นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล] - ตอนที่ #74 : เด็กสาวตัวน้อย [3]
- Home
- นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล]
- ตอนที่ #74 : เด็กสาวตัวน้อย [3]
ขอบคุณพระเจ้าที่ก่อนหน้านี้ฉันสำรวจห้องทั้งหมดเอาไว้แล้ว’
เพราะได้สำรวจสถานที่แห่งนี้ไว้ล่วงหน้า ผมจึงรู้ว่าต้องไปที่ไหน
มันต้องเป็นห้องนั้นแน่นอน…
จากบรรดาทุกสิ่งอย่างที่ผมเห็นในช่วงที่แอบเข้ามาตระเวนภายในคฤหาสน์ครั้งแรก ห้องนั้นเป็นแค่ห้องเดียวที่ผมพบว่ามันถูกล็อกเอาไว้
ไม่เพียงเท่านั้น ยิ่งผมสับเท้ามากเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งมั่นใจในการตัดสินใจของตัวเองมากขึ้นเท่านั้น
นั่นเป็นเพราะผมได้ยินเสียงร้องไห้ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ในขณะที่ตัวผมก้าวไปตามเส้นทางอันคุ้นเคยซึ่งนำไปสู่ห้องดังกล่าว
ฮึก… ฮึก…
ชั้นที่สองมีห้องนอนเจ็ดห้อง แต่ละห้องเชื่อมต่อกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง โดยห้องที่ผมกำลังมองหานั้นตั้งอยู่ใกล้กับห้องนอนใหญ่
‘ที่นี่เหรอ?’
สถานที่บริเวณนี้กว้างขวางมหาศาล และถึงแม้ตัวผมจะรู้ว่าต้องไปทางไหน แต่ก็มีบางจังหวะที่ผมเกือบจะเดินผิดทางอยู่เหมือนกัน
โชคดีที่ผมดึงตัวเองกลับมาถูกทางได้ทันการ
ทว่าปัญหามีเพียงอย่างเดียว
“เขาอยู่ไหน?”
“…เขาหายหัวไปไหน?”
ใช่แล้วล่ะ ตอนนี้ผมกำลังโดนไล่ล่าโดยบรรดาคนรับใช้ไร้หน้าทั้งหลายแหล่
‘รู้สึกเหมือนเดจาวูเลยแฮะ’
มันทำให้ผมนึกถึงตอนที่ถูกพวกสาวกลัทธิประหลาดวิ่งไล่กวด ส่วนผมก็วิ่งแจ้นไปทั่วพิพิธภัณฑ์ร้าง
ถึงอย่างนั้น ครั้งนี้ไม่มีตำรวจมาช่วย
ไม่มีไนท์วอล์กเกอร์ด้วย
…คนเดียวที่ผมพึ่งพาได้ คือตัวผมเอง
พอได้ยินเสียงของพวกคนรับใช้ ผมจึงเร่งฝีเท้าขึ้นอีกพร้อมกับระวังไม่ให้เกิดเสียงใด ๆ
ท่อนแขนกอดรัดตุ๊กตาหมี ดวงตาสำรวจบริเวณโดยรอบ
ตอนนี้ผมกำลังเดินอยู่ภายในห้องนอนห้องหนึ่งซึ่งดูเหมือนจะเป็นห้องเด็ก ห้องนี้ค่อนข้างกว้าง มีเตียงขนาดใหญ่ตั้งอยู่ตรงกลาง พร้อมทั้งของเล่นมากมาย และเฟอร์นิเจอร์ไม้หลายชิ้นที่ผมคิดว่าเป็นจุดซ่อนตัวอันสมบูรณ์แบบ
“จะซ่อนดีไหมนะ?”
หลังจากนั้นไม่นาน ผมก็ส่ายศีรษะ
ผมไม่รู้จำนวนของคนรับใช้ที่ไล่ตามมา แต่พอจะเดาได้ว่ามีอยู่ไม่น้อย และจำนวนก็น่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย หมายความว่าผมไม่สามารถเสียเวลาซ่อนตัวเพื่อรอให้พวกมันจากไปได้
ฉะนั้นแล้ว เมื่อจ้องมองเฟอร์นิเจอร์ ผมจึงทำได้เพียงละสายตาและเอื้อมมือไปยังประตู
ผมสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบของลูกบิด พลางกระชากประตูให้เปิดออก เตรียมตัวจะพุ่งไปข้างหน้า แต่ทว่า…
“…..!”
ดวงตาของผมเบิกกว้างด้วยความตกใจ
ร่างไร้หน้ายืนอยู่เบื้องหน้าผม ในมือถือมีดเล่มหนึ่ง ใบหน้าว่างเปล่าของมันจ้องตรงมา
ผมตัวแข็งค้าง
‘เชี่ยแล้ว เชี่ยแล้ว เชี่ย…’
“เจอตัวแล้ว”
คนรับใช้ไม่รอช้า มันพุ่งตัวไปข้างหน้า ปลายมีดกรีดผ่านอากาศตรงดิ่งเข้าใส่
ผมตอบสนองได้อย่างทันท่วงที
“อั่ก อ๊ะ….!”
ผมเซตัวถอยหลังพร้อมกับสะบัดข้อมือ ร่างเงาหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้า
“ฮิ๊ก!”
เสียงแหลมกรีดร้องขึ้นตามมาทันทีที่คมมีดปักลงบนร่างของไนท์วอล์กเกอร์ โดยที่มือของมันเอื้อมไปคว้าใบหน้าของคนรับใช้ตนนั้นไว้
‘จังหวะนี้แหละ!’
ผมไม่ยอมเสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว
เมื่อเห็นสถานการณ์พลิกผันแบบนี้ ผมจึงพุ่งตัวผ่านคนรับใช้และไนท์วอล์กเกอร์ไป ก่อนจะหันหลังแล้วยกเท้าถีบเข้าเต็มแรง
โครม!
คนรับใช้เซถลาไปข้างหน้าพร้อม ๆ กับไนท์วอล์กเกอร์ที่ยังคงเกาะติดมันไว้
ผมไม่หันมองผลงานตัวเองและปิดประตูตามหลังทันที
ปัง!
“ฮ่าาา… ฮ่าาา…”
ลมหายใจกระหืดกระหอบ หยาดเหงื่อไหลซึมลงมาตามหน้าผาก
ผมอดไม่ได้ที่จะคิดถึงสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น
‘ฉันคงต้องคิดเรื่องหาตัวใหม่มาแทนไนท์วอล์กเกอร์จริง ๆ แล้วล่ะ’
ถ้าก่อนหน้านี้เรียกว่าเกลียดเข้าไส้ ตอนนี้มันก็คงอยากจะฆ่าผมแบบเอาเป็นเอาตาย ผมได้แต่สวดภาวนาให้มันในใจพร้อมกับขอบคุณสำหรับการสละชีพ
…มันช่วยชีวิตผมไว้อีกครั้งหนึ่ง
“ฮู่วว”
ผมพ่นลมหายใจและกวาดมองไปรอบข้าง ดวงตาค่อย ๆ ปรับตัวให้เข้ากับแสงสลัว
และแล้วผมก็เห็นมัน
บานประตูที่ผมตามหามาโดยตลอด
ฮึก ฮึก
เสียงร้องไห้ดังกว่าครั้งที่ผ่านมา
มันยากที่จะเมินเฉย ผมเริ่มตัวสั่นโดยไม่รู้ตัว
นอกจากเสียงร่ำไห้แล้ว บริเวณรอบข้างกลับเงียบผิดปกติ อากาศเต็มไปด้วยฝุ่น โลกในตอนนี้ให้ความรู้สึกหนาวเย็นกว่าที่เคยเป็น
วงแขนกอดตุ๊กตาหมีแน่นยิ่งขึ้น เท้าก้าวเดินตรงไปหามัน
ถึงจะไม่แน่ใจว่าต้องเจอกับอะไร แต่ก็พอจะรู้ว่านี่คือกุญแจสำคัญในการจบฉากลับนี้
ผมไม่แม้แต่จะหยุดคิดว่ามันยังล็อกเหมือนครั้งก่อนอยู่หรือเปล่า
….ผมไม่สนด้วยซ้ำว่ามันจะล็อกหรือไม่ล็อก
‘ถ้ามันล็อก ฉันก็แค่ต้องทำให้เด็กผู้หญิงคนนั้นเปิดประตูให้ได้’
ผมกลั้นหายใจพลางเดินตรงไปที่ประตู หัวใจเต้นแรงขึ้นจนกระแทกแผ่นอก ร่างกายเกร็งขึ้นไปทุกทีที่เข้าใกล้ประตู ผมไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยนอกจากเสียงร้องไห้อู้อี้ของเด็กสาว
ส่วนพวกคนรับใช้ที่ตามล่าผมเมื่อครู่ก็แทบจะดูเหมือนหายวับไปในอากาศ
ทำไมถึงเป็นแบบนั้นล่ะ?
ผมสับสนงงงวย แต่ก็ปัดความคิดเหล่านั้นทิ้งขณะเอื้อมไปจับลูกบิด
“…หนูหิวจริง ๆ นะคะ หนู—”
และจังหวะที่ฝ่ามือของผมสัมผัสลูกบิด เสียงคร่ำครวญก็หยุดลง
ตอนนี้มันเงียบสงัด
ราวกับว่าโลกรอบกายโดนแช่แข็งไปกะทันหัน
“…..”
มือของผมหยุดชะงัก
ทว่ามันเป็นเพียงชั่วครู่เดียว ก่อนที่ผมจะคว้าลูกบิดแล้วดึงเข้าหาตัว
ปึง!
บานประตูเหวี่ยงเปิดออก เผยให้เห็นเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ กำลังนั่งอยู่บนเตียง เธอสวมชุดกระโปรงสีขาวเนื้อดี มือทั้งสองข้างกุมศีรษะ ร่างกายเริ่มสั่นเทา
ฮึก… ฮึก…
อย่าทำหนูเลย ได้โปรดอย่าทำหนู…
เสียงสะอื้นของเธอเป็นเสียงเดียวที่หลงเหลืออยู่ในตอนนี้ มันดังขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่เธอกำลังเงยหน้าขึ้นสบตากับผมอย่างเชื่องช้า รอยเชือกบนคอของเธอยังคงเห็นได้ชัดเจน
นัยน์ตาของเธอเป็นสีดำ
ดำมืดราวกับท้องฟ้ายามค่ำคืน
…และในวินาทีที่สายตาของเธอตกลงมาบนตัวผม ผมก็พบว่าตัวเองแข็งทื่ออยู่กับที่ไปเสียแล้ว
“หนูหิว คุณมีของกินไหมคะ?”
เธอไม่สะอื้นอีกต่อไปเมื่อเห็นผม
อันที่จริง ใบหน้าของเธอมันเย็นชา
เย็นชาเสียจนทำให้ผมขยับตัวไม่ได้เลย
“….ของกิน”
ผมอ้าปาก แต่กลับไม่สามารถตอบรับคำขอของเธอได้
ผมไม่มีอาหารใด ๆ ทั้งสิ้น
“ไม่มีของกินเหรอ?”
น้ำเสียงของเธอเย็นยะเยือกยิ่งขึ้น จนผมรู้สึกได้ว่าหัวใจของตัวเองเริ่มจมดิ่ง
พร้อมกับเห็นว่าสถานการณ์เริ่มจะดูท่าไม่ดีเสียแล้ว
กึก! กึก!
ห้องสั่นสะเทือน
พื้นสั่นไหว
ผ้าม่านโบกสะบัดอย่างรุนแรง ตู้เก็บของส่งเสียงกระแทก
และตาของเธอ…
นัยน์ตาเริ่มเข้มขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งความมืดมิดนั้นกลืนกินพื้นที่ดวงตาทั้งหมด
‘โอ้ ชิบ…’
ผมสั่นระริก สัมผัสได้ว่ากล้ามเนื้อทุกส่วนในร่างกายตึงเครียด
แต่ก็—
ไม่ได้ถึงกับว่าอับจนหนทางไปหมดเลยทีเดียว
ผมไม่ได้ซื้อตุ๊กตาหมีตัวนี้มาเพื่อแค่ช่วยลอบผ่านพวกคนรับใช้เท่านั้นหรอกนะ มันมีเหตุผลอย่างอื่นอีก และเหตุผลนั้นก็อยู่ตรงหน้าผมนี่แหละ
ริมฝีปากค่อย ๆ ขยับและเริ่มพูดออกมา
“ฉันไม่มีของกินหรอก” ผมเริ่มต้นแบบช้า ๆ “แต่ฉันมีอย่างอื่นอยู่นะ”
“อย่างอื่น?”
บรรยากาศสั่นสะเทือนหยุดลง เด็กสาวตัวน้อยจ้องมองมา
ผมกลั้นลมหายใจและก้าวไปข้างหน้า พร้อมกับยื่นตุ๊กตาหมีในมือให้
“ตุ๊กตาหมีนี่ไง…”