ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 105 ทำลายการสารภาพรัก
บทที่ 105 ทำลายการสารภาพรัก
ลี่หรงกำลังจะหาข้อแก้ตัวเพื่อออกไปจากสถานการณ์ตรงหน้า แต่ชายคนนั้นก็ขวางเธอไว้อีกครั้ง “เพื่อนร่วมชั้นลี่หรง ขอเวลาให้ผมสักสองสามนาทีได้ไหมครับ ผมมีเรื่องจะบอกกับเพื่อนของคุณน่ะครับ”
หนังตาของลี่หรงกระตุกอย่างแรง เธออยากจะบอกว่าเธอแต่งงานมีลูกแล้ว เพื่อจะรีบตัดความรู้สึกของอีกฝ่ายออกไป
แต่ก็ทำไม่ได้
ลี่หรงแต่งงานมีครอบครัวแล้วก่อนจะเข้ามาเรียนที่มหาวิทยาลัย ด้วยว่าคนที่สนใจสืบหาข้อมูลก็จะรู้เรื่องนี้ได้ทันที ทว่าผู้ชายตรงหน้าเธอคนนี้ คงเป็นเพราะเหตุผลบางอย่างที่ทำให้เขายังไม่ยอมแพ้
หรือไม่ เธอคงจะคิดมากไปเอง?
เธอรอให้ชายคนนั้นพูดจบก่อน
เมื่อชายคนนั้นเห็นลี่หรงหยุดเดิน แล้วมองตรงมาที่เขา อีกฝ่ายก็รู้สึกเขินอายยิ่งกว่าเดิม รีบก้มหน้าลง ไม่กล้ามองหน้าหญิงสาวเลย
เขาลังเล ขณะถือจดหมายฉบับหนึ่งไว้ในมือ ดูราวกับต้องออกแรงหนักมากจึงจะยกมันขึ้นมาได้ เพื่อยื่นจดหมายไปต่อหน้าลี่หรง
ใบหน้าหล่อเหลาของชายหนุ่มเปลี่ยนเป็นสีแดง ขณะที่ใบหน้าของลี่หรงไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดเลย หญิงสาวไม่ได้รับจดหมายของเขา
ชายคนนั้นรีบชำเลืองมองลี่หรง จากนั้นก้มหน้าลงเหมือนเดิม แล้วพูดตะกุกตะกักด้วยความประหม่า “เพื่อนร่วมชั้นลี่หรง ผมเรียนคณะศิลปศาสตร์ ชื่อหลินจื้อหลานครับ ตั้งแต่เราพบกันครั้งแรกในห้องสมุด เมื่อหลายวันก่อน สายตาคู่นั้นของคุณ ยังทำให้ผมลืมไม่ลงจนถึงตอนนี้เลยครับ ผมเลยอยากถามคุณว่า คุณยินดีจะคบกับผมไหมครับ?”
“ไม่ยินดีค่ะ” ในที่สุดลี่หรงก็ปฏิเสธ เธอพูดว่า “เพื่อนร่วมชั้นหลิน ใช่ไหมคะ? ในเมื่อคุณสามารถมาดักรอที่ใต้หอพักหญิงได้ ฉันก็เชื่อว่าคุณต้องเคยสอบถามเรื่องของฉันมาแล้ว และน่าจะรู้เรื่องการแต่งงานแล้วด้วย ถ้ารู้เรื่องนี้แล้ว ยังมาหาถึงที่เพื่อพูดแบบนี้อีก ฉันคิดคุณควรต้องพิจารณาความคิดของตัวเองให้ดีแล้วค่ะ แล้วก็จะบอกให้ชัดเจนเลยว่า ฉันรักสามีมาก และจะไม่มีวันแยกจากเขาเด็ดขาด ดังนั้น ขอโทษด้วยนะคะ คุณควรไปหาคนอื่นจะดีกว่าค่ะ”
หลินจื้อหลานเงยหน้าขึ้นด้วยสีหน้าเสียใจเล็กน้อย ลี่หรงไม่รู้จะพูดอะไรอีก จึงเพียงแค่ฟังคำพูดโน้มน้าวของอีกฝ่าย “เพื่อนร่วมชั้นลี่หรง ผมรู้ว่าสามีของคุณเป็นคนบ้านนอก ที่ไม่ได้รับการศึกษาระดับสูง เขาจะไปเข้าใจความคิดคุณได้อย่างไร มีแต่ผมเท่านั้นที่เข้าใจ ได้โปรดอย่ามีอคติกับผมเพราะเรื่องนี้เลยนะครับ”
“นี่ไม่ใช่อคติค่ะ” ลี่หรงรู้สึกว่าเขาไม่มีเหตุผล โดยเฉพาะเมื่อเธอได้ยินอีกฝ่ายใช้คำว่า ‘คนเบ้านนอก’ ก็เดาได้ว่าเขากำลังมุ่งร้ายกับจ้าวชิงซง ลี่หรงจึงรู้สึกไม่พอใจมาก ก่อนสายตาของหญิงสาวจะเปลี่ยนเป็นเย็นชา ขณะมองหน้าหลินจื้อหลาน “เขาเข้าใจฉันค่ะ การแต่งงานระหว่างฉันกับเขาไม่ใช่แค่วันหรือสองวัน หนึ่งปีหรือสองปี แต่ผ่านมาเกือบสี่ปีแล้ว…”
“แม่!”
ลี่หรงหยุดพูด เพราะมีร่างเล็กพุ่งเข้ามาชนต้นขา แล้วกอดเธอไว้
เธอมองลงมาด้วยสายตายิ้มแย้ม “อันอันเหรอ ลูกมาที่นี่ได้อย่างไรจ๊ะ ใครพาลูกมาที่นี่เหรอ?”
ลี่หรงคุกเข่าลงมองเขา อันอันหันกลับไปมองข้างหลัง “พ่อพาผมมาครับ”
ลี่หรงหันไปมองด้วย แล้วเห็นว่าจ้าวชิงซงกำลังเดินช้า ๆ แล้วมายืนอยู่ตรงหน้า เขาเหลือบมองหลินจื้อหลานโดยไม่พูดอะไรสักคำ แล้วมองลี่หรง พร้อมรอยยิ้มมุมปาก “เจ้าตัวเล็กงอแงทั้งวันเลยครับ เพราะอยากเจอคุณ แล้วก็บังเอิญว่าวันนี้ผมไม่มีอะไรทำพอดี วันนี้เป็นวันศุกร์ ผมอยากจะมารับคุณไปทานอาหารเย็นที่บ้านครับ”
”อื้ม! แม่ก็อยากเจออันอันเหมือนกันจ้ะ!” ลี่หรงหอมแก้มอันอัน ทำให้เด็กน้อยหัวเราะร่าอย่างมีความสุข
หลินจื้อหลานยืนมองจากด้านข้าง และพบว่าตั้งแต่สองพ่อลูกปรากฏตัวขึ้น ลี่หรงก็ไม่มีเขาอยู่ในสายตาอีกต่อไป ใจของเขาเต็มไปด้วยความขมขื่น
จ้าวชิงซงเหลือบมองหลินจื้อหลานอีกครั้ง แล้วถามอย่างสบาย ๆ ว่า “ภรรยา นี่ใครเหรอครับ?”
“นี่คือเพื่อนร่วมชั้นที่มาถามทางค่ะ” ลี่หรงไม่อยากพูดมากกว่านี้ เพราะมันไม่ใช่เรื่องจำเป็นเลย เธอจับมืออันอัน แล้วพูดว่า “ไปกันเถอะจ้ะ แม่ขอขึ้นไปเก็บข้าวของก่อน แล้วค่อยกลับบ้านพร้อมกับลูกนะจ้ะ”
หลินจื้อหลานมองแผ่นหลังของสามคนพ่อแม่ลูก ที่เดินจากไปด้วยความรู้สึกเหงาหงอย
หลังจากเดินไปได้สักพัก ขณะที่หลินจื้อหลานกำลังจะจากไป ทันใดนั้นก็มีคนหยุดไว้
เขาหันกลับไป แล้วเห็นว่าเป็นสามีของลี่หรง เมื่ออีกฝ่ายเข้ามาหา หลินจื้อหลานสังเกตก็เห็นชัดว่าขาและเท้าของชายคนนี้ไม่ปกติ ดูเหมือนขาจะพิการ
เขายิ่งรู้สึกสงสารลี่หรงมากกว่าเดิม ทำไมเธอถึงแต่งงานกับคนแบบนี้ได้นะ
“สวัสดีครับ” จ้าวชิงซงสังเกตเห็นการจ้องมองของหลินจื้อหลาน แต่เขาไม่สนใจเลย กลับยืนอยู่ตรงหน้าประจันหน้ากับหลินจื้อหลาน จ้าวชิงซงสูงกว่าหลินจื้อหลานประมาณหนึ่งคืบ
“หืม?” หลินจื้อหลานไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าชายคนนี้เรียกเขาไว้ เพราะพยายามจะทำอะไรกันแน่
“สิ่งที่คุณเพิ่งสารภาพมา ผมได้ยินหมดแล้วครับ” จ้าวชิงซงกล่าว “คุณเรียกตัวเองว่าคนมีการศึกษา แล้วจะดูถูกคนบ้านนอกอย่างผมก็ไม่เป็นอะไรครับ แต่ถ้าคุณพยายามทำลายครอบครัวของคนอื่นแบบนี้อีก นั่นไม่ถือว่าเป็นพฤติกรรมสูงส่งเลยครับ ยังไงซะคนบ้านนอกอย่างพวกผม ก็ไม่มีวันทำเรื่องผิดศีลธรรมแบบนั้นอย่างเปิดเผยแน่นอน”
หลินจื้อหลานไม่ได้เตรียมตัวว่าจะถูกชายหนุ่มตำหนิเช่นนี้ ไม่คิดเลยว่าจ้าวชิงซงจะจงใจใช้คำพูดสละสลวย และพูดภาษาจีนกลางโดยไม่ติดสำเนียงท้องถิ่นเลย ซึ่งทำให้หลินจื้อหลานรู้สึกประหลาดใจมาก เขาอยากจะตอบโต้ แต่รู้สึกเหมือนปากถูกปิดไว้ จึงเถียงไม่ออกเลยแม้แต่คำเดียว
คนบ้านนอกที่เขาดูถูก ใช้คำพูดเชิงวาทศิลป์ตำหนิว่าเขากำลังทำลายครอบครัวคนอื่น ใบหน้าของหลินจื้อหลานบ่งบอกว่าเจ็บปวดใจมากเหลือเกิน ได้แต่กัดฟันแน่น ทว่าไม่อาจปฏิเสธได้
หลินจื้อหลานอยากจะปฏิเสธว่า เขาไม่ได้ตั้งใจจะทำลายครอบครัวของคนอื่น แต่นั่นกลับเป็นสิ่งที่เขาทำเมื่อสักครู่นี้จริง ๆ
จ้าวชิงซงเลิกมองเขา ชายคนนี้อ่อนแอเกินไป ไม่มีไหวพริบพอจะสู้เขาได้ เขาจึงหันหลังเตรียมเดินจากไป
“เดี๋ยวก่อน” หลินจื้อหลานพูดโดยไม่ลังเล “แต่ขากับเท้าของคุณพิการ คุณไม่คิดว่าการอยู่กับลี่หรงจะทำให้เธออับอายเหรอ?”
จ้าวชิงซงหยุดเดิน แล้วพูดอย่างใจเย็น “ผมคิดว่าการใช้ความพิการทางร่างกายของคนอื่น เพื่อทำร้ายจิตใจกันแบบนี้ เป็นเรื่องที่ไร้รสนิยมสิ้นดีเลยครับ”
ลี่หรงพาแค่เด็กน้อยขึ้นไปชั้นบน เพราะหอพักหญิงตอนนี้ เป็นสถานที่สำหรับผู้หญิงเท่านั้น ต่างจากตอนที่มหาวิทยาลัยเพิ่งเปิดในตอนแรก ที่อนุญาตให้คนในครอบครัวที่เป็นผู้ชายขึ้นมาช่วยขนของได้ จ้าวชิงซงจึงถูกปล่อยให้รออยู่ด้านล่าง
เสิ่นรั่วหนิงอยู่ในหอพัก เธอเห็นอู๋เยี่ยนหงกลับมาก่อน จึงถามด้วยความสงสัยว่า ทำไมลี่หรงยังไม่กลับมาอีก เห็นได้ชัดว่าก่อนหน้านี้พวกเธอทั้งสองไปห้องสมุดด้วยกัน
อู๋เยี่ยนหงดูมีเลศนัย ขณะตอบอย่างคลุมเครือ “ลี่หรงถูกผู้ชายมาสารภาพรักที่ชั้นล่างน่ะ ผู้ชายคนนี้ค่อนข้างหน้าตาดี ไม่รู้เลยว่าเขามาจากคณะไหน”
เสิ่นรั่วหนิงขมวดคิ้วหลังจากได้ยินดังนั้น และบอกให้อู๋เยี่ยนหงหยุดพูด
อู๋เยี่ยนหงหน้ามุ่ย “ทำไมล่ะ? ฉันพูดจริง หากคุณไม่เชื่อฉันก็ลงไปดูสิ”
“คุณ!” เสิ่นรั่วหนิงทะเลาะกับอู๋เยี่ยนหงอยู่พักหนึ่ง
อู๋เยี่ยนหงไม่อยากมีปัญหากับเสิ่นรั่วหนิง ด้วยรู้ว่าเสิ่นรั่วหนิงไม่ใช่คนที่จะล้อเล่นด้วยได้ เธอจึงพูดอีกสองสามคำแล้วเงียบไป
เสิ่นรั่วหนิงลุกขึ้นยืนทันที อยากจะลงไปดูด้วยตาตัวเอง
ในเวลานี้ ลี่หรงอุ้มลูกเข้ามาพอดี เด็กน้อยผิวขาวอ้วนท้วน ดวงตากลมโตดำขลับคู่นั้นสดใสมีเสน่ห์มาก
ใบหน้าของเสิ่นรั่วหนิงที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจในตอนแรก ขณะที่เธอกำลังจะพูด ก็พลันเห็นเด็กน้อย สีหน้าของเธอจึงอ่อนโยนลงทันที “ว้าว! ไปลักพาตัวเด็กน้อยที่ไหนมาเนี่ย? น่ารักมากเลย!”
“ลูกชายของฉันเอง” ลี่หรงภูมิใจ “ฉันเคยบอกไปแล้วไม่ใช่เหรอว่าฉันมีลูกชาย น่ารักใช่ไหมล่ะ?”
“น่ารักมาก!” เสิ่นรั่วหนิงคุกเข่าลง แล้วถามว่า “น้าขอหอมแก้มหนึ่งทีได้ไหมจ๊ะ?”
เมื่อเห็นว่าเด็กน้อยไม่ขยับ เสิ่นรั่วหนิงก็คิดว่าเขาไม่เข้าใจ เธอจึงชี้ไปที่แก้มของตัวเอง “ถ้าอย่างนั้นหอมแก้มน้าทีหนึ่งสิจ๊ะ!”
ความจริงเด็กน้อยเข้าใจดี แต่เขากำลังคิดอยู่ จากนั้นก็ได้ยินเสิ่นรั่วหนิงขอให้เขาหอมแก้มเธอหนึ่งที
เขาจำได้ว่าแม่มักจะขอให้เขาหอมแก้มอยู่บ่อย ๆ เด็กน้อยรู้ว่าอีกฝ่ายเอ็นดูตน จึงขอให้เขาหอมแก้มแบบนั้น
เด็กน้อยไม่เคยเจอพี่สาวคนสวยที่ทันสมัยเช่นนี้ เขาเงยหน้าขึ้นมองลี่หรง ที่กำลังมองกลับมาด้วยรอยยิ้มและไม่ได้พูดอะไร จากนั้นเด็กน้อยก็ยืดอก แล้วก้าวไปข้างหน้าด้วยขาสั้นน่ารัก เพื่อหอมแก้มเสิ่นรั่วหนิงอย่างรวดเร็ว
จากนั้นเด็กน้อยก็รีบไปซ่อนตัวอยู่ข้างหลังลี่หรงด้วยความเขินอาย