ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 13.1 พบคนคุ้นเคย อ่านฟรี
เยว่ฉีออกมาจากร้านค้าหยกก็เดินหามุมลับสายตาคนถอดผ้าคลุมออกจาก
ตัว ก่อนจะทำทีว่าไม่มีเรื่องอันใด แล้วเดินปะปนเข้าไปในฝูงคน ในมือมีเงินเยว่
ฉีก็หายใจได้สะดวกขึ้น ใบหน้าติดกังวลก็คลายลง
มีเงินก็ต้องใช้เงิน แม้ว่านางมีความคิดจะสร้างบ้านให้ดีขึ้นแต่ตอนนี้สิ่งที่
สำคัญกว่าคือ สิ่งของอำนวยความสะดวกภายในบ้าน
ชุดครัวมีน้อยเกินไป นอกจากกระทะใบใหญ่บนเตาอาหารกับหม้อใบเล็ก
แล้ว สิ่งของอื่น ๆ ล้วนใกล้จะพังจนใช้งานไม่ได้ ขนาดตะเกียบที่ใช้อยู่ตอนนี้ยัง
เป็นนางที่เหลาจากไม้ไผ่มาใช้ชั่วคราว
ส่วนถ้วยชามก็มีอย่างจำกัดและสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือ ข้าว!!
ข้าวในบ้านเหลือไม่มากแล้วเยว่ฉีจึงต้องการซื้อตุนเอาไว้มากหน่อย
หญิงสาวเดินไปตามถนนที่ผู้คนพลุกพล่านไม่นานก็เจอร้านขายข้าว
นอกจากข้าวแล้วยังมีของใช้ในครัวอื่น ๆ เช่น ถ้วย ชาม ตะเกียบ ไปจนถึงพวก
แป้ง
เยว่ฉีคำนวณในใจ ของที่ต้องการซื้อมีมากมายเหลือเกิน ไม่สามารถขนไป
ด้วยตัวคนเดียวไหว จึงเอ่ยถามกับลูกจ้างร้านว่าสามารถขนของไปส่งยังจุดจอด
รถเทียมลาได้ไหม ลูกจ้างร้านมองหน้ากันไปมาก่อนเอ่ยว่า หากของที่ซื้อมีราคา
ถึงหนึ่งตำลึงพวกเขาจะนำไปส่งให้
เยว่ฉีพยักหน้าเข้าใจจากนั้นเอ่ยถามราคาของ ฟังคำอธิบายของลูกค้าจบ
แล้ว ในบรรดาข้าวทั้งหมดข้าวขาวมีราคาแพงที่สุด ในเมื่อมีเงินแล้วนางขอซื้อ
ความสุขให้ตนเองเสียหน่อย
เยว่ฉีจัดการสั่งซื้อข้าวขาวสิบจิน แป้งข้าวโพดสองจิน แป้งข้าวเจ้าสี่จิน
แป้งมันสองจิน ก่อนจะเดินไปยังจุดของใช้ ซื้อตะเกียบหกคู่ ถ้วยข้าวสามใบ
ชามห้าใบ จานและชานอีกสี่ใบ
จากนั้นก็ซื้อตะกร้าแบกหลังขนาดกลางและใหญ่อย่างละใบ รวมไปถึงหม้อ
ตะหลิว ถังไม้
ของทุกอย่างหลังรวมราคาแล้วมีค่าถึงสองตำลึงกับอีกสองร้อยอีแปะ เยว่ฉี
บอกกล่าวกับลูกจ้างร้านว่าให้วางของเอาไว้ก่อนนางจะแยกตัวไปซื้อเนื้อสัตว์
แล้วจะกลับมาจากนั้นค่อยเดินไปที่จุดจอดรถด้วยกัน
คนงานเห็นเยว่ฉีควักเงินออกมาจ่ายตาไม่กะพริบท่าทางเวลาต้อนรับยิ่ง
เป็นมิตรมากขึ้นตอบรับด้วยเสียงประสบประแจงหลายส่วน เยว่ฉีมองข้าม
ท่าทางของเขาหันหลังออกมาคิดจะเดินไปซื้อเนื้อหมูที่แผงไม่ไกลจากร้านขาย
ข้าว
แต่ก้าวพ้นหน้าร้านออกมาไม่กี่ก้าวก็มีสตรีนางหนึ่งเดินมาขวางทาง ตอน
แรกนางเพียงคิดว่าอีกฝ่ายคงจะบังเอิญคิดเหมือนกันจึงขยับเท้าซ้ายขวาพร้อม
กัน ทว่าพอผ่านไปสามสี่ครั้งจึงรู้แล้วว่าไม่ใช่
เยว่ฉีหันไปมองสีหน้าถือดี ยืนกอดอกเชิดหน้าขึ้นของนาง หัวคิ้วพลันขมวด
เข้าหากัน
สตรีผู้นี้เป็นใคร? ดูจากหน้าตาแล้วคงจะเป็นเด็กสาวอายุประมาณสิบ
สามสิบสี่ปี แทนที่จะบอกว่าเป็นสตรีควรเรียกว่าเด็กสาวจะเหมาะสมกว่า
รูปร่างหน้าตางดงามจิ้มลิ้มสะดุดตา ริมฝีปากบางอวบอิ่มอมชมพู แต่ความ
งดงามเหล่านี้กับถูกกลบด้วยใบหน้าเชิดหยิ่ง
เยว่ฉีไม่คิดจะสนใจหลังถอนหายใจเหนื่อยหน่ายก็ก้าวเดินไปอีกฝั่ง แต่อีก
ฝ่ายกลับก้าวมาขวางหน้าไม่ยอมให้นางผ่านไป
“ต้องการสิ่งใด” น้ำเสียงราบเรียบไร้ซึ่งคลื่นอารมณ์ รู้จักกันหรือก็ไม่ ยังจะ
มาก่อกวนผู้อื่นอีก
เด็กน้อยนิสัยเสียจากตระกูลไหนกัน
“ข้าเห็นเจ้าใช้เงินซื้อของมากมายมีเงินแล้วหรือ? หรือไปขโมยเงินจากผู้ใด
มากัน” น้ำเสียงตวัดขึ้นเล็กน้อยพร้อมคำกล่าวหาสร้างความขุ่นเคืองให้เยว่ฉี
นางจ้องเด็กสาวเขม็งเอ่ยเสียงแข็งง็ง
“แม่นางน้็อย ข้ากับเจ้ารู้จักกับเจ้าหรือ? ถึงได้พูดจาไร้การศึกษาเช่นนี้
ออกมา”
“เจ้า!!เจ้า!!” เด็กสาวกล่าวพร้อมยกมือชี้หน้าด่า กระทืบเท้าลงพื้นอย่างขัด
ใจ ไม่คิดว่าสตรีผู้นี้จะบังอาจไม่รู้จักนาง “ข้าหานลั่วเหมย คงมิได้จะพูดว่าไม่
รู้จักตระกูลหานใช่ไหม”
อ๋อ คนตระกูลหาน มิน่าถึงได้มีกิริยาน่ารังเกียจ คนตระกูลนี้นิสัยเสียกัน
หมดตระกูลหรือไง? ไม่สิยกเว้นสามีนางไว้คนหนึ่ง
ตอนที่ 13.2 พบคนคุ้นเคย
เยว่ฉีตอบรับออกมาอย่างไม่ใส่ใจ “อ๋อ ตระกูลหาน” ก่อนจะก้าวแยกตัว
ออกไป คนตระกูลนี้อยู่ให้ห่างหน่อยเป็นดี เดี๋ยวจะถูกเชื้อนิสัยเสียลามมาเปื้อน
ตัว
“เจ้าจะไปไหน ข้ายังไม่อนุญาตให้เจ้าไป” หานลั่วเหมยเดินตามยื่นมือมา
กระชากแขนเยว่ฉีเต็มแรง เด็กเล็กมักมีแรงมาก นับประสาอะไรกับหานลั่ว
เหมยที่เป็นผู้ฝึกปราณขั้นสอง ส่วนเยว่ฉีเป็นเพียงคนธรรมดาที่ร่างกายยังบำรุง
ได้ไม่เต็มที่
เด็กสาวเพียงกระตุกมือเยว่ฉีก็แทบหงายหลังต้องรีบก้าวถอยหลังเร็ว ๆ
กลับไป
ความฉุนเฉียวพลันผุดขึ้นในใจ เยว่ฉีใช้แรงที่มีกระชากมือกลับคืนมา
“เสียมารยาท !!ข้าไม่ใช่ขี้ข้าของเจ้าที่คิดจะกระชากลากถูหรือขึ้นเสียง
อย่างไรก็ได้ ในจวนตระกูลหานเจ้าอาจจะทำกิริยาหยิ่งยโส ยกตนใหญ่โตเพราะ
ผู้อื่นเขาหวาดกลัว แต่ไม่ใช่กับข้า ข้าไม่ใช่คนของตระกูลเจ้าที่คิดอยากจะขึ้น
เสียงก็ทำ อยากจะดุด่าก็ด่า”
คนเขาไม่อยากยุ่งด้วยจะเข้ามาในสายตาให้รู้สึกระคายตาไปทำไม
น้ำเสียงที่เยว่ฉีเอ่ยออกไปไม่ถือว่าเบา เรียกความสนใจจากผู้คนโดยรอบได้
เป็นอย่างดี เหตุการณ์ตรงหน้าเรียกได้ว่าเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่มีคนกล้า
แข็งข้อกับตระกูลหาน
สายตายามเยว่ฉีมองตรงไปยังเด็กสาวตรงหน้าไม่ต่างจากมองขยะไร้ค่าชิ้น
หนึ่ง สายตาดูแคลนไม่สนใจทำให้ความโกรธเกรี้ยวพุ่งขึ้นสูง
ตอนแรกนางต้องการเข้ามาหาเรื่องด้วยอยากรู้ว่าสตรีที่ตบแต่งกับพี่ชาย
ต่างมารดาของนางไปหาเงินมากมายมาจากที่ใด เพราะนางจำที่มารดาบอกได้
ว่า บิดามอบเงินให้บุรุษน่ารังเกียจผู้นั้นเพียงหนึ่งตำลึง แต่ดูจากข้าวของที่นาง
ซื้อแล้วต้องไม่ต่ำกว่าสองตำลึง !!
เด็กสาวที่ไม่เคยต้องพบเจอกับการดูหมิ่น ขึ้นเสียงสักครั้งยังไม่เคยมีหรือจะ
ทนได้ ความโกรธและอับอ้ายพุ่งขึ้นสูง หานลั่วเหมยรวบรวมพลังปราณไปที่ฝ่า
มือ หวังจะซัดเข้าใส่เยว่ฉี แต่ยังไม่ทันจะได้ออกท่าก็ถูกมือหนึ่งหยุดเอาไว้ก่อน
“อย่าได้คิดแตะต้องสตรีผู้นี้ไม่เช่นนั้นข้าจะทำให้เจ้าเสียใจไปตลอดชีวิต”
น้ำเสียงเย็นเยียบไร้ซึ่งการข่มขู่ ทว่ากลับทำให้นางขนลุก หลั่งเหงื่อเย็นออกมา
หานลั่วเหมยคิดจะหาตัวช่วยแต่คนคุ้มกายที่ยืนอยู่ไม่ไกลกลับหมดสติไป
หมดแล้ว
นางเป็นเพียงผู้ฝึกปราณขั้นสอง ส่วนคนคุ้มกายเป็นถึงผู้ฝึกปราณขั้นสี่ ถึง
กระนั้นยังแพ้ให้กับชายลึกลับผู้นี้ ถึงหานลั่วเหมยจะหยิ่งยโสแค่ไหนแต่ก็รักตัว
กลัวตาย
นางสะบัดแขนที่ถูกจับออกก่อนจะยกมือชี้หน้าด่าเยว่ฉี ไม่กล้าสบตาบุรุษ
ซึ่งอาบไปด้วยบรรยากาศน่ากลัว
“ข้าจะจำเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้เอาไว้ ข้าจะบอกท่านพ่อให้ไปจัดการกับพวก
เจ้า”
“เชิญ หากเจ้าไม่กลัวว่าชีวิตจะพินาศ” คนถูกขู่สะดุ้ง นางยังจำคำพูดของ
หมอดูท่านนั้นได้ดี
นางตัวสั่นถึงอย่างนั้นก็ยังพยายามรักษาหน้า จึงไม่แสดงออกว่าหวาดกลัว
ก่อนไปยังมิวายหันไปตะคอกด่าผู้คนโดยรอบ
เยว่ฉีมองตามหลัง คนบ้านนี้คงอยู่ร่วมกันไม่ได้จริง ๆ ทั้งที่นางไม่ได้ไปหา
เรื่องพวกเขาก็มาหาเรื่องเสียเอง
“ขอบคุณท่านมาก” เยว่ฉีหันไปกล่าวขอบคุณบุรุษลึกลับที่ออกมา
ช่วยเหลือ หากเขาออกมาไม่ทันเกรงว่าพลังนั้นคงทำให้นางบาดเจ็บสาหัส
ต้องอย่าลืมว่าเยว่ฉียังเป็นคนธรรมดา !!เจอพลังของผู้ฝึกปราณซัดเข้าให้ไม่
ต้องบอกว่าบาดเจ็บมากถึงขั้นไหน เยว่ฉีก็จินตนาการออก
“เป็นเรื่องที่ข้าสมควรทำ เช่นนั้นข้าขอตัว” เยว่ฉีพยักหน้ามองตามหลัง
บุรุษหนุ่มซึ่งไม่รู้ว่าไปซ่อนตัวอยู่ที่ใดแต่กับออกมาช่วยเหลือนางได้ทันท่วงที
มองไปไม่นานแผ่นหลังก็หายวับไปจากการรับรู้ของสายตา
“พลังปราณสุดยอด !!” เยว่ฉีพึมพำเบา ๆ หันหลังเดินไปยังจุดหมายแรก
เกือบไม่ได้ซื้อเนื้อกลับบ้านแล้วไหม
เมื่อไม่มีความครื้นเครงชาวบ้านขามุงก็แยกย้าย ถนนสายนี้ก็กลับไป
ครึกครื้นราวกับเมื่อสักครู่ไม่มีเรื่องใดเกิดขึ้น