การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 760 ปลอมตัวเป็นต้วนชิงหมิงถึงรอดมาได้
- Home
- การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง
- ตอนที่ 760 ปลอมตัวเป็นต้วนชิงหมิงถึงรอดมาได้
บ่าวใช้เด็กคนนั้นเพิ่งเข้ามารับใช้ที่เรือนต้วนชิงหมิงได้ไม่นาน นางชื่อว่าเสียวหลู่ เป็นเด็กขยันขันแข็ง และถูกใจ
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์อยู่ไม่น้อย
เมื่อเอ่ยถึงภูมิหลังเสียวหลู่ นางเป็นเด็กน้อยที่เกิดในครอบครัวยากจน ตั้งแต่เล็กยังไม่เคยพบเจอเรื่องราวต่างๆ ชิ
วหนิงจึงช่วยเข้าอบรมสอนสั่งให้นาง จนเสียวหลู่เชื่อฟังคำพูดชิวหนิง
ในวันนี้เป็นเวรของเสียวหลู่ที่ต้องเฝั้าอยู่หน้าประตูเรือน ปกติมีเพียงนายท่าน คุณหนูใหญ่ต้วนและชุนถาวเข้า
ออก จนนางคุ้นเคยไปแล้ว แต่กลับนึกไม่ถึงว่าวันนี้จะมีบุรุษปีนข้ามกำแพงเข้ามาในเรือน เสียวหลู่ไม่เคยเห็นเหตุการณ์
แบบนี้มาก่อน จึงเกิดตกอกตกใจขึ้นมา
ด้วยความตระหนก เสียวหลู่พลันหน้าซีดเผือด และรับมือกับองค์ชายชิงตั๋วอย่างระมัดระวัง อย่างไรก็ตาม จากที่
ชิวหนิงกำชับกำชามา นางห้ามล่วงเกินบุรุษผู้นี้ และห้ามปล่อยให้เขาเข้าไปในห้องเป็นอันขาด
ในเวลานี้ ชิงตั๋วตะคอกเสียงดัง จนเสียวหลู่ผงะถอยหลังไปสองก้าว นางตอบเสียงอ่อย “องค์ชายชิงตั๋ว บ่าวทำ
ตามคำสั่งเท่านั้นเจ้าค่ะ… ขอให้องค์ชายอย่าได้ลงโทษบ่าวเลย หากคุณหนูไม่อนุญาต เสียวหลู่มิกล้าปล่อยให้องค์ชาย
เข้าไปด้านในเข้าค่ะ… สองวันมานี้คุณหนูร่างกายยํ่าแย่ องค์ชายมาเยี่ยมคุณหนูก็คงทราบว่าคนปั่วยไม่ชอบความวุ่นวาย
องค์ชายพูดเสียงดังแบบนี้ อาจทำให้คุณหนูตกใจได้ อีกอย่างพี่ชิวหนิงไปรายงานคุณหนูแล้ว อีกประเดี๋ยวคงออกมา
องค์ชายโปรดรออย่างใจเย็นเถิดเจ้าค่ะ”
บ่าวใช้เด็กฝีปากไม่ธรรมดา คำพูดของนางทำให้หน้าขององค์ชายแดงระเรื่อขึ้นมา จนจ้องไปที่นาง “รายงาน…
เข้าไปรายงาน เจ้าเห็นองค์ชายอย่างข้าเป็นคนแบบไหนกัน?”
ปกติแล้ว ชิงตั๋วเป็นคนอ่อนโยนและสุภาพ แต่ครั้งนี้เขากลับพูดด้วยความร้อนรนดั่งไฟเผา ดังนั้นจึงใส่อารมณ์ใส่
บ่าวใช้เด็กจนตกใจจนขวัญเสีย แต่กระนั้นนางก็ยังยืนขวางอยู่หน้าประตู กระทั่งชิงตั๋วพูดด้วยเสียงที่ดังขึ้นกว่าเมื่อครู่
ในเวลานี้ ภายในห้องมีเสียงไม่รีบไม่ร้อนดังขึ้นมา “พวกเจ้าคิดว่าองค์ชายชิงตั๋วเป็นคนอย่างไรกัน มีหรือที่องค์
ชายจะปีนข้ามกำแพงเข้ามา เพื่อบุกเข้ามาในห้องส่วนตัวของสตรี?”
หลังสิ้นเสียงลง ก็มีสตรีในชุดสีแดงอ่อนเดินออกมาจากประตูด้านใน ใบหน้าที่เฉียวฉลาด ดวงตาเฉียบแหลม แฝง
ความดื้อรั้น
ในเวลานี้ สตรีผู้นี้ปิดประตูเดินออกมา จากช่องประตูที่แง้มเมื่อครู่ องค์ชายชิงตั๋วจึงมองดูอย่างใจเย็น
หลังจากนางเดินออกมานั้น เสียวหลู่ก็ร้องเรียกอย่างลนลาน “พี่ชิวหนิง”
ชิวหนิงจึงสั่งนางเสียงนิ่ง “เปิดประตู”
เสียวหลู่รับคำและเปิดประตูแง้มออก
ชิวหนิงเดินออกมา พลางเผยยิ้มน้อยๆ และทำความเคารพองค์ชายชิงตั๋ว “บ่าวชิวหนิง คารวะองค์ชายชิงตั๋ว
เจ้าค่ะ!”
ชิวหนิงเป็นหัวหน้าบ่าวใช้หนึ่งในสามของต้วนชิงหมิง ปกติแล้วบ่าวใช้จะมีท่าทางงุ่มง่าม แต่นึกไม่ถึงว่าท่าทาง
และการวางมาดของนางจะแปลกแตกต่างจากบ่าวใช้โดยทั่วไป
ชิงตั๋วรู้สึกแปลกใจ ผสมปนเข้ากับความโกรธเคืองที่มีอยู่ เมื่อเห็นชิวหนิงทำความเคารพ จึงมองนางโดยไม่ตอบ
คำใด
ชิวหนิงหันไปตำหนิเสียวหลู่ที่ยืนเฝั้าประตูอยู่ด้านนอก “เจ้าบ่าวตัวดีไม่รู้ตกกฏหรือยังไง เห็นองค์ชายมาแล้วก
ลับรั้งเอาไว้อยู่ข้างนอก หากคนอื่นรู้เข้าต้องถูกตำหนิที่อบรมสั่งสอนบ่าวใช้ได้ไม่ดี เป็นที่ขายหน้าและเสื่อมเสียมาถึงชื่อ
เสียงของคุณหนูได้!”
ระหว่างที่ชิวหนิงพูดไปด้วย ก็แอบถลึงตาใส่บ่าวใช้ตัวน้อยไปด้วย “ยังไม่รีบขอให้องค์ชายชิงตั๋วยกโทษให้อีก
หรือ?”
บ่าวใช้เด็กได้ฟังดวงตาพลันแดงระเรื่อขึ้นมา นางมองไปที่ใบหน้าขององค์ชายชิงตั๋ว ก่อนมองไปทางชิวหนิงที่
กำลังตำหนินางอยู่ บ่าวใช้เด็กเดินขึ้นไปยกมือประสานขอโทษชิงตั๋ว “บ่าวขออภัยองค์ชายชิงตั๋วอย่างสูง… บ่าวมิควร
เห็นองค์ชายปีนข้ามกำแพงมา และรั้งองค์ชายเข้าไปในห้อง… องค์ชายเป็นคนดี ดังนั้นบ่าวควรรีบเข้าไปรายงานคุณหนู
โดยเร็ว องค์ชายผู้สูงส่ง บ่าวผิดไปแล้ว ขอให้องค์ชายยกโทษให้บ่าวในความปิดด้วยเจ้าค่ะ ครั้งหน้าหากองค์ชายชิงตั๋ว
ปีนกำแพงข้ามมาหาคุณหนูอีก บ่าวมิกล้ารั้งไว้อีกแล้วเจ้าค่ะ”
ชิงตั๋วเห็นดังนั้นพลันหน้าซีดในทันที
นี่เป็นคำขอโทษเสียที่ไหน… บ่าวใช้เด็กพูดออกมาแต่ละคำ “ปีนกำแพงเข้ามา” ตามด้วย “ไม่รู้จักกฏ” ดูก็รู้ว่า
ต้องการเสียดสี ชิงตั๋วที่ไม่รู้จักกฏ แอบปีนเข้ามาในจวนต้วน มิหนำซํ้ายังถูกบ่าวใช้เด็กตีวัวกระทบคราดอีก
เชื่อว่าหากเรื่องแพร่ออกไป ชิงตั๋วมิอาจมีหน้าไปสู้ใครได้ทั้งนั้น`
ชิงตั๋วโกรธบ่าวใช้เด็กจนมองตาขวาง แต่ยังไงเขาก็จะปีนข้ามกำแพง ไม่สนใจกฏอะไรทั้งนั้น ไม่ว่าบ่าวใช้เด็กจะ
พูดอย่างไร ชิงตั๋วก็ มิกล้าปริปากออกมาทั้งนั้น
ชิวหนิงได้ยินที่บ่าวใช้เด็กพูดขอโทษออกมา ทำให้นางพอใจเป็นอย่างมาก จนพยักหน้าและเอ่ยขึ้น “อืม ทำได้ดี…
เจ้าก็รู้นี่หน่า คนที่ปีนกำแพงข้ามมาเปั้นองค์ชาย เจ้ายังกล้าขวางทางเหนี่ยวรั้งอีก”
ครั้งนี้ชิงตั๋วเริ่มหายใจไม่ทั่วท้องอีกแล้ว ชิวหนิงผู้นี้กำลังด่าเขาทางอ้อมอยู่ ในเรื่องการปีนกำแพงข้ามาขององค์
ชาย เป็นจุดที่พวกนางเอามาเป็นประเด็นเล่นงานชิงตั๋วให้ตาย
แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่มาโกรธเคือง องค์ชายชิงตั๋วได้แต่กลืนนํ้าลายลงไปเฮือกใหญ่ เขาหันไปพูดกับชิวหนิง
“แม่นางชิวหนิง ตอนนี้คุณหนูของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ได้สติฟืนขึ้นมาหรือยัง ทานยาหรือยัง? หมอที่รักษาว่าอย่างไร
บ้าง? ข้าได้นำยาวิเศษติดตัวมาด้วย หากคุณหนูของเจ้ายังไม่ได้สติขึ้นมา ก็ให้ข้าเข้าไปข้างในหน่อยเถอะ ยาวิเศษตัวนี้
สามารถรักษาพิษในตัวของคุณหนูเจ้าได้!”
ชิวหนิงมองดูกล่องที่อยู่ในมือขององค์ชายชิงตั๋ว เม้มปากลงเล็กน้อย สายตาแน่นิ่ง ก่อนเอ่ยขึ้นว่า “เรื่องของคุณ
หนู มิรบกวนองค์ชายชิงตั๋วต้องเป็นห่วงเจ้าค่ะ องค์ชายวางใจได้ คุณหนูของพวกเราไม่เป็นอะไร อีกอย่างคุณหนูได้สติ
ฟืนขึ้นมาแล้ว เพียงแต่ยังรู้สึกไม่สบายตัวและไอค่อนข้างมาก บ่าวเอาแต่รับใช้คุณหนู จึงออกมาข้างนอกช้าไปหน่อย
เจ้าค่ะ”
ชิวหนิงแค่ออกมาช้า แต่องค์ชายชิงตั๋วกลับทุรนทุรายจะเอาเรื่องเอาความกับบ่าวใช้เด็ก
ชิงตั๋วมิได้ระแคะระคายคำพูดของชิวหนิง หรือไม่ก็เขาฟังแกล้งทำเป็นฟังไม่รู้เรื่อง เมื่อชิวหนิงพูดจบลง ชิงตั๋วรีบ
เค้นถามขึ้น “คุณหนูของเจ้าได้สติแล้ว? พิษนั่นถอนออกหมดแล้ว ทำไมนางยังไออยู่ ตอนนี้นางเป็นอย่างไรบ้าง?”
ชิวหนิงเห็นสายตาที่ร้อนใจขององค์ชายชิงตั๋ว จึงตอบกลับว่า “เรียนองค์ชายชิงตั๋ว บ่าวไม่เข้าใจการรักษาของ
ท่านหมอ ดังนั้นพิษในร่างกายของคุณหนูถอนหมดหรือยังนั้น บ่าวมิอาจทราบได้ เพียงแต่ว่า หลังจากที่คุณหนูได้สติขึ้น
มาในครั้งนี้ สภาพอารมณ์จิตใจมิค่อยสู้ดี ท่านหมอกล่าวว่าพิษของคุณหนูค่อนข้างรุนแรง และทานอาหารไม่ระวังจน
เป็นแผลที่ลำคอ อาจทำให้พูดได้ไม่เหมือนในช่วงนี้”
“รุนแรงขนาดนั้นเชียวหรือ?” ชิงตั๋วถามอย่างตกใจ
ชิวหนิงพยักหน้ารับ จากนั้นภายในห้องมีเสียงของเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ดังขึ้น “ชิวหนิง คุณหนูบอกให้องค์ชายชิงตั๋วเข้า
มาได้!”
เป็นการอนุญาตให้เข้ามาในเรือน มิใช่เข้าไปในห้อง แต่อย่างน้อยก็คงได้เห็นต้วนชิงหมิงตัวจริงแล้ว สำหรับชิงตั๋ว
ที่อยากเห็นหน้าต้วนชิงหมิงจนแทบขาดรอนเป็นทุนเดิม แววตาพลันลุกวาวขึ้นมา ดังนั้นเขาจึงไม่ได้สนใจคำพูดของเสียว
หลู่ที่พูดเมื่อครู่ทั้งหมด เขารีบเดินเข้าไปหน้าเรือนของนางอย่างว่องไว
ทางด้านชิวหนิงที่ได้ยิน หันมองเข้าไปในห้องอย่างห่วงใย จากนั้นนางรีบถอยหลังสองก้าว “องค์ชายชิงตั๋ว คุณ
หนูเชิญเจ้าค่ะ……”
ในเวลานี้เขาสาวเท้าไปด้านในอย่างรีบร้อน
ชิวหนิงเดินตามอยู่ข้างกายองค์ชายชิงตั๋วอย่างเป็นกังวล ด้วยกลัวเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์กับเยวี่ยเจียจะเตรียมตัวไม่พร้อม
บัดนี้องค์ชายชิงตั๋วได้แต่เงียบงันมิกล้าปริปาก เพราะองค์ชายชิงตั๋วอยู่ข้างกายนางตลอด
ชิงตั๋วรุดเท้าก้าวย่างเข้ามาในเรือนดุจสายลมได้เพียงกี่ก้าว พลันได้ยินเสียงเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์เอ่ยอย่างชัดเจน “องค์
ชายชิงตั๋ว โปรดหยุดลงก่อนเจ้าค่ะ……”
เขาจึงหยุดฝีเท้าที่ก้าวย่างอยู่ลงทันใด
จากนั้นเสียงในห้องดังขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง เป็นเสียงที่อ่อนหวานหยาดเยิ้มและจริงอกจริงใจอย่างยิ่ง องค์ชายที่
ได้ยินเช่นนั้น พลันลดความกังวลที่มีอยู่ในใจมลายหายไปกว่าครึ่ง
นี่เป็นเสียงเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์หัวหน้าบ่าวใช้ ตามที่อวี้หลัวเคยบอกมานั้น ต้วนชิงหมิงมีหัวหน้าบ่าวใช้อยู่สามคน หนึ่ง
ในนั้นคือ เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ที่เติบโตพร้อมกับต้วนชิงหมิงขึ้นมา นางไม่เพียงซื่อสัตย์ภักดี ยังรักใคร่ต้วนชิงหมิงจากใจจริง ดัง
นั้นหากต้วนชิงหมิงจะเกิดเรื่องขึ้นมาจริง นํ้าเสียงของเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ย่อมไม่มีทางเป็นเช่นนี้
เสียงของเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ยังดังต่อไปว่า “คุณหนูบอกแล้ว แม้องค์ชายชิงตั๋วจะปีนกำลังเข้ามา แต่เพราะองค์ชายเป็น
ห่วงสุขภาพร่างกายของคุณหนู ด้วยเหตุนี้ ถ้าจะลงโทษว่าใครผิด ย่อมเป็นคุณหนูที่ผิด มิใช่องค์ชายชิงตั๋วที่เป็นห่วงจน
เกินพอดี การที่องค์ชายชิงตั๋วได้มาถึงที่นี่ คุณหนูนั้นซาบซึ้งใจยิ่ง คุณหนูให้บ่าวยืนรออยู่ตรงนี้เพื่อขอบคุณองค์ชายจาก
ใจจริง เพียงแต่ว่าคุณหนูสุขภาพทรุดถอย อาการยังมิหายดี จึงไม่ควรเข้าไปอยู่ใกล้ เพื่อจะได้ไม่ต้องนำตัวเข้าไปเสี่ยงกับ
พิษในอากาศ ด้วยเหตุนี้ เรียนเชิญคุณชายนั่งรออยู่ด้านในก่อน มีสิ่งใดก็จะได้พูดคุยกับคุณหนูได้เลยเจ้าค่ะ!”
ชิงตั๋วฉงนขึ้นมาจนต้องหยุดฝีเท้าลงชั่วขณะ
ต้วนชิงหมิงบอกแล้ว การที่เขาปีนกำแพงเข้ามาในจวนต้วน มิใช่ความผิดของเขา กลับเป็นนางต่างหาก แต่ว่าต้
วนชิงหมิงมิได้มีความผิดนี่หน่า ทุกอย่างเป็นเพราะองค์ชายชิงตั๋วห่วงใยชิงตั๋วมากเกินไปหน่อย