การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 633 ความผิดของต้วนอวี้หราน
เดิมที ต้วนเจิ้งคิดไม่ถึงว่าเรื่องนี้จะสลับซับซ้อนเพียงนี้ ทว่า ต้วนอวี้กลับสืบสาวราวเรื่องคุยได้ไม่นานนัก ก็
สามารถทำให้เรื่องราวกระจ่างชัดขึ้นมา
เรื่องในวันนี้เห็นชัดว่าเป็นความผิดของต้วนอวี้หราน ต้วนเจิ้งไม่คิดปกปั้องคนผิด จึงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเปรย
ขึ้นว่า “เรื่องนี้เป็นความผิดของหรานเอ๋อร์ ข้อแรก เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์มิใช่บ่าวใช้ของนาง หากเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์มีความผิดจริง นาง
ควรเข้าไปบอกกับหมิงเอ๋อร์โดยตรง เพื่อให้จัดการเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ ส่วนข้อที่สอง หรานเอ๋อร์ไม่ควรให้บ่าวใช้ถือไม้เข้ามาที่นี่
เพราะนั่นเป็นการเสียมารยาทและฉีกหน้าตระกูลต้วนด้วยมือ”
ต้วนอวี้พยักหน้า อมยิ้มออกมา “คำพูดของท่านพ่อ ช่างตรงประเด็นตรงจุดที่สุดขอรับ ลูกขอคารวะขอรับ!”
ต้วนเจิ้งอมยิ้ม ก่อนถามขึ้น “ส่วนเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ใช้วิธีใดทำให้หรานเอ๋อร์เดือดดาลขึ้นมา? อีกอย่างทำไมหรานเอ๋
อร์ถึงเลือกช่วงเวลาที่หมิงเอ๋อร์ไม่อยู่เข้ามาเรือนอย่างพลการ?”
พูดก็พูดเถอะ จุดนี้ยังคงเอามาเป็นประเด็นปัญหาได้อยู่
ต้วนอวี้กำลังรอคอยให้ต้วนเจิ้งถามประโยคขึ้นมาตั้งนานแล้ว เขาจึงรีบหันไปตอบยิ้มๆ ได้ในทันใด “ความสงสัย
ของท่านพ่อ ก็เป็นจุดที่ลูกสงสัยด้วยเหมือนกันขอรับ… โชคดีเหลือเกินที่ระหว่างลูกเดินมา บังเอิญพบกับคนสองคนที่รู้
ที่มาที่ไปของเรื่องทั้งหมดขอรับ”
ต้วนเจิ้งรีบถามขึ้นอย่างแปลกใจ “เรื่องนี้ อวี้เอ๋อร์ก็ยังรู้คำตอบอีกอย่างนั้นหรือ?”
“ท่านพ่อพูดเกินไปขอรับ ลูกก็แค่บังเอิญพบโดยบังเอิญต่างหาก” ต้วนอวี้ตอบยิ้มๆ
ต้วนเจิ้งพยักหน้าเชื่อถือ แต่ในแววตากำลังครุ่นคิดเรื่องนี้อยู่
ต้วนอวี้โบกมือไปมา เอ่ยขึ้น “เอาตัวบ่าวสองคนนั้นเข้ามา”
ต้วนอวี้หรานที่ได้ยินเสียงนั้น หน้ากลับซีดเป็นไก่ต้มอย่างไรอย่างนั้น
ถ้ารู้ก่อนหน้านี้ว่าคนที่ต้วนอวี้ต้องการชี้ “สองคน” เป็นใคร แต่หลังจากต้วนอวี้พูดจบลง ต้วนอวี้หรานก็เข้าใจใน
บัดดล ว่าเป็นบ่าวใช้ตัวน้อยสองคนที่เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์วิงวอนขอร้องให้ปล่อยไป ที่แท้ เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ที่ดูเงียบๆ กลับมาคน
คอยอยู่ข้างหลังอย่างนั้นหรือ?
ต้วนอวี้หรานสะดุ้งเฮือกจนตัวเกือบลอย นางชี้หน้าต้วนอวี้ พูดใส่อารมณ์ “ต้วนอวี้ เจ้ากล้าร่วมมือกับเซี่ยฉ่าวเอ๋
อร์มาเล่นงานข้า?”
ต้วนอวี้หันหน้ากลับมามองต้วนอวี้หราน ด้วยสีหน้าอย่างคนฟังเข้าใจ
เขาพูดราบเรียบว่า “คุณหนูรอง กรุณาสำรวมฐานะด้วย… คำพูดจะมากล่าวหากันพล่อยๆ มิได้ เข้าใจไหม?”
ต้วนอวี้หรานตัวชากับสายตาที่ต้วนอวี้มองกลับมา จนหมดเรี่ยวแรงขยับปาก
ทางด้านต้วนเจิ้งที่ยืนฟังเรื่องราวทั้งหมด กล่าวตำหนิเชิงโกรธ “หรานเอ๋อร์ เจ้ามากเกินไปแล้ว ถอยลงไปเดี๋ยวนี้”
สีหน้าของต้วนอวี้หรานซีดลงไปถนัดตา นางวิ่งไปข้างหน้าคุกเข่าลงกับพื้นเบื้องหน้าต้วนเจิ้ง ร้องไห้ออกมา “ท่าน
พ่อ ท่านพ่อ ช่วยเป็นพยานให้ลูกด้วย… ต้วนอวี้กำลังกลั่นแกล้งลูก เขาร่วมมือกับเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์มาก่อนแล้วเจ้าค่ะ”
ต้วนอวี้หรานอยากบอกว่า ต้วนอวี้กับเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ได้ร่วมมือนัดแนะกันมาก่อนแล้ว บีบให้นางไม่รู้ว่าจะพูด
อย่างไรดี
ต้วนเจิ้งหันมองต้วนอวี้หรานด้วยสีหน้าดุดัน พูดออกโกรธๆ “บอกพ่อมาซิ ว่าไม้ในมือของบรรดาบ่าวใช้ เป็นสิ่งที่
อวี้เอ๋อร์กับเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์สั่งให้เจ้าทำ? หรานเอ๋อร์คงไม่ได้จะบอกพ่อนะว่า การมาที่เรือนหมิงเอ๋อร์ของเจ้า ก็เป็นสิ่งที่อวี้
เอ๋อร์กับเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์วางแผนเหมือนกัน?”
ต้วนเจิ้งพูดจบลง ต้วนอวี้หรานถึงกับสะอึกจนอ้าปากค้าง
ต้วนอวี้หรานมองไปที่ต้วนอวี้ด้วยแววตาเคียดแค้น “อวี้เอ๋อร์… พี่รู้ว่าไม่ได้ดีกับเจ้าเหมือนพี่ใหญ่ แต่ไม่ว่าอย่างไร
พี่ก็เป็นพี่ของเจ้าคนหนึ่ง ทำไมเจ้าถึงใจจืดใจดำร่วมมือกับคนอื่นด้วน?”
ต้วนอวี้มองด้วยสีหน้าและแววตานิ่งเรียบ แฝงไปด้วยความดูถูกเหยียดหยามเป็นที่สุด… พี่รองทำไมต้องเอาตัวมา
เปรียบกับพี่ใหญ่ด้วย พี่รองไม่คู่ควรแม้แต่จะเปลี่ยนรองเท้าให้พี่ใหญ่เลย!
จากนั้น นํ้าตาทั้งสองข้างได้เอ่อไหลออกมาจาก แววตาของต้วนอวี้หราน
ต้วนอวี้ขมวดคิ้วขึ้น ถามว่า “พี่รองเป็นอะไรไปหรือ? ตอนนี้เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์กำลังล่วงเกินพี่รองอยู่ น้องกำลังถาม
หาความคิด เพื่อช่วยทวงความยุติธรรมให้กับพี่รองอยู่… หรือว่าพี่รองยังมีเรื่องที่ยังไม่ได้บอกท่านพ่ออีกหรือ?”
สายตาของต้วนอวี้จ้องมองราวกับว่า ต้วนอวี้หรานยังมีบางอย่างที่ปกปิดอยู่
ด้วยความตกใจ ต้วนอวี้หรานถึงกับตอบทันควัน “ไม่มี ไม่มี ไม่มีเรื่องอื่นแน่นอน”
ต่อให้มีจริงก็มิอาจพูดออกมาได้ ไม่มีทางบอกต้วนอวี้จริงเป็นอันขาด
ต้วนอวี้ได้ฟังถึงกับอมยิ้ม “ถ้าไม่มีแล้วละก็ เชิญพี่รองไปนั่งด้านข้างก่อน ให้น้องได้สืบหาความจริงทั้งหมดให้
ชัดเจนจะดีกว่า”
เหมือนต้วนอวี้หรานกำลังจะอ้าปากพูด กลับถูกต้วนเจิ้งหันไปจ้อง จนนางอํ้าอึ้งไม่รู้จะพูดอะไรออกมา
บ่าวใช้ตัวน้อยสองคนนั้นถูกนำตัวเข้ามา เมื่อเห็นต้วนอวี้นั่งเป็นประธาน ทั้งสองคนรีบก้มหน้าคำนับกับพื้น “บ่าว
ชื่อเสี่ยวเหอ บ่าวชื่อเสี่ยวอวี้ คารวะนายท่าน คารวะคุณชายใหญ่”
ต้วนอวี้ยกมือขึ้นมา “เอาล่ะ ข้ามีเรื่องที่จะต้องถามพวกเจ้าทั้งสอง พวกเจ้าจงตอบตามความเป็นจริง อย่าได้คิด
ปกปิดแม้แต่นิดเดียว เข้าใจไหม?”
บ่าวใช้สองคนนั้นอายุเจ็ดปีคนหนึ่ง แปดปีคนหนึ่ง เสี่ยวเหออายุมากกว่า มีจึงความกล้าที่มากกว่าเหมือนกัน นาง
หันไปพยักหน้าให้ต้วนอวี้ “คุณชายใหญ่วางใจได้ พวกบ่าวจะตอบตามที่คุณชายใหญ่ตามความจริงทั้งหมดเจ้าค่ะ”
ต้วนอวี้จึงเริ่มถามขึ้น “อย่างนั้น ข้าขอถามพวกเจ้าสองคน บาดแผลบนตัวของพวกเจ้ามาได้อย่างไร?”
เสี่ยวอวี้แอบเหลือบมองเสี่ยวเหอ เสี่ยวเหอแอบปรายตามองต้วนอวี้หราน ก่อนจะตอบกลับว่า “เรียนคุณชาย
ใหญ่ เป็นเพราะบ่าวทำผิด คุณหนูรองจึงลงโทษเจ้าค่ะ”
เดิมที เสี่ยวเหออยากบอก คุณหนูรองตบตีพวกนาง แต่ถ้าพูดออกไปเกรงว่าจะตรงเกินไป จึงพูดเพียงครึ่งเดียว
ต้วนอวี้พยักหน้ารับทราบ “อย่างนั้น พวกเจ้าสองคนบอกข้ามาได้หรือไม่ พวกเจ้าทำผิดด้วยโทษอันใด ถึงถูกคุณ
หนูรองลงโทษหนักปานนี้?”
เสี่ยวเหอได้ฟังจึงตอบอย่างระมัดระวังคำพูด “เรียนคุณชายใหญ่ เพราะว่าพวกบ่าวเห็นคุณหนูรองถีบชุนเอ๋อร์ชน
เสาจนสลบตายไป จากนั้นเรื่งนี้แพร่ออกไป คุณหนูรองนึกว่าเป็นพวกบ่าวที่เอาไปโพนทะนา จึงลงโทษพวกบ่าวเจ้าค่ะ”
ต้วนอวี้มิทันได้ถามต่อ ทางด้านต้วนเจิ้งกลับพูดอย่างชุนเชียว “พวกเจ้าพูดว่าอะไรนะ?”
ต้วนอวี้หรานถีบตนจนตาย เรื่องนี้เเพร่ออกไปแล้ว เหตุใดต้วนเจิ้งกลับไม่ทราบ?
เมื่อต้วนอวี้หรานเห็นต้วนเจิ้งโกรธขึ้นมา นางไม่รีรอรีบคุกเข่า ก่อนที่ต้วนอวี้จะถามต่อไป “เรียนท่านพ่อ ลูกมี
บางสิ่งอยากพูดเจ้าค่ะ”
“เจ้าพูดออกมา” ต้วนเจิ้งหน้าดำหน้าแดง
ต้วนเจิ้งพยายามระงับความโกรธ ด้วยการกำมือทั้งสองข้างจนแน่น กระทั่งเส้นเลือดตรงหน้าผากปูดโปนขึ้นมา
ต้วนอวี้หรานมองไปที่ต้วนเจิ้ง พูดอย่างน่าสงสาร “เพราะชุนเอ๋อร์ตั้งใจเอานํ้าร้อนมาลวกปากลูก ลูกจึงผลักนาง
หนึ่งที แต่นางกลับล้มชนเสาตายเองเจ้าค่ะ”
ทางด้านเสี่ยวอวี้รีบพูดขัดขึ้น “ไม่ใช่อย่างนั้นเจ้าค่ะ ชุนเอ๋อร์ถูกคุณหนูรองจีบจนกระเด็นกระแทกกับเสาจนตาย
เจ้าค่ะ”
เสี่ยวอวี้เป็นคนที่ไหวพริบว่องไว นางรู้ว่าเรื่องในวันนี้จะยอมมิได้ ต่อให้นางไม่พูดอะไร แต่กลับไปต้วนอวี้หราน
ต้องไม่ปล่อยเสี่ยวเหอแน่ๆ ไม่สู้ใช้โอกาสที่อยู่ต่อหน้าต้วนเจิ้ง พูดความจริงทั้งหมดออกมา เพื่อจะได้ไม่ต้องกลับไปอยู่รับ
ใช้คุณหนูรองอีก……
ต้วนอวี้หรานได้ฟังถึงกับถลึงตาโตจ้องเขม็งมา ทำเอาเสี่ยวอวี้รีบเข้าไปหลบด้านหลังเสี่ยวเหอ
ต้วนเจิ้งที่เห็นเช่นนั้น ก็หัวเราะขึ้นมา “เอาล่ะ เอาล่ะ……”
ทางด้านต้วนเจิ้งพูด “เอาล่ะ” มามากมายหลายต่อหลายครั้ง จากนั้นเขาก็พูดอย่างเย็นชาว่า “นึกไม่ถึงเลยว่า
หรานเอ๋อร์ยังมิยอมพูดความจริงจนถึงตอนนี้อีก”
ต้วนอวี้หรานที่คุกเข่าอยู่เอาแต่ก้มหน้า ไม่ขยับตัว ไม่ตอบอะไรกลับมา
ไม่นานนัก ต้วนเจิ้งได้ถามขึ้นว่า “คนก็ถีบจนตายไปแล้ว จะเรียกมาเล่าเรื่องได้ยังไง? เจ้าได้ให้เงินกับครอบครัว
ชุนเอ๋อร์ไหม? แจ้งทางการหรือยัง? สั่งโรงศพบรรจุนางอย่างดีไหม?”
“เรียนนายท่าน บ่าวได้ยินคุณหนูรองพูดกับหู ว่าเรื่องนี้เสท่อมเสียชื่อเสียงของนาง ดังนั้นจะไม่แจ้งครอบครัวชุน
เอ๋อร์ ไม่ต้องให้เงินครอบครัวนาง ส่วนชุนเอ๋อร์ก็ไม่ต้องหาโรงมาใส่… คุณหนูหาบุรุษสองคนให้หิ้วนางไปโยนไว้ในปั่าช้า
ช่วงกลางคืนก็เพียงพอแล้ว……”