การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 902 แผนการหนีรอดของต้วนอวี้ (1)
ปัจจุบันนี้ต้วนอวี้อายุเพียงไม่เท่าไหร่ หากจะออกไปเที่ยวนอกเมืองตามลำพัง ไม่ต้องถึงมือเหยียนหลิ่งอวี๋หรอก
แค่ต้วนเจิ้งก็คงไม่วางใจ และห้ามปรามเขาตั้งแต่ประตูจวนแล้ว
แต่หากต้วนอวี้ยังยืนกรานจะไปให้ได้ ก็คงวางแผนอย่างรอบคอบ ไม่ให้ใครสงสัยในตัวเขาได้
ส่วนวิธีการนั้นต้วนอวี้เตรียมไว้มากมายหลายกระบวนท่า หนึ่งในนั้นคือโกหกต้วนเจิ้งว่าจะไปหาท่านอาจารย์สัก
สองสามวัน
แต่ว่าเหยียนหลิ่งอวี๋ไม่ใช่คนที่เชื่ออะไรง่ายดาย ต้วนอวี้จึงต้องเตรียมแผนรับมือสำรองเอาไว้แล้ว
แค่ต้วนอวี้ร้องไห้ อาละวาดและขู่ฆ่าตัวตาย เหยียนหลิ่งอวี๋ก็จนปัญญาจะรับมือแล้ว หรือไม่ก็อาละวาดเหยียน
หลิ่งอวี๋อีกสักสองรอบก็ได้แล้ว
เพียงแต่หากเขาไม่อยู่เมืองหลวง สาวน้อยไร้เดียงสาอย่างเชวียหนิงหรานต้องเสียใจแน่!ครั้งก่อนที่เขาหายตัวไป
นาน นางก็ปั่วยหนักไม่เป็นอันกินอันนอน ตอนนี้เขาเตรียมเดินทางไกลไม่รู้ว่าจะใช้เวลาหนึ่งปีหรือสองปี แล้วอย่างนั้นเช
วียหนิงหรานจะใช้ชีวิตอย่างไร!
แน่นอนว่าถ้าได้พาว่าที่ภรรยาไปเที่ยวนอกเมืองด้วยกันก็คงจะดีกว่านี้ แต่ปัญหาคือต่อให้เชวียหนิงหรานอยากไป
ด้วย ต้วนอวี้ก็คงยั้งนางไว้ เนื่องจากการไปครั้งนี้มิได้ไปเที่ยว แต่เป็นการไปช่วยเหลือต้วนชิงหมิง… ในใต้หล้าแห่งนี้ หาก
ใครหน้าไหนกล้ามาเล่นงานต้วนชิงหมิงและเชวียหนิงหราน คนนั้นต้องข้ามศพของต้วนอวี้ไปก่อน!
พอคิดมาถึงตรงนี้แล้ว ต้วนอวี้ค่อยๆ ขยับตัวลุกขึ้นจากเตียง
เมื่อคืนนี้เขาดื่มสุราหนักไปหน่อยจนเมาค้างมึนหัวอยู่ ท้องที่เต็มไปด้วยสุราต้องการหาที่ระบายโดยเร็วที่สุด!
เชอะ! เหยียนหลิ่งอวี๋เจ้ามันช่างร้ายกาจเสียจริง บังอาจมาลอบโจมตีตอนที่เขาไม่ทันตั้งตัว ดูท่าต้วนอวี้จึงต้องให้
ท่านอาจารย์สอนวิชากดจุเพื่อจะได้ใช้รับมือกับเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงบ้าง
ต้วนอวี้นึกถึงท่าทางหยิ่งยโสของเหยียนหลิ่งอวี๋ที่เดินไปเดินมา ก็แทบอยากจะเรียนวิทยายุทธ์ต่างๆ จากท่าน
อาจารย์ไว้บ้าง จะได้ไม่ถูกเหยียนหลิ่งอวี๋รังแกเช่นนี้อีก
ต้วนอวี้ตัดสินใจจะไปตามหาเพื่อเรียนกับท่านอาจารย์ ทันใดนั้นเอง เสียงของฉวนจื่อดังเข้ามาในห้อง “คุณชาย
คุณชาย… นายท่านเรียกให้ไปพบที่ห้องโถงรับรองขอรับ!”
ต้วนอวี้เลิกตาขึ้นโตมองแบบดุดัน “จะร้องเสียงดังทำไมเล่า! ไม่เห็นเหรอข้ากำลังปวดหัวอยู่?”
ต้วนอวี้กำลังปวดหัวอยู่ ต่อให้เง็กเซียนฮ่องเต้มาเรียกเขาก็คงให้รอไปก่อน นับประสาอะไรกับชื่อของต้วนเจิ้งด้วย
เล่า
ที่สำคัญต้วนอวี้ยังวางแผนที่คิดไว้ไม่เสร็จ การมาขัดในช่วงกำลังใช้ความคิดแบบนี้ ต้วนอวี้ย่อมโมโหเป็นธรรมดา
ทันทีที่ฉวนจื่อเห็นต้วนอวี้ใกล้ระเบิดอารมณ์ เขาก็รีบยืนก้มหน้านิ่งไม่ขยับเขยื้อนราวกับรูปปัน
ฉวนจื่อคนนี้เป็นญาติห่างๆ ของแม่นมหนิง แม้จะชื่อซํ้ากับฉวนจื่อที่เคยเป็นคนรับใช้ของหลิวหรง แต่ก็เป็นคนละ
คนกัน
ฉวนจื่ออายุน้อยกว่าต้วนอวี้หนึ่งปี แต่เขากลับฉลาดเป็นกรดมีวิธีการทำให้ผู้คนรอบข้างชอบได้โดยไม่ยากเย็น อีก
อย่างเขายังเป็นคนใกล้ชิดของต้วนอวี้ เพราะไม่ว่าต้วนอวี้คิดหรือทำเรื่องใด เขารู้ใจไปหมดทุกอย่าง
เดิมทีต้วนชิงหมิงเห็นว่าชื่อฉวนจื่อไม่ค่อยเป็นมงคลจึงอยากจะเปลี่ยนให้ แต่ต้วนอวี้กลับรู้สึกว่าชื่อนี้ได้แล้วจึงไม่
อยากให้เปลี่ยน
ในตอนนี้ต้วนอวี้จับผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัวจนมิดด้วยความขี้เกียจ ฉวนจื่อได้แต่เดินเข้าไปใกล้ๆ กระซิบเสียงเบา
“คุณชายที่นายท่านเรียกไป เพราะว่ามีราชโองการมาขอรับ”
ราชโองการมา?
ต้วนอวี้เปิดผ้าห่มที่คลุมตัวออกทันที จากนั้นถีบรองเท้าให้ลงไปข้างล่างเตียง… การที่ราชโองการมาที่นี่ ไม่รู้ว่าใน
ใจของเหยียนหลิ่งอวี๋คิดเรื่องใดอยู่… ไม่อยากให้ต้วนอวี้ออกจากเมืองหลวงออกเดินทางไกล?
ต้วนอวี้รีบกะพริบตาเพื่อเรียกสติให้กลับมาตื่นเต็มที่อีกครั้ง “ฉวนจื่อมานี่สิ!”
ฉวนจื่อผู้ภักดีเดินเข้ามาหาอย่างว่าง่าย
ต้วนอวี้จึงถามขึ้นว่า “ฉวนจื่อ เจ้าบอกข้ามาสิ ในราชโองการเขียนว่าอะไรบ้าง?”
เนื่องจากต้วนอวี้ตัดสินใจแน่วแน่แล้ว หากราชโองการมีเนื้อหาไม่ดี เขาจะไม่ออกไปรับ
ฉวนจื่อตอบอย่างซื่อตรง “เรียนคุณชาย บ่าวไม่เห็นด้านในขอรับ!”
ไม่ใช่ไม่เห็นเนื้อความด้านใน แต่ไม่ได้ดูเนื้อหาด้านในต่างหาก!
ราชโองการเป็นของสูงมีหรือจะให้บ่าวใช้ตัวเล็กๆ เปิดอ่านได้ตามใจชอบ เพราะเมื่อพระราชโองการถูกประกาศ
ออกมาแล้ว บุคคลนั้นต้องไปรับเป็นการแสดงว่ารับทราบ และต้องปฏิบัติตามสิ่งที่เขียนอยู่ด้านใน
ดังนั้นราชโองการมีเพียงต้วนอวี้ที่เหมาะสมจะรับ คนอื่นใช้ไม่ได้!
ต้วนอวี้กลับกลอกตาไปมา ก่อนหันไปพูดกับฉวนจื่อ “ฉวนจื่อ เจ้าไปบอกท่านพ่อว่าข้าเมามายยังไม่ได้สติ”
ต้วนอวี้พูดจบก็สะบัดหน้าล้มตัวลงกับเตียง
ฉวนจื่อถึงกับส่ายหน้าด้วยความงวยงง “จะไม่ไปไม่ได้ขอรับ นายท่านบอกแล้วว่าต่อให้ต้องมัดตัว ก็ต้องเอา
คุณชายไปที่ห้องโถงรับรองให้ได้ขอรับ!”
พอต้วนอวี้ได้ฟังถึงกับร้องตกใจขึ้นมาขั่วขณะ “ฉวนจื่อ เจ้าบอกว่านายท่านสั่งว่าอะไรนะ?”
ฉวนจื่อห็นต้วนอวี้หันหน้ากลับมามองก็รีบก้มหน้าลงทันที และเอ่ยอย่างพาซื่อ “เรียนคุณชาย นายท่านบอกแล้ว
ว่าต่อให้ต้องมัดตัว ก็ต้องเอาคุณชายไปที่ห้องโถงรับรองให้ได้ขอรับ!”
ต้วนอวี้แหงนหน้ามองฟั้าออกไปข้างนอก ท่านพ่อกำลังจะบีบบังคับเขาจนไม่มีทางรอดสิน่ะ!
ดูท่าแล้วราชโองการในวันนี้ ต่อให้เขาอยากรับจะได้รับ ไม่อยากรับก็ต้องรับ!
ต้วนอวี้ครุ่นคิดได้ดังนั้นก็โบกมือให้ฉวนจื่อ “เอาล่ะ เอาล่ะ ข้าไป ข้ายอมไปก็ได้!”
เหอะ! ก็แค่รับราชโองการ! ถ้าเนื้อหาไม่เป็นดังที่ต้องการ ต้วนอวี้สาบานกับตัวเองว่าจะเอาไปโยนใส่หน้าเหยียน
หลิ่งอวี๋ถึงวัง
อย่างไรก็ตาม ต้วนอวี้ทำเรื่องที่ไม่ได้เคารพเหยียนหลิ่งอวี๋มามากมายหลายเรื่องแล้ว
ต้วนอวี้เปลี่ยนชุดแล้วเดินไปห้องโถงรับรอง ระหว่างนั้นเขานึกถึงหิมะที่ตกโปรยปรายนอกเมืองหลวง ด้วยไม่รู้ว่า
จะหนักหนากว่านี้สักเพียงใด บรรยากาศรอบตัวกลายเป็นสีขาวโพลนไปทั่วสุดลูกหูลูกตา ไม่รู้ว่าต้วนชิงหมิงที่ไม่เคยเดิน
ทางไกลแบบนี้มาก่อนจะหวาดกลัวขึ้นมาบ้างไหม? อีกอย่างหิมะที่ตกทับลงมาเป็นกองสูงจะทำให้รถม้ายากยิ่งต่อการ
เดินทางด้วยหรือเปล่า?
คิดมาถึงตรงนี้ ต้วนอวี้แทบอยากโบยบินล่องลอยออกไปดังวิหค ช่วยเหลือต้วนชิงหมิงจากความยากลำบากทั้ง
ปวง
ต้วนอวี้รู้ว่าบางเรื่องมิอาจรีบร้อนได้ตามต้องการ แต่ต้องวางแผนระยะยาวให้รอบคอบ เพราะว่าหากเขารีบร้อน
เกิดจุดบกพร่องให้คนอื่นจับผิดได้
ในระหว่างที่ต้วนอวี้เดินเข้าไปที่ห้องโถงรับรอง ต้วนเจิ้งกำลังพูดคุยกับคนที่มาประกาศราชโองการอยู่
คนที่มาประกาศราชโองการในครั้งนี้ไม่ใช่ใครอื่นไกล แต่เป็นองครักษ์ของเหยียนหลิ่งอวี๋นี่เอง!
พอต้วนอวี้เห็นหน้าลั่วสุ่ยถึงกับตกใจ “ลั่วสุ่ยเจ้าจะมาวางท่าวางทางที่นี่ทำอะไร? ทำไมไม่อยู่วังหลวงรับใช้เหยียน
หลิ่งอวี๋ของเจ้า ทำมาเป็นคนประกาศราชโองการอีก ไม่อยากมีชีวิตแล้วหรือยังไง?”
ลั่วสุ่ยยกราชโองการในมือขึ้นเหนือหัวแล้วยิ้มมุมปาก “คุณชายต้วนคิดอะไรอยู่ในใจ คนอื่นอาจไม่รู้ แต่องค์ชาย
สามย่อมรู้ดี ถ้าไม่ใช่กระผมมาเป็นคนประกาศราชโองการ คนอื่นอาจจะไม่ไว้หน้าขนาดนี้นะขอรับ!”
เมื่อได้ฟังที่ลั่วสุ่ยพูดออกมา สีหน้าของต้วนอวี้ก็ชะงักในทันที “ข้าก็เป็นคนแบบนี้เหยียนหลิ่งอวี๋ก็รู้ดี แล้วยังจะ
ต้องประกาศราชโองการอะไรอีก? เจ้ารีบกลับไปเถอะ ข้าจะกลับไปนอนต่อแล้ว!”
สิ้นเสียงต้วนอวี้ก็ก้าวเท้ากลับหลังจะเดินกลับไป… เหยียนหลิ่งอวี๋ช่างร้ายกาจยิ่งนัก รู้ทั้งรู้ว่าข้าทั้งง่วงทั้งเสียใจ
กับเรื่องท่านพี่อยู่ เช้าตรู่แบบนี้ยังจะส่งลั่วสุ่ยมาอีก สงสัยไม่อยากมีลมหายใจต่อแล้วกระมัง?
ลั่วสุ่ยเดินเข้าไปขวางหน้าต้วนอวี้แบบยิ้มๆ “หึ หึ หึ! คุณชายต้วนยังไม่ไปไม่ได้ขอรับ การพบหน้าคุณชายแต่ละ
ครั้งยากเย็นแสนเข็ญเหลือเกิน หากวันนี้ปล่อยให้คุณชายเดินออกจากประตูไป กระผมมิทราบว่าจะไปตามหาที่ไหนได้!”
ทั้งสองคนคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ลั่วสุ่ยจึงไม่มีความกลัวเป็นธรรมดา การที่เขาไม่กลัวต้วนอวี้ ไม่ได้หมายความว่า
ต้วนอวี้จะไว้หน้าเขา แต่ประโยคสุดท้ายที่ลั่วสุ่ยเอ่ยออกมาต่างหาก ที่ทำให้ต้วนอวี้รู้สึกผิดเล็กน้อย!
ที่แท้ เหยียนหลิ่งอวี๋รู้ล่วงหน้าว่าเขากำลังจะเดินทางออกไปนอกเมืองหลวง ต้วนอวี้จึงพูดด้วยใบหน้าแดงระเรื่อ
“มีที่ไหนกัน? ทำไมเจ้าจะตามหาไม่เจอ? มัวแต่ฟังเหยียนหลิ่งอวี๋พูดไปเรื่อยเปือยอยู่นั่นแหละ!”
ลั่วสุ่ยส่งสายตากะพริบให้ต้วนอวี้ สื่อความหมายว่าสิ่งที่ต้วนอวี้คิดอยู่ในใจนั้น เขารู้ทันเป็นอย่างดี!
ทางด้านต้วนเจิ้งที่ได้ยินบุตรชายเรียกนามองค์ชายสามว่า “เหยียนหลิ่งอวี๋” ตรงๆ ถึงกับไอเสียงดังเตือนสติ “อวี้
เอ๋อร์……”
พอต้วนอวี้เห็นท่านพ่อไม่ค่อยสบอารมณ์ก็ไม่ได้ใจใส่มากนัก แต่เขาคิดว่าหากท่านพ่อทราบเรื่องที่เขาอยากออก
ไปนอกเมืองหลวง อาจหาวิธีการต่างๆ ให้อยู่แต่ในจวนต้วนก็เป็นได้!
อีกอย่างในเมื่อราชโองการมาอยู่เบื้องหน้าแล้ว ถึงแม้ต้วนอวี้ไม่อยากรับก็มิทันแล้ว เขาจึงเปลี่ยนท่าทางไหลไป
ตามนํ้า โดยกวักมือเรียกลั่วสุ่ยให้เข้ามาและเอ่ยว่า “เอาล่ะ ลั่วสุ่ย… ข้ามาแล้วก็ประกาศราชโองการเลยแล้วกัน!”