ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี - ตอนที่ 275 อวิ๋นฮวาเอ๋อร์
- Home
- ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี
- ตอนที่ 275 อวิ๋นฮวาเอ๋อร์
สตรีผู้นี้มีปานคล้ายดอกเหมยบานสีชมพูขนาดเท่าเล็บนิ้วอยู่ที่หางตาข้างซ้าย ตรงกลางไฝยังมีไฝเล็กๆ สีชาดอีกจุดหนึ่ง ผู้เฒ่าอวิ๋นยังคงจำได้ดี ว่าชื่อของอวิ๋นฮวาเอ๋อร์นั้น มีที่มาจากปานที่หางตาของนางนี่เอง!
ยิ่งไปกว่านั้น คิ้วตากับดวงตาของสตรีผู้นี้ ละม้ายคล้ายจ้าวซื่ออยู่บ้าง แต่ส่วนจมูกกับริมฝีปากนั้น กลับถอดแบบอวิ๋นโส่วกวงมาไม่มีผิดเพี้ยน สตรีผู้นี้คืออวิ๋นฮวาเอ๋อร์!
“อุ๊ยแหม่ ท่านผู้เฒ่าช่างตาถึงยิ่งนัก ฮวาเหนียงผู้นี้ กำลังอยู่ในช่วงวัยอันงดงาม พาไปเป็นอนุหรือเป็นสาวใช้ต้นห้องก็ล้วนเหมาะสมยิ่งนัก!”
ผู้เฒ่าอวิ๋นกระแอมอย่างประหม่า สายตาก็เบี่ยงหนีจากใบหน้าของอวิ๋นฮวาเอ๋อร์ นางเป็นหลานสาวแท้ๆ ของเขา จะซื้อกลับไปเป็นอนุได้อย่างไรกัน?
ในเวลานี้ ใจของผู้เฒ่าอวิ๋นสับสนอลหม่าน เขาครุ่นคิดว่าควรจะซื้ออวิ๋นฮวาเอ๋อร์กลับไปดีหรือไม่? หากซื้อนางกลับไป บ้านเจ้าใหญ่ต้องจำนางได้แน่ หากไม่ซื้อกลับไป…
คิดไปคิดมา ผู้เฒ่าอวิ๋นก็ตัดสินใจที่จะซื้อนางกลับไป พอซื้อกลับไปแล้ว ไม่เพียงแต่จะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับบ้านเจ้าใหญ่ดีขึ้น ยังสามารถทำให้พวกเขายอมควักเงินออกมาได้อีกด้วย!
แม้โส่วหลี่จะให้เงินสามสิบตำลึงแก่เขา แต่นี่ก็เป็นค่าใช้จ่ายทั้งหมด ใช้หมดแล้วจะทำอย่างไรเล่า
สามสิบตำลึงยังน้อยเกินไป ซื้ออวิ๋นฮวาเอ๋อร์กลับไป หากบ้านเจ้าใหญ่อยากได้ตัวนางคืนก็ย่อมได้ แค่บอกไปว่าเขากู้หนี้นอกระบบมาสองร้อยตำลึง ถึงไถ่นางออกมาจากพ่อค้าทาสได้
แบบนี้แล้วบ้านเจ้าใหญ่จะไม่ยอมจ่ายเงิน แล้วพาตัวนางไปได้หรือ? หากบ้านเจ้าใหญ่รู้จักวางตัว เขาก็จะคืนนางให้ หากไม่รู้จักวางตัว งั้นก็ดี เขาจะยึดนางไว้เสียเลย บ้านเจ้าใหญ่ไม่ใช่ว่ารู้สึกผิดกับฮวาเอ๋อร์อยู่หรอกหรือ?
เช่นนั้นก็อย่ามาโทษว่าเขาใจร้าย เอาเงินมาก่อนสิ เขาถึงจะช่วยเลี้ยงดูนางอย่างดี มิเช่นนั้น… เรื่องนี้ก็อย่าโทษว่าเขาเป็นพ่อใจร้ายเลย ก็จะให้ทำอย่างไรได้ ใครใช้ให้บ้านเจ้าใหญ่พอมีเงินก็ลืมพ่อลืมแม่กันล่ะ!
ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเขาไม่ซื้ออวิ๋นฮวาเอ๋อร์กลับไป หากถูกคนอื่นซื้อไปเป็นของเล่น อวิ๋นฮวาเอ๋อร์คงมีจุดจบที่น่าอนาถยิ่งกว่า พูดไปแล้ว การที่เขาซื้ออวิ๋นฮวาเอ๋อร์กลับไป ก็เท่ากับช่วยชีวิตนางไว้ บ้านเจ้าใหญ่ ควรขอบคุณเขาด้วยซ้ำ!
แต่เขาก็ไม่ได้ฉุกคิดเลย ว่าตอนนั้นใครกันที่ขายอวิ๋นฮวาเอ๋อร์ทิ้ง!
ผู้เฒ่าอวิ๋นคิดแล้วคิดอีก สุดท้ายก็ตัดสินใจซื้ออวิ๋นฮวาเอ๋อร์กลับไป
แต่บนใบหน้าของเขายังคงสงบนิ่ง เขามองคนอื่นๆ อีกครั้ง เลือกเด็กรับใช้ชายหน้าตาสะอาดสะอ้านกับสตรีสาวรูปร่างเย้ายวนมาอีกคน จากนั้นก็ให้แม่ค้าคนกลางพาตัวคนพวกนี้ออกไปก่อน
แม่ค้าคนกลางบอกว่า คนกลุ่มนี้ล้วนเป็นบ่าวที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างดี ไม่ชำนาญเรื่องงานบ้านงานเรือน คงเป็นเพราะเหตุนี้ ราคาจึงถูก
แต่ไม่เป็นไร ทำงานบ้านไม่เก่ง เขาสามารถสอนได้ สอนไม่ได้ก็ทุบตี อดข้าว อดน้ำ สักพักก็คงยอมทำงานแต่โดยดี
ยิ่งไปกว่านั้น เด็กรับใช้ที่คอยปรนนิบัติโส่วหลี่ เดิมทีก็ไม่ได้หวังให้ทำงานบ้านอยู่แล้ว จุดประสงค์หลักคือเสริมภาพลักษณ์ให้โส่วหลี่ ต้องอ่านออกเขียนได้ และปรนนิบัติโส่วหลี่ได้ก็พอแล้ว
พูดไปแล้ว ต้องเป็นเด็กรับใช้แบบนี้ถึงจะคู่ควรกับโส่วหลี่ เพราะพวกเขาล้วนเป็นคนที่เคยปรนนิบัติขุนนางมาก่อน
ผู้เฒ่าอวิ๋นทบทวนคนสองกลุ่มที่เขาเลือกไว้อีกครั้ง สุดท้ายก็ตัดสินใจซื้อคนกลุ่มที่ถูกกว่า เขายกถ้วยชาขึ้นจิบหนึ่งอึก วางถ้วยชาลงแล้วเอ่ยถามว่า “คนพวกนี้ราคาคนละสองตำลึงเงิน ลดไม่ได้แล้วหรือ?”
แม่ค้าคนกลางสะบัดผ้าเช็ดหน้าในมือ แล้วทำหน้าเศร้าพลางกล่าวว่า “โธ่เอ๊ย ท่านผู้เฒ่าเจ้าคะ ราคาสองตำลึงเงินนี้ เป็นราคาต่ำสุดแล้วจริงๆ เจ้าค่ะ ลดไม่ได้แล้ว ท่านออกไปดูที่อื่นก็ได้เจ้าค่ะ ลองดูซิว่าราคาสองตำลึงเงิน จะซื้อคนหน้าตางดงาม อ่านออกเขียนได้ ร้องเพลง เล่นดนตรี และแต่งบทกวีได้แบบนี้หรือไม่?”
ผู้เฒ่าอวิ๋นต่อรองราคาเป็นนิสัย เพราะชีวิตอยู่อย่างอัตคัด ราคาสองตำลึงเงินนี้ จริงๆ แล้วเขาพอใจมากแล้ว “ข้าต้องการสามคน คนสองคนที่เลือกไว้ กับคนที่มีไฝที่หางตาอีกหนึ่งคน”
“ท่านผู้เฒ่าต้องการสามคนเองหรือเจ้าคะ? ข้าว่าอาศัยช่วงที่ราคาถูก ท่านเป็นคนแรกที่เข้ามาดู ซื้อเพิ่มอีกสองคนกลับไปฝึกสอนก็ดีนะเจ้าคะ ถึงแม้ว่าจะใช้ไม่ถนัด ก็สามารถขายต่อได้”
“ไม่เป็นไร เดิมทีข้าคิดว่าจะซื้อแค่สองคน นี่ก็เพิ่มมาคนหนึ่งแล้ว!”
“ได้เจ้าค่ะ ท่านผู้เฒ่าอยากทำสัญญาซื้อขายแบบส่วนตัวหรือแบบเป็นทางการเจ้าคะ? คนพวกนี้ราคาถูก สำนักนายหน้าของพวกเราไม่รวมสัญญาแบบเป็นทางการเจ้าค่ะ หากเป็นสองคนแรกที่ท่านเลือกไว้ก่อนหน้านี้ สำนักนายหน้าของเราถึงจะรวมสัญญาแบบเป็นทางการ”
“ที่จริงแล้ว ข้าว่าการซื้อคนไม่เหมือนกับการซื้อที่ดิน ที่สามารถตกทอดไปยังรุ่นลูกรุ่นหลานได้ เพราะอายุขัยของคนเรามีจำกัด ไม่จำเป็นต้องทำสัญญาแบบเป็นทางการหรอกเจ้าค่ะ”
“จะอย่างไรสัญญาซื้อขายก็อยู่ที่เรา แม้แต่ทำหาย แต่พวกเขาที่เป็นบ่าวไพร่จะรู้ได้อย่างไรว่าท่านทำหาย ทำลาย หรือเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี พวกเขาก็ต้องรับใช้ท่านไปจนตาย ไม่เห็นต้องเสียเงินทำสัญญาแบบเป็นทางการเลยเจ้าค่ะ”
แม่ค้าคนกลางพูดด้วยความจริงใจ ผู้เฒ่าอวิ๋นก็รู้สึกว่ามีเหตุผล การซื้อขายที่ดินต้องทำสัญญาแบบเป็นทางการ เพราะเป็นทรัพย์สินที่สืบทอดในตระกูล หากสัญญาถูกทำลาย ที่ดินผืนนั้นก็จะกลายเป็นที่ดินไร้เจ้าของ ทางการก็จะยึดคืน
ข้อดีของสัญญาแบบเป็นทางการก็คือ ไม่ว่าสัญญาจะหายหรือถูกทำลาย ทางการก็มีสำเนา ไม่ต้องกลัวว่าคนอื่นจะไม่ยอมรับ ดังนั้น การซื้อที่ดิน จึงไม่สามารถเห็นแก่ราคาถูกและทำเพียงแค่สัญญาส่วนตัวได้
ส่วนบ่าวไพร่นั้น ไม่สามารถตกทอดไปยังรุ่นลูกรุ่นหลานได้ แม้ว่าบ้านขุนนางและเศรษฐีจะมีบ่าวรับใช้ที่เกิดในบ้าน แต่บ่าวไพร่พวกนั้นล้วนมีสัญญาแบบเป็นทางการ เมื่อถูกจับคู่แต่งงานมีลูก ก็เพียงแค่ไปจดทะเบียนที่ศาลาว่าการ ลูกของพวกบ่าวไพร่ก็จะกลายเป็นบ่าวไพร่ของบ้านนั้นด้วย
แต่สถานการณ์ของบ้านเขาในตอนนี้ ไม่ต่างจากการตบหน้าตัวเองจนบวมให้เห็นว่าเป็นคนอ้วน [1] ไหนเลยจะเลี้ยงดูคนได้มากมายขนาดนั้น ยิ่งไปกว่านั้นที่บ้านก็ไม่มีบ่าวไพร่ จะจับให้แต่งงานกับใครได้?
ผู้เฒ่าอวิ๋นพยักหน้า “อืม เช่นนั้นก็ทำสัญญาส่วนตัว ค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายให้ทางการ ก็สามารถซื้อคนได้อีกคนเลยนะ”
แม่ค้าคนกลางได้ยินดังนั้นก็เอ่ยชมว่าผู้เฒ่าอวิ๋นรู้จักคิด รู้จักคำนวณ และรู้จักใช้ชีวิต จากนั้นทั้งสองฝ่ายก็จ่ายเงิน ทำสัญญา แม่ค้าคนกลางจึงให้ลูกจ้างพาตัวคนทั้งสามที่ผู้เฒ่าอวิ๋นซื้อออกมา เดินตามเขาออกจากสำนักนายหน้า
ผู้เฒ่าอวิ๋นไปซื้อของอีกเล็กน้อย มีคนคอยเดินตามหลัง เรียกเขาว่านายท่านผู้เฒ่า ซื้อของเสร็จก็มีคนช่วยถือ เขาเหมือนกลับไปเป็นผู้เฒ่าอวิ๋นคนเดิมในตอนที่ยังมีชุ่ยเหนียงอยู่ข้างกาย
ในใจคิดว่า ชีวิตที่มีคนคอยปรนนิบัติแบบนี้ ถึงเรียกว่าชีวิตคน พอนึกถึงแผนการของตนเอง และแผนการของอวิ๋นโส่วหลี่ ก็รู้สึกว่าอนาคตของตระกูลอวิ๋นเก่าช่างสดใส รออีกไม่นาน ชีวิตที่ดีก็จะมาถึง
รอให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้น จะต้องให้คนในหมู่บ้าน ตระกูลอวิ๋น รวมไปถึงลูกชายทั้งสามคนของเขารู้สึกเสียใจ ถึงตอนนั้น ต่อให้พวกนั้นมาอ้อนวอนขอร้องให้เขากลับไป เขาก็จะไม่กลับไปเด็ดขาด
รอให้โส่วหลี่สอบผ่าน ได้เป็นขุนนางใหญ่ ลูกชายทั้งสามคนนั้น หากอยากรวมตระกูล ต่อให้คุกเข่าอ้อนวอนเขาก็ไม่ยอม!
หลังจากซื้อของเสร็จ ผู้เฒ่าอวิ๋นก็จ้างรถม้ากลับหมู่บ้านไหวซู่โดยเฉพาะ ไม่ได้ไปรอเกวียนวัวที่หน้าประตูเมือง กว่าจะเสร็จธุระก็บ่ายคล้อย แม้ว่าผู้เฒ่าอวิ๋นจะมีเงิน แต่ก็ไม่ยอมซื้ออะไรกิน
เพราะเรื่องของอวิ๋นฮวาเอ๋อร์ ทำให้ใจของเขาอยากรีบกลับหมู่บ้านไหวซู่ รีบกลับไปปรึกษากับโส่วหลี่ว่าจะใช้ประโยชน์จากอวิ๋นฮวาเอ๋อร์ให้ได้มากที่สุดได้อย่างไรดี
ด้วยเหตุนี้ ผู้เฒ่าอวิ๋นถึงกับซื้อผ้าคลุมศีรษะให้อวิ๋นฮวาเอ๋อร์ ปิดบังใบหน้าของนางเอาไว้ กลัวว่าเขากับโส่วหลี่ยังไม่ทันได้วางแผนอะไร คนของสามบ้านนั้นจะจำนางได้ซะก่อน
เชิงอรรถ
[1] ตบหน้าตัวเองจนบวมให้เห็นว่าเป็นคนอ้วน (打肿脸充胖子) หมายถึง การพยายามสร้างภาพให้ดูดีหรือมั่งคั่ง ทั้งที่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็นคนมีฐานะจริงๆ