาการที่เป็นอยู่อาจจะหนักขึ้นได้”
เมื่อเห็นต้วนชิงหมิงใช้เรื่องอากาศที่หนาวเหน็บพูดกลบเกลื่อน หลิวหรงที่ได้ยินพลันกัดฟันกรอดๆ ขึ้นมาด้วย
ความโกรธเป็นที่สุด