ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี - ตอนที่ 212 ทุกสิ่งพร้อมสรรพ
- Home
- ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี
- ตอนที่ 212 ทุกสิ่งพร้อมสรรพ
“ลูกๆ ต้องปรับปรุงร้านเม่าไช่ในตำบล ยิ่งไปกว่านั้น ที่นี่ก็มีแต่สตรี พวกเราพ่อลูกจะเข้าๆ ออกๆ ไม่ได้ อย่างไรเสียก็มีชุนเหมยดูแลเจ้า มีน้องสะใภ้เป็นเพื่อนเจ้า มีเหลียนเอ๋อร์คอยช่วยปรนนิบัติเจ้า ข้าก็วางใจได้”
จ้าวซื่อได้ฟังเช่นนั้นก็รีบเอ่ย “เรื่องนี้ข้าก็อยากจะพูดเช่นกัน อย่าได้ให้เรื่องของข้าทำให้ท่านต้องละเลยงานของท่านเลย น้องรองก็ให้เบี้ยหวัดท่านแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้ไม่มีเบี้ยหวัด พวกเราก็ควรใส่ใจต่องานของบ้านน้องรอง ท่านไม่ต้องเป็นห่วงข้า ไม่ต้องกังวลใจไป”
อวิ๋นโส่วกวงรู้สึกผิดเต็มประดา “แม่เจ้า ตลอดหลายปีมานี้ข้ามันไร้ประโยชน์ อ่อนแอ ทำให้เจ้ากับลูกๆ ต้องลำบาก เจ้าวางใจเถิด ต่อไปข้าจะไม่ทำให้เจ้าต้องเสียใจอีก พวกเราติดสอยห้อยตามบ้านน้องรอง ใช้ชีวิตอย่างมั่นคงอยู่ดีกินดี”
“ก่อนหน้านี้… เจ้ายังอยู่ไฟไม่ครบก็ต้องลงไปทำงานหนักในไร่นา… ครั้งนี้เจ้าต้องอยู่ไฟให้ถึงสี่สิบวันให้ครบกำหนด พวกเราต้องบำรุงร่างกายที่อ่อนแอของเจ้าให้แข็งแรง”
จ้าวซื่อได้ยินคำพูดของอวิ๋นโส่งกวงก็อดกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ จู่ๆ ก็รู้สึกว่าความลำบากที่ได้รับมาตลอดหลายปีนั้นคุ้มค่าแล้ว
พอเห็นจ้าวซื่อร้องไห้ออกมา อวิ๋นโส่วกวงก็เป็นกังวลรีบยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาให้ “ตงเหนียง เจ้าอย่าร้องไห้ อย่าร้องไห้เลย ร้องไห้ตอนอยู่ไฟระวังสายตาจะเสีย”
แต่ยิ่งเขาพูด น้ำตาของจ้าวซื่อก็ยิ่งไหลพรั่งพรู อวิ๋นโส่วกวงทำอะไรไม่ถูก เขาช่างโง่เง่า ไยถึงทำภรรยาร้องไห้อีกแล้ว เขาโกรธจนยกมือขึ้นตบปากตัวเอง ฝ่ามือกระทบกับใบหน้าอย่างแรงเกิดเสียงดังลั่น
จ้าวซื่อรีบคว้ามือเขาไว้ห้ามปรามด้วยความร้อนใจ “ท่านพี่ นี่ท่านทำอะไร?”
อวิ๋นโส่วกวงเอ่ย “ตงเหนียง ข้าผิดเอง ข้ามันโง่ พูดอะไรก็ไม่เข้าหู ทำให้เจ้ายิ่งร้องไห้”
จ้าวซื่อได้ยินดังนั้นก็หน้าแดงก่ำ หลบสายตาพลางเอ่ยอย่างเขินอาย “ตั้งแต่แต่งงานกันใหม่ๆ ท่านพี่ก็เรียกข้าว่าตงเหนียง”
อวิ๋นโส่วกวงถึงได้รู้ตัว ที่แท้เขาเผลอเรียกชื่อของจ้าวซื่อออกมา อวิ๋นโส่วกวงที่อยู่กินกับจ้าวซื่อจนมีลูกด้วยกันสามคนแล้วพลันรู้สึกเขินอาย ใบหน้าที่ค่อนข้างคล้ำก็แดงก่ำ ไม่กล้าสบตากับจ้าวซื่อ ทั้งสองคนพลันหวนนึกถึงตอนที่เพิ่งแต่งงานใหม่ๆ…
ครู่หนึ่ง อวิ๋นโส่วกวงก็ตั้งสติได้เอ่ยอย่างลุกลี้ลุกลน “ตง… ตงเหนียง เจ้า… ข้าไปก่อนนะ” พูดจบก็วิ่งออกจากห้องไปอย่างกับหนุ่มน้อย แต่เขาก็ยังไม่ลืมที่จะปิดประตูให้สนิทเพื่อป้องกันลมเข้า
ขณะเดียวกัน เขาก็จัดการกับมูลไก่ในเล้าไก่ จากนั้นก็รีบร้อนออกไป แม้แต่เฉาเหลียนเอ๋อร์ที่ตะโกนเรียกเขากินข้าวข้างหลัง เขาก็ยังไม่ได้ยิน
นับจากนั้นเป็นต้นมา ทุกเช้าตรู่ อวิ๋นโส่วกวงจะมาเยี่ยมจ้าวซื่อเสมอ แค่แวะมาครู่เดียว แล้วก็รีบกลับไปที่หมู่บ้านไหวซู่ ซึ่งเป็นเรื่องราวในภายหลัง
ครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกในชีวิตที่อวิ๋นโส่วกวงเห็นเงินเกินสิบตำลึง จู่ๆ ก็ได้เงินมาตั้งสองร้อยตำลึง จากนั้นก็ขายผ้าต่วนได้เงินมาอีกสามร้อยตำลึง
หากไม่ใช่เพราะช่วงนี้ติดสอยห้อยตามบ้านน้องรองได้เห็นของล้ำค่ามากมาย และได้เปิดหูเปิดตาเห็นการทุ่มทุนสร้างของบ้านน้องรอง คาดว่าวันที่ท่านโหวประทานรางวัลเขาคงต้องตกใจจนเป็นลมสลบไปแล้ว
ต้องบอกว่าหลังจากแยกบ้านตลอดระยะเวลาสั้นๆ ไม่กี่เดือนที่ได้ติดสอยห้อยตามบ้านน้องรอง อวิ๋นโส่วกวงก็เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
เรื่องที่ทำให้เขาตัดสินใจขอแยกตัวออกจากตระกูลเริ่มจากที่ลูกชายทั้งสองถูกจับ ต่อมาก็เป็นเรื่องที่จ้าวซื่อแท้งลูก แต่สิ่งที่ทำให้เขามีกำลังใจ สิ่งที่ทำให้เขากล้าหาญก็คือการสนับสนุนของบ้านน้องรอง
เรื่องพวกนี้ อวิ๋นโส่วกวงเข้าใจดี ทุกคนในครอบครัวต่างเข้าใจดีและจดจำไว้ในใจ อวิ๋นโส่วกวงนำเงินสามร้อยตำลึงที่ได้จากการขายผ้าต่วนไปซื้อที่ดินชั้นดีสิบหมู่ ที่ดินชั้นกลางสิบหมู่ ซื้อล่อมาอีกหนึ่งตัว ส่วนเกวียนล่อก็ให้ฉี่ซานช่วยทำ
พอเฉาโส่วเย่าเห็นดังนั้นก็ขายผ้าต่วนสองหีบให้ร้านอวิ๋นหรงเช่นกัน และซื้อที่ดินมาอีกยี่สิบหมู่ตามอย่างอวิ๋นโส่วกวง เมื่อมีที่ดินเป็นของตัวเองแล้วพี่น้องทั้งสองก็รู้สึกมั่นคงและมีหลักประกัน พากันขยันขันแข็งมากขึ้น
ไม่กี่วันต่อมาฉี่เสียงและฉี่ชิ่งก็ปรับปรุงร้านเม่าไช่จนแล้วเสร็จ เฉาหลานเอ๋อร์จึงไปที่ตำบล ทั้งสามคนรีบเปิดร้านดำเนินกิจการต่อไป
ส่วนอวิ๋นเจียวก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ แต่ละวันหากไม่ดูที่โรงผลิตเครื่องประทินผิวบ้าง ก็ต้องไปดูที่สำนักศึกษาประจำหมู่บ้าน
ชาวบ้านต่างร่วมแรงร่วมใจกันสร้างสำนักศึกษาประจำหมู่บ้าน ในที่สุดก็สร้างเสร็จภายในไม่กี่วัน เนื่องจากแคว้นต้าเยี่ยยังไม่มีกระจกจึงไม่สามารถทำหลังคาโปร่งแสงได้ ต่อให้เป็นบ้านเรือนทั่วไปในเวลากลางวันก็ยังคงมืดสลัว
อวิ๋นเจียวปรึกษากับอวิ๋นฉี่ซานจึงสร้างเป็นเรือนเปิดโล่งสองหลังที่มีสระน้ำตรงกลาง ใช้สระน้ำเป็นแหล่งกำเนิดแสงสว่างตามธรรมชาติ ส่วนห้องเรียนด้านที่ติดกับสระน้ำจะไม่มีผนัง
หมู่บ้านไหวซู่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือ บ้านเรือนแบบนี้ฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนก็ยังพอไหว แต่พอถึงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวก็จะหนาวมาก
โชคดีที่ในหมู่บ้านมีช่างฝีมือที่สามารถสร้างตี้หลง [1] ได้ พอถึงฤดูหนาวแค่จุดไฟที่เตาแล้วกั้นฉากบังลมสีขาวทางด้านที่ไม่มีผนังก็จะไม่หนาวแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ช่วงที่อากาศหนาวที่สุดก็ต้องหยุดเรียนอยู่แล้ว
อวิ๋นเจียวชอบสำนักศึกษาแบบนี้มาก กระท่อมมุงจาก พร้อมกับโต๊ะเตี้ยและเบาะรองนั่ง เมื่อคิดไปถึงเสียงอ่านหนังสือที่จะดังก้องในไม่ช้านี้ ยิ่งทำให้มีกลิ่นอายของสำนักศึกษาในชนบทมากขึ้น
นอกจากเรือนเปิดโล่งสองหลังที่มีสระน้ำตรงกลางแล้ว ยังสร้างเรือนเล็กๆ อีกสองแห่งเพื่อเป็นที่พักของอาจารย์ที่จะมาสอนหนังสือในอนาคต
ด้านหลังอาคารเรียนสองหลังติดกับภูเขา ก็สร้างอาคารขึ้นมาหนึ่งแถว ใช้เป็นห้องครัว ห้องเก็บของ เป็นต้น
ชาวบ้านช่วยกันล้อมรั้วสำนักศึกษาประจำหมู่บ้านด้วยไม้ที่มีขนาดเท่าแขนเด็ก ระหว่างไม้แต่ละท่อนก็พันด้วยหนามแข็งแรงทนทานมาก ไม่ต้องกลัวว่าจะมีสัตว์ร้ายบนภูเขาลงมารบกวน ถึงกระนั้นชาวบ้านก็ยังนำลูกสุนัขสองตัวมาเลี้ยงไว้ที่สำนักศึกษาประจำหมู่บ้าน
แม่ครัวสองคน ผู้ดูแลสองคน เบี้ยบัญชีหนึ่งคน ล้วนเป็นคนที่หมู่บ้านคัดเลือกมาอย่างดี แม่ครัวกับผู้ดูแลได้ค่าจ้างเดือนละหนึ่งตำลึง ส่วนเบี้ยบัญชีได้เดือนละสองตำลึง
อวิ๋นโส่วจงมอบเงินทุนก่อตั้งสำนักศึกษาประจำหมู่บ้านให้กับผู้ใหญ่บ้านต่อหน้าชาวบ้านทุกคนและอธิบายกระเบียบและข้อบังคับของสำนักศึกษาประจำหมู่บ้านอีกครั้ง
หน้าสำนักศึกษาประจำหมู่บ้านมีป้ายประกาศสำหรับแสดงรายจ่ายในแต่ละเดือนของสำนักศึกษาประจำหมู่บ้าน เบี้ยบัญชีมีหน้าที่ดูแลบัญชี หากต้องการใช้จ่ายเงินให้นำบัญชีไปเบิกกับผู้ใหญ่บ้าน ทุกครั้งที่เบิกเงินทั้งสองฝ่ายต้องลงนามประทับลายนิ้วมือ
ส่วนรายได้จากค่าเล่าเรียนของสำนักศึกษาประจำหมู่บ้านก็ต้องนำไปฝากไว้ หากสำนักศึกษาต้องการใช้ก็ให้ทำการเบิกโดยใช้รูปแบบการลงนามประทับลายนิ้วมือของทั้งสองฝ่ายเช่นกัน
นี่เป็นความคิดของอวิ๋นเจียว ยิ่งเป็นเรื่องสาธารณประโยชน์ยิ่งต้องทำให้บัญชีโปร่งใส ให้ทุกคนช่วยกันกำกับดูแล เงินทองนั้นเป็นของยั่วยวนใจ และเพื่อป้องกันไม่ให้สำนักศึกษาเกิดความวุ่นวายเพราะเรื่องการเงินในภายหลัง
เมื่อทุกอย่างพร้อมสรรพก็เหลือแต่อาจารย์เท่านั้น! เพียงแต่อาจารย์ยังไม่ทันมาถึง กลับมีแขกแปลกหน้ามาเยือนที่บ้านเก่าตระกูลอวิ๋นเสียก่อน!
……….
เชิงอรรถ
[1] ตี้หลง (地龙) เป็นระบบทำความร้อนแบบดั้งเดิมของจีน โดยสร้างเป็นเตาไฟไว้ด้านหนึ่งของบ้าน จุดไฟในเตา ส่งความร้อนผ่านใต้พื้นเพื่อกระจายความร้อนเข้าสู่ห้อง และมีปล่องไฟสำหรับระบายควันด้านนอก